Sentiment Tracker Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มิกซ์ แต่ไทยมีแนวโน้มดีขึ้น
KEY FINDINGS:
สหรัฐฯ: ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นได้อย่างแข็งแกร่งและทำจุดสูงสุดใหม่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จากความคาดหวังในการขยายข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านออกไปอีก 2 สัปดาห์และการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ ขณะที่ Sentiment Indicator ส่งสัญญาณมิกซ์ โดยดัชนี CNN Fear & Greed ปรับขึ้นจากโซน Fear ที่ 38 จุด สู่โซน Greed ที่ 62 จุด ขณะที่ผลสำรวจ AAII สะท้อนว่า Bull-Bear Spread ปรับลดลงเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า
ไทย: ดัชนี SET ปิดทรงตัวเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเปิดทำการเพียง 2 วัน ขณะที่บรรยากาศการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้น โดย BLS Greed & Fear Barometer ปรับขึ้นจาก 50 จุดสู่ 55 จุด ซึ่งเป็นยืนในโซน Neutral ได้ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สาม
US MARKET SENTIMENT TRACKER:
ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นได้อย่างแข็งแกร่งและทำจุดสูงสุดใหม่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จากความคาดหวังในการขยายข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านออกไปอีก 2 สัปดาห์และการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ ขณะที่ Sentiment Indicator ส่งสัญญาณมิกซ์ โดยดัชนี CNN Fear & Greed ปรับขึ้นจากโซน Fear สู่โซน Greed มาตรวัดปรับขึ้นจาก 38 จุดสู่ 62 จุด หนุนจาก Market Momentum ที่รีบาวด์ได้อย่างต่อเนื่อง Market Breadth ที่ฟื้นตัวได้ดี และความผันผวนของตลาดที่ปรับลดลงสู่ระดับเดิมที่เคยทำไว้ในช่วงปลายเดือน ก.พ. ก่อนที่สงครามจะปะทุขึ้น
ขณะที่ผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนของ AAII สะท้อนว่ามุมมองเชิงบวกต่อตลาดในช่วง 6 เดือนปรับตัวลดลง โดยสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่มีมุมมอง Bullish ลดลงจาก 35.7% สู่ 31.7% (และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 37.5%) ส่วนสัดส่วนฝั่ง Bearish ค่อนข้างทรงตัว โดยปรับลดลงเพียงเล็กน้อยจาก 43.0% เป็น 42.8% (แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 31.0%) ส่งผลให้ Bull-Bear Spread ปรับลดลงเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า 3.9% จาก -7.2% สู่ -11.1%
THAI MARKET SENTIMENT TRACKER:
สำหรับตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET ปิดทรงตัวเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเปิดทำการเพียง 2 วัน ขณะที่บรรยากาศการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้น โดย BLS Greed & Fear Barometer ปรับขึ้นจาก 50 จุดสู่ 55 จุด ซึ่งเป็นยืนในโซน Neutral ได้ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สาม หนุนจากการปรับขึ้นของเกือบทุกองค์ประกอบย่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผันผวนของตลาดที่ปรับลดลง ดัชนี Volume Index ที่ปรับขึ้นเป็นสัปดาห์ที่สี่ และดัชนี Momentum Strength ที่ปรับขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในโซน Positive จากระดับ 12.4 จุดสู่ 15.3 จุด
IMPLICATION:
การตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดใหม่ได้แม้ว่ายังมีความไม่แน่นอนเรื่องสงครามนั้น ชี้ถึงสัญญาณเชิงบวก สอดคล้องการที่ Put/Call Ratio ปรับตัวลงแรง จากระดับ 0.92 ในสัปดาห์ก่อนหน้าสู่ระดับ 0.69 ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม ในช่วงก่อนการปะทุของสงคราม สะท้อนว่านักลงทุนปิดสถานะป้องกันความเสี่ยง (Hedging) บ่งชี้ถึงภาวะตลาดที่มีแนวโน้มกลับเข้าสู่โหมด Risk-on อีกครั้ง
สำหรับตลาดหุ้นไทย ยังคงประคองตัวได้ดีตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สอดคล้องกับ Sentiment Indicator ที่ยืนใน Neutral Zone และยังคงปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สาม เรายังคงให้น้ำหนักการฟื้นตัวของดัชนี SET ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยมองว่าการพักตัวสลับในระยะสั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงสร้างหลักที่ยังเป็นทิศทางขาขึ้น
สรุปภาพตลาดวานนี้ หลังสงกรานต์ SET ย่อลงจาก DELTA เป็นหลัก หลังติด Cash Balance แต่ถือว่ากดดันน้อยกว่าคาด แม้จะมีความกังวลว่าหากรอบ พ.ค. มีติดต่อหรือยกระดับขึ้น อาจเสี่ยงหลุด SET50 แต่ดูเหมือนแรงขายจะไม่ได้ออกมามากขนาดนั้น โดยระหว่างกันกดดัชนีราวๆ 10 จุด ซึ่งหมายความว่า หากไม่ได้รวม DELTA ภาพรวมดัชนีทรงตัวถึงยืนแดนบวก โดยเม็ดเงินที่หมุนสังเหตุเห็นว่าเป็นลักษณะ Rotation เข้าไปอยู่หุ้น 3 ลักษณะ คือ 1) กลุ่มคาดการณ์งบออกมาดี 2) กลุ่มหุ้นอยู่ล่าง เพิ่งเล่นกลับ และ 3) กลุ่มรับอานิสงส์การขับเคลื่อนนโยบาย เช่น การลงทุน-การเคลื่อนย้ายทุน
แนวโน้มตลาดวันนี้ พอร์ตเราเขียว (แต่ตลาดแดง)
พอร์ต!เขียว แต่ตลาดแดง(ผิดคาด) หุ้นในพอร์ตตามที่เราแนะนำ เช่น นิคมอุตสาหกรรม WHA AMATA ปูนใหญ่ ไฟฟ้าสีเขียว GUNKUL WHAUP อิเล็กทรอนิกส์ HANA ฯลฯ บวกดีกว่าตลาด
ภายใต้สมมุติฐาน กลุ่มที่เราแนะนำเพราะคาดจะได้อานิสงส์ Next Rotations: การฟื้นฟูโรงงานหลังสงคราม, พลังงานทดแทน, นิคมอุตสาหกรรมจากการต่อยอดธุรกิจที่เชื่อมโยงการดึงเม็ดเงินลงทุน เมื่อแกนโลกด้านความมั่นคงพลังงานเปลี่ยน, อุตสาหกรรม AI ดาต้าเซ็นเตอร์ หมุนออกจากตะวันออกกลาง และ หุ้นปัจจัย4
ส่วนการเล่นสั้นแนะนำหุ้นที่ลงแรงตรงๆจากวิกฤตสงคราม เช่น รพ.(ตะวันออกกลางไม่สงบ) SCC (ขาดของ จนต้องหยุดโรงงาน) ค้าปลีก (ของแพงตามราคาน้ำมัน กระทบกำลังซื้อ)
ส่วนปัจจัยที่ต้องตาม หลักๆช่วงนี้ คือ ปัจจัยมหภาค: การเจรจาสงบศึกระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน (แม้ว่าอิสราเอล จะยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ แต่ขอแค่คู่ขัดแย้งหลักบรรลุข้อตกลงเป็นพอ) ตัวเลขเศรษฐกิจโลก ที่ยังขยายตัวแม้จะได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม (เช่น GDP จีน, US ISM, EU PMI ที่ยังสะท้อนการขยายตัว)
และปัจจัยในประเทศ การประกาศงบการเงินต้องดูว่าผลกระทบเดือน มีค. ที่น้ำมันแพง ของขาด กระทบต่องบแค่ไหน
ส่วนหุ้นแบงก์ระยะสั้น หลังจากงบออกแล้ว และ XD ปันผลเรียบร้อย เราแนะนำ ขายก่อน คาดจะมี Sell on fact (นักเล่นสั้น แนะขายก่อน XD ปันผล เพราะเดือนหน้า มีแนวโน้มที่ นลท.ต่างชาติจะกลับมาทยอยขายหุ้นตัวแทนฝรั่ง Sell In Mayโดยเฉพาะแบงก์ที่จบฤดู XD แล้ว)
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค
ดัชนีกำลังเผชิญกับสภาวะ "ตลาดแยกส่วน" (Market Divergence) โดยมีแรงกดดันสำคัญจากหุ้น DELTA ที่โดนมาตรการกำกับการซื้อขาย (Cash Balance) เข้ามาเป็นตัวแปรขัดขวางการทะลุ 1,500 จุด
Price Pattern: SET Index ยังคงรักษาฐานเหนือเส้น EMA 10 วัน 1,480 จุด เหนียวแน่น หากไม่หลุดโซนนี้ ภาพลักษณ์ยังมองเป็นการพักตัวเพื่อรอทะลุ 1,500 อีกครั้ง
Indicator: MACD เริ่มชะลอตัวในแดนบวกสะท้อนถึงแรงส่งที่แผ่วลงชั่วคราว แต่โมเมนตัมระยะกลางยังอยู่ในภาวะ “Bull signal”
The "DELTA" impact: การร่วงลงทุกๆ 1 บาทของ DELTA ส่งผลต่อดัชนีประมาณ 1 จุด ดังนั้นการที่ DELTA ติดเกณฑ์ Cash Balance (16-30 เม.ย. 69) จะเป็นตัวฉุดดัชนีในเชิง "ตัวเลข" เท่านั้นแต่ไม่ได้สะท้อนภาพรวมของตลาดอย่างแท้จริง
Action Plan: เมื่อพี่ใหญ่ DELTA พักฐาน เงินจะไหลไปสู่กลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่มค้าปลีก (CPALL, CPN, GLOBAL): รับผลบวกจากการบริโภคช่วงสงกรานต์ที่คึกคักและลุ้นงบ Q1/69 ที่น่าจะออกมาดี ขณะที่กลุ่ม Leader sectors เช่น GULF, TRUE และ WHA ยังไปได้สวยครับ
What to watch
ดอลลาร์ร่วง 7 วันติด เก็งสงครามอิหร่านใกล้ปิดฉาก ท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่า สหรัฐและอิหร่านจะยุติการทำสงครามในเร็ว ๆ นี้
หนังสือพิมพ์ New York Post รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า การเจรจากับอิหร่านอาจมีขึ้นอีกครั้งในปากีสถานภายในสองวันข้างหน้า
ปธน.ทรัมป์กล่าวเสริมว่า พลเอกอาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน กำลังทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในการผลักดันการเจรจา
CNBC ระบุการเจรจารอบที่สองระหว่างสหรัฐและอิหร่านกำลังอยู่ในระหว่างการหารือ แต่ยังไม่มีการกำหนดเวลาอย่างเป็นทางการ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานวานนี้โดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่า คณะเจรจาของสหรัฐและอิหร่านอาจกลับไปยังกรุงอิสลามาบัดอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้เพื่อเปิดการเจรจาอีกครั้ง หลังจากการเจรจารอบล่าสุดสิ้นสุดลงโดยยังไม่มีความคืบหน้า
รายงานระบุว่า ผู้ไกล่เกลี่ยจากปากีสถาน อียิปต์ และตุรกีกำลังพยายามรื้อฟื้นการเจรจาก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงจะสิ้นสุดลงในวันที่ 21 เม.ย.
สำนักข่าว CNN และ NBC News รายงานเช่นกันว่า การเจรจาอาจมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้
ทั้งนี้การเจรจาระหว่างผู้แทนของสหรัฐและอิหร่านในกรุงอิสลามาบัดเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สิ้นสุดลงโดยไม่มีการทำข้อตกลง เนื่องจากประเด็นสำคัญเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ และทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของการเจรจา
หุ้นแนะนำวันนี้
AMATA
คาดกลุ่มนิคมฯ จะเป็นกลุ่มที่รองรับกระแสเงินลงทุน เป็นกลุ่มถัดไปจาก Next Rotation: นโยบาย China+1, แกนที่เคยเป็นแหล่งลงทุน-ศูนย์ กลางตะวันออกกลาง เปลี่ยนไปจากเหตุไม่สงบที่จะตามมาหลังเกิดสงคราม
แนวรับ 20.5 ต้าน 21.5 Stop loss 20
รายงานพื้นฐานวันนี้
Consumer
(Event-wrap)
เช็คผลนโยบายการบริโภคสู่ชีวิตจริง พบหนุนฟื้นตัวได้ช้า แต่หุ้นยังเลือกเล่นได้
BLS จัดงาน “From Policy to Pocket” เมื่อวันที่ 7 และ 9 เม.ย. 2026 เพื่อประเมินแนวโน้มการบริโภคไทยภายใต้เศรษฐกิจที่ท้าทายและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น โดยภาพรวมสะท้อนว่าแรงกดดันด้านต้นทุนยังไม่ส่งผลชัดใน 1H26 จากการล็อกต้นทุนล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการเริ่มมองเห็นความเสี่ยงในช่วง 2H26 ที่ต้นทุนอาจทยอยเพิ่มขึ้น
ในมุมอุปสงค์ การบริโภคเริ่มชะลอตัวตั้งแต่เดือน มี.ค. 2026 สะท้อนกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ ขณะที่มาตรการภาครัฐยังช่วยพยุงได้เพียงบางส่วน และยังไม่เพียงพอจะเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ฝั่งอุปทาน โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร (ข้อมูลจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ – SRAT) สะท้อนว่า supply ยังอยู่ในระดับตึง โดยคาดปริมาณสุกรปี 2026 ใกล้เคียงปีก่อน ขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นราว 5% YoY ทำให้ราคาสุกรต้องอยู่แถว ~70 บาท/กก. เพื่อให้ผู้ผลิตอยู่ได้ สะท้อนว่าแม้ demand จะอ่อน แต่ราคายังถูกพยุงจาก supply และต้นทุน
ในด้านผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงาน สะท้อนภาพ “การรับ-ส่งนโยบายสู่รายธุรกิจ” ดังนี้
ADVICE: หวังมาตรการกระตุ้น เช่น Easy E-Receipt และการสนับสนุนอุปกรณ์การศึกษา/AI ช่วยหนุน demand ฝั่ง IT โดยเฉพาะต่างจังหวัด ขณะที่บริษัทสามารถ pass-through ต้นทุนได้
BTG: มาตรการช่วยค่าครองชีพช่วยพยุง demand สินค้าอาหาร ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็น ทำให้บริษัทสามารถส่งผ่านต้นทุนได้
KTC: มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและท่องเที่ยวช่วยหนุน spending ผ่านบัตร ขณะที่โครงสร้างลูกค้าของบริษัทได้รับผลกระทบเศรษฐกิจจำกัด
MOSHI: ผลของนโยบายรัฐมีจำกัดต่อธุรกิจโดยตรง โดยการเติบโตยังอยู่ที่แผนขยายเป็นหลัก ขณะที่การฟื้นตัวของกำลังซื้อจะเป็น upside
SAWAD: มาตรการเพิ่มสภาพคล่องช่วยเสริมความสามารถชำระหนี้ และหนุน demand สินเชื่อรายย่อย
SPA: นโยบายกระตุ้นท่องเที่ยว โดยเฉพาะ short-haul มีส่วนช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้าในระยะถัดไป
Investment action: คงมุมมอง “เลือกลงทุน” โดยเน้นหุ้นที่มีกำไรชัดเจนและสามารถรับมือกับกำลังซื้อที่ยังเปราะบางได้ โดยเลือก KTC และ BTG เป็น Top picks
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน