Company Note
Carabao Group
ปรับประมาณการสะท้อนความเสี่ยง แต่ภาพรวมยังคงมีปัจจัยหนุนการเติบโตและ Valuation ที่น่าสนใจ
เราปรับประมาณการกำไรเพื่อสะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของสงคราม โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นและต้นทุนการผลิตในบางช่วง อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของบริษัทยังมีปัจจัยหนุนจากความต้องการในตลาดที่คาดว่าจะฟื้นตัว โดยเฉพาะจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการ “คนละครึ่ง” ที่คาดว่าจะกลับมา ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องดื่มที่มีความยืดหยุ่นสูงต่อการเปลี่ยนแปลงของรายได้ (income elasticity). นอกจากนี้ ผลกระทบจากอากาศร้อนในปีนี้คาดว่าจะช่วยส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจเครื่องดื่มอีกด้วย ภายใต้สมมติฐานใหม่ เรามองว่าความเสี่ยงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ถูกสะท้อนในประมาณการแล้ว ซึ่งส่งผลให้ Valuation ปรับขึ้นตามสมควร โดยปรับสมมติฐาน PER เป็น -1SD ที่ 19x จากเดิมที่ -1.5SD ที่ 16x เพื่อสะท้อนถึงการลดลงของ risk premium และการปรับราคาเป้าหมายให้เหมาะสมมากขึ้น
1Q26F คาดกำไรหลักลดลง YoY และทรงตัว QoQ
เราคาดกำไรสุทธิ 1Q26F อยู่ที่ 663 ล้านบาท ลดลง -13% YoY แต่เพิ่มขึ้น +365% QoQ โดยหากตัดรายการพิเศษออก (4Q25 มีรายการพิเศษจากการตั้งด้อยค่าจำนวน 518 ล้านบาท จากการประเมินมูลค่าการลงทุนในบริษัท คาราบาว โฮลดิ้งส์ (ฮ่องกง) ส่งผลให้กำไรหลัก -13% YoY และทรงตัว QoQ โดยการลดลง YoY มาจากอัตราทำกำไรขั้นต้นที่ลดลงเป็นหลัก ยอดการส่งออกที่คาดลดลงจากกัมพูชา เนื่องจาก 1Q25 ยังไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ว่าคาดรายได้จากการรับจ้างส่งสินค้าประเภทเหล้า/เบียร์จะเพิ่มขึ้น ขณะที่คาด energy drink คาดเพิ่มขึ้นได้ YoY แต่ลดลง QoQ ตาม season อัตรากำไรขั้นต้นคาดลดลง เนื่องจากสัดส่วนรายได้ product mix โดยเฉพาะธุรกิจรับจ้างส่งสินค้าประเภทเหล้าที่เพิ่มขึ้นซึ่งมีอัตรามาร์จิ้นต่ำ และต้นทุนอลูมิเนียมกระป๋องที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าต้นทุนวัตถุดิบอื่นๆเช่น น้ำตาลจะลดลง ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นเล็กน้อย YoY แต่ลดลง QoQ เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายประจำช่วงปลายปี เช่นค่าโบนัสพนักงาน หรือค่าตอบแทนของตัวแทนจำหน่าย
ปรับลดประมาณการปี 2026–27F สะท้อนต้นทุนเพิ่มขึ้นจากสภาวะสงคราม กดดัน margin
เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2026–27F ลง 4% และ 3% ตามลำดับ เพื่อสะท้อนผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและบรรจุภัณฑ์ที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ 2Q26F เป็นต้นไป โดยคาดกำไรสุทธิปี 2026F เพิ่มขึ้น 11% YoY โดยหากไม่รวมรายการพิเศษการตั้งด้อยค่าในบริษัท คาราบาว โฮลดิ้งส์ (ฮ่องกง) จำนวน 518 ล้านบาท เราคาดกำไรหลักจะลดลง 9% YoY จากคาดรายได้ส่งออกลดลง 28% YoY จากผลกระทบกัมพูชาเต็มปี แม้ว่าคาดยอดขายเมียนมาร์และเวียดนามเพิ่มขึ้น 10% และปีถัดไปคาดการส่งออกเพิ่มขึ้นได้ 10% YoY จากฐานใหม่ คาดกลุ่มเครื่องดื่มพลังงานในประเทศเติบโตปีละ 5% จากฐานสูงในปีที่ผ่านมา และคาดรายได้จากการส่งสินค้าประเภทเหล้า/เบียร์เพิ่มขึ้น 15% และปีถัดไป 10% จากการเพิ่มช่องทางจำหน่าย คาดอัตราทำกำไรลดลงมาอยู่ที่ปีละ 24.5% จากปี 2025 อยู่ที่ 26.5% จากยอดขายส่งออกที่มีมาร์จิ้นสูงลดลง และธุรกิจรับจ้างส่งสินค้าประเภทเหล้าเบียร์ที่เพิ่มขึ้นซึ่งมีอัตรามาร์จิ้นต่ำ โดยต้นทุนวัตถุดิบและ packaging คิดเป็นสัดส่วนราว 21% ของต้นทุนรวม ขณะที่ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งอยู่ที่ 3% และ 2% ตามลำดับ จากการวิเคราะห์ sensitivity พบว่า ทุกการเปลี่ยนแปลงของ gross margin +/-1% จะส่งผลต่อกำไรสุทธิประมาณ +/-7.2% ภายใต้สมมติฐานใหม่ เราคาดค่าใช้จ่ายใกล้เคียงปีที่ผ่านมาจากการทำการตลาด
Valuation น่าสนใจหลังการปรับประมาณการ แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 49.00 บาท
หลังจากการปรับประมาณการ เราแนะนำ "ซื้อ" จาก "ถือ" พร้อมปรับราคาเป้าหมายใหม่เป็น 49.00 บาท โดยใช้ PER ปี 2026F ที่ 19x (-1SD) ซึ่งสะท้อนการรวมผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและสถานการณ์สงครามไว้แล้ว ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER 14.9x ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวและยังคงมีส่วนลดเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรม ขณะที่คาดว่า Dividend Yield ปี 2026F จะอยู่ที่ประมาณ 3.8% ซึ่งเป็นระดับที่น่าสนใจและช่วยลดความเสี่ยงจาก downside ในการลงทุน. อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงหลักยังคงอยู่ที่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัสดุและบรรจุภัณฑ์ รวมถึงความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อในภาพรวม