Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

36

 

 

แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ
แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง หลังจากชะลอลงในสัปดาห์ก่อนหน้า
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียยังคงอยู่ในภาวะผันผวน โดยกระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลออกด้วยปริมาณมากและแรงขายได้เร่งตัวขึ้นอีกครั้ง โดยมียอดขายสุทธิรวม 12,982 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นแรงขายรายสัปดาห์ที่มากที่สุดเป็นอับดับ 2 นับตั้งแต่เริ่มมีการจัดเก็บข้อมูลในปี 2000 รองจากสถิติสูงสุด 13,221 ล้านดอลลาร์ที่ทำไว้ในสามสัปดาห์ก่อน
แรงเทขายส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเอเชียเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกาหลีใต้ มียอดขายสุทธิ 9,029 ล้านดอลลาร์ และ ไต้หวัน มียอดขายสุทธิ 2,654 ล้านดอลลาร์ ส่วนตลาดหุ้นกลุ่ม TIP นั้นแรงขายก็เร่งตัวขึ้นเช่นกัน กดดันจากแรงขายในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย (-1,322 ล้านดอลลาร์) และฟิลิปปินส์ (-35 ล้านดอลลาร์) ขณะที่ไทยเป็นตลาดเดียวที่มีแรงซื้อเข้ามา (59 ล้านดอลลาร์)

ภาพรวมรายอุตสาหกรรมและมุมมองการลงทุน
การประเมินพฤติกรรมการซื้อขายผ่าน Volume Flow Index ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ชี้ว่าแรงขายได้กลับมากระจายตัวออกไปในหลายตลาดและหลายกลุ่มอุตสาหกรรมอีกครั้ง สะท้อนถึงภาวะ broad-based de-risking กล่าวคือ นักลงทุนต่างชาติไม่ได้เพียงเลือกขายกลุ่มที่เปราะบาง แต่กำลังลดน้ำหนักความเสี่ยงของพอร์ตในภาพรวมจากความไม่แน่นอนในสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม เรายังเห็นแรงซื้อในกลุ่มพลังงาน ซึ่งปรากฏสัญญาณแรงซื้อสะสมในตลาดหุ้นไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นภายใต้สถานการณ์ความตึงเครียดด้านสงครามที่ยังกดดัน

แรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่หมดไป แต่ตลาดอาจอ่อนไหวต่อข่าวบวกมากกว่าข่าวลบ
ในระยะสั้น เรามองว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันกระแสเงินทุนในภูมิภาค อย่างไรก็ดี แม้ทิศทาง Fund Flow ยังไม่น่าจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ในทันที แต่เราประเมินว่าแรงขายมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงในระยะอันใกล้ เนื่องจากในช่วงสี่สัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติได้ขายสะสมออกจากตลาดหุ้นภูมิภาคไปแล้วมากกว่า 46,500 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ หากมีข่าวบวกในด้านการเจรจาหรือสัญญาณของพัฒนาการของสถานการณ์สงครามที่คลี่คลาย ก็มีโอกาสที่จะทำให้เงินลงทุนไหลกลับและทำให้ตลาดหุ้นของภูมิภาคฟื้นตัวแรงได้
จากการประเมิน Volume Index ของตลาดหุ้นไทยประจำสัปดาห์ เรามองว่าหุ้นกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค (Energy & Utilities) และกลุ่มธนาคาร มีความโดดเด่นและมีโอกาสปรับตัวขึ้นนำตลาด


ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยจาก Market-Timing Indicator
ดัชนี SET ฟื้นตัวขึ้น 3.0% ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังนักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นตามแรงขายในช่วงครึ่งแรกของเดือนมีนาคม ซึ่งได้รับแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แม้ภาพระยะสั้นจะดีขึ้น แต่ตลาดอาจยังเคลื่อนไหวในกรอบ (range bound) ต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยสัญญาณจากเครื่องมือ market timing สะท้อนภาพดังนี้
ตัวชี้วัด Market Timing ระยะสั้น: Composite Short-Term Indicator ฟื้นตัวขึ้นตามที่ประเมินไว้ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีแรงหนุนหลักจาก Short-Term Bull-to-Bear Indicator ขณะที่ Short-Term Momentum Strength Index บ่งชี้ว่า ตลาดน่าจะผ่านพ้นช่วง panic ไปแล้ว แต่แรงส่งของการฟื้นตัวเริ่มชะลอลง และกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะทรงตัวในระยะสั้น มากกว่าจะเข้าสู่รอบเร่งตัวขึ้นใหม่ในทันที
ตัวชี้วัด Market Timing ระยะกลาง: เช่นเดียวกับการฟื้นตัวของสัญญาณระยะสั้น Composite Medium-Term Indicator ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับสองสัปดาห์ก่อน และปัจจุบันอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม Medium-Term Bull-to-Bear Indicator ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบย่อย ยังคงส่งสัญญาณอ่อนตัวต่อเนื่องภายใต้ภาวะ consolidation ที่ยังดำเนินอยู่ ด้วยเหตุนี้ เราจึงคาดว่า SET จะยังเคลื่อนไหวในกรอบต่อไปในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า
ภาวะการกระจายตัวของตลาด: Medium-Term Market Breadth Indicator ปรับลดลงจาก 50% มาอยู่ที่ 37% อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาว่า Composite Short-Term Indicator ที่เริ่มฟื้นตัวแล้ว ความเสี่ยงที่ market breadth จะทรุดตัวลงอย่างรุนแรงเพิ่มเติมจึงน่าจะจำกัด
ความผันผวนของตลาด: ระดับ volatility พุ่งขึ้นแตะ 37% ในวันที่ 5 มีนาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ COVID shock ในปี 2020 ก่อนจะทยอยลดลงมาอยู่ที่ราว 23.4% ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แม้ความผันผวนยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี แต่เราคาดว่าสัญญาณผ่อนคลายจาก Composite Short-Term Indicator จะช่วยหนุนให้ volatility ค่อย ๆ ลดลงต่อในระยะใกล้
กรอบดัชนี SET คาดการณ์สำหรับช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้า (31 มี.ค. – 13 เม.ย.): ประเมินว่า SET มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 1400–1480 จุด ในช่วงเวลาดังกล่าว


สรุปภาพตลาดวานนี้ หุ้นไทยวานนี้ ย่อเป็นพิธี แล้วก็เด้งกลับมาบวก โดยเอาเข้าจริงตัวกดดันหลักๆ แค่ DELTA ทีเหลือฝั่งลบหุ้นใหญ่ มีแค่สะกิดๆ แต่ด้านบวกดูมี Flow เข้าจริงจังมากกว่า เช่น PTT แม่ ปิโตรเคมี IVL PTTGC SCC โรงกลั่น TOP และคอมเมิร์ช CPAXT CPALL


แนวโน้มตลาดวันนี้ หุ้นไทยแท้ที่ไม่แพ้ไฟสงครามฯ
การตอบสนองของหุ้นไทยกับ สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางดีขึ้นตามลำดับ เช่น เมื่อวานที่หุ้นกลุ่มกลางน้ำ ปลายน้ำ บวกตามที่เราคาด ยกตัวอย่าง PTTGC IVL TOP SCC รวมถึงหุ้นอื่นด้วยที่เราแนะนำ Renewable ราคายังคงแข็งแกร่งกว่าตลาด...
ถ้าหุ้นไทยยังเล่นทรงนี้ต่ออีก 1-2 วัน ภาพที่เราประเมิน เรื่องตลาดหุ้นไทยว่าจะเล่นขึ้นต่อเนื่องจะยิ่งชัดเจน...ว่าเรามาถูกทาง
ส่วนหุ้นไทยจะขึ้นต่อไปได้ไกลแค่ไหน ต้องขึ้นอยู่กับบริบทตัวแปรที่เรา คาดว่าจะมีผลต่ออนาคต คือ 1.) บจ.ปรับตัวรับกับสถานการณ์ต้นทุนแพง ได้ดี(แค่ไหน?) การบริหารสต็อก ซึ่งจะเริ่มเห็นในงบไตรมาส 1 นี้ และต่อเนื่องในเดือน เม.ย.-พ.ค. 2.) มาตรการเยียวยา, กระตุ้นเศรษฐกิจ คาดภายใน 2 เดือน ข้างหน้าจะบรรเทาผลลบกระทบต่อ GDP ไทยได้; ยกตัวอย่าง ภาครัฐฯไม่เลือกใช้วิธีการแทรกแซงกลไกตลาด จนเกิดภาระทางการคลัง, การเดินหน้ากระตุ้น GDP
ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ BOI Fast pass, พลังงานสีเขียว, การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยภาคก่อสร้างในการขยายเวลาตรวจรับงาน และนำมาตรการบรรเทาภาระ คชจ.ให้กับ ปชช.เฉพาะกลุ่ม แทนนโยบายแบบหว่านแห แถมภาคเอกชนที่ให้ความร่วมมือในการบรรเทาปัญหา ค่าครองชีพ ผ่านเงินอุดหนุนระยะสั้น เป็นต้น
3.) สงครามตะวันออกกลางยังอยู่กับเราแต่ จะต้องไม่มีพัฒนาการเชิงลบมากไปกว่านี้ (เช่น ภาพเหตุการณ์ยกพลขึ้นบกโจมตีบ่อน้ำมัน และโครงสร้างพื้นฐานอาหรับ) โดยจากนี้ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินลงทุนฝั่งกองทุนในประเทศ และต่างชาติ จะจับจังหวะเข้าซื้อหุ้นไทย แบบไหนระหว่าง ซ้อนซื้อเมื่อย่อแรง แบบเดือน มี.ค. หรือ ไล่เคาะขวาจากบีบให้ซื้อแบบ Short squeeze, การเคาะซื้อเพื่อเกาะผลตอบแทนไม่ให้ตกขบวน...
กลยุทธ์ แนะนำซื้อดักหุ้น Rotations หากสถานการณ์พลังงานตึงตัวเริ่มคลี่คลาย เช่น ทยอยขายทำกำไรหุ้นพลังงานต้นน้ำ PTTEP, ธนาคารที่วิ่งขึ้นรับปันผล
หันมาเก็บหุ้น กลางน้ำและปลายน้ำของพลังงาน เช่น TOP PTTGC IRPC SCC IVL, หุ้นนิคม อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานสีเขียว-โรงไฟฟ้า รับนโยบายภาครัฐ ส่วนหุ้นเชื่อมโยงการบริโภค และภาคบริการ ยังรอได้


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร


วิเคราะห์ทางเทคนิค เดือนมีนาคม SET Index โชว์ความแข็งแกร่งและมีสัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้มในเดือนเม.ย. 2026 ดังนี้:
Golden Cross: สัญญาณเรียงตัวของเส้นค่าเฉลี่ย EMA (10, 25, 50, 75 ,200 วัน) ซึ่งถือเป็น "เส้นแบ่งเขตแดน" ระหว่างตลาดหมีและตลาดกระทิง
Elliott Wave Theory: SET กำลังวิ่งอยู่ใน "Impulse Wave 5" พลังของคลื่น 5 เป็นช่วงที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มกลับ ข่าวดีเริ่มมา (เช่น สงครามผ่านจุดพีคไปแล้ว ในประเทศการจัดตั้งรัฐบาลและนโยบายช่วยเหลือค่าครองชีพ, ราคาน้ำมันขึ้น หุ้นน้ำมันขึ้น, หรือ SET ครองแชมป์ภูมิภาค)
Market Breadth: หุ้นตัวเล็กและตัวกลางจะเริ่มวิ่งตามหุ้นใหญ่ (Laggard Play)
Indicators Support: RSI กลับมาอยู่ในโซน level 54 ยังห่างจากเขต Overbought สะท้อนว่าการขึ้นรอบนี้ยังมีแรงส่ง (Momentum) ได้อีกเยอะ
Target SET: เป้าหมายดัชนีอาจขึ้นไปทดสอบด่านแรก 1,500 จุด และ 1,550 จุด // โซนรับ 1,430 จุด (EMA 25 วัน)
Action Plan: เน้นหุ้นที่กราฟยังไม่ Overbought จนเกินไป หรือหุ้นที่เพิ่งเบรคจากฐาน เช่น TOP, WHA, CPAXT, GULF, TRUE และ SCC

 


What to watch
นายกฯ นำรายชื่อ "ครม.อนุทิน 2" ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวว่า รัฐบาลจะยังเดินหน้ายกระดับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ให้เป็นเมืองใหม่ EEC City โดยทุกโครงการรัฐบาลจะดำเนินการตามสัญญาเดิมทั้งหมด ซึ่งจะมีการเพิ่มเติมสวนสนุก สปอร์ตคอมเพล็กซ์ รวมถึงการสร้างโรงพยาบาล และหมู่บ้าน ในพื้นที่สีเขียว นอกจากนี้ยังจะมีโครงการลงทุนสวนสนุกดิสนีย์แลนด์และสปอร์ตคอมเพล็กซ์เป็น 2 โครงการขนาดใหญ่ ลงทุนรวมประมาณ 300,000 ล้านบาท ซึ่งจะอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวนี้ด้วย สำหรับสวนสนุกดิสนีย์แลนด์คาดว่า จะใช้งบลงทุนประมาณ 200,000 ล้านบาท บนพื้นที่ราว 3,000 ไร่ ซึ่งจะเป็นแห่งที่ 4 ในเอเชีย และเป็นแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน
กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาเตรียมเปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินในอิหร่านเป็นเวลาหลายสัปดาห์ โดยทหารบกและนาวิกโยธินสหรัฐฯ หลายพันนายได้เดินทางไปยังตะวันออกกลาง ในขณะที่สงครามดำเนินเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5
เดอะวอชิงตันโพสต์อ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ประสงค์ออกนามซึ่งระบุว่า ปฏิบัติการภาคพื้นดินที่อาจเกิดขึ้นอาจไม่ถึงขั้นเป็นการบุกโจมตีเต็มรูปแบบ และอาจเป็นการโจมตีโดยกองกำลังปฏิบัติการพิเศษร่วมกับทหารราบทั่วไป
กองกำลังติดอาวุธฮูตีในเยเมนยิงขีปนาวุธหลายลูกโจมตี "เป้าหมายทางทหารที่สำคัญ" ทางตอนใต้ของอิสราเอลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 มี.ค.) ซึ่งถือเป็นการโจมตีครั้งแรกของกลุ่มฮูตีนับตั้งแต่ที่อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 ก.พ.
ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งในฉนวนกาซา กลุ่มฮูตีใช้ประโยชน์จากฐานที่มั่นตามแนวชายฝั่งทะเลแดง เพื่อโจมตีเรือที่เชื่อว่าเชื่อมโยงกับอิสราเอลและสหรัฐฯ ทำให้การขนส่งทางเรือในภูมิภาคหยุดชะงักอย่างรุนแรง ดังนั้น หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางตอนนี้ทวีความรุนแรงขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ว่ากลุ่มฮูตีอาจกลับมากระทำการในลักษณะเดียวกันอีกครั้ง


หุ้นแนะนำวันนี้
SCC ราคาหุ้นมีแนวโน้มจะกลับขึ้นไปสู่จุดเริ่มต้น ก่อนเกิดสงคราม เราคาดสถานการณ์ขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต ค่อยๆกลับสู่ภาวะปกติ และเป็นหุ้นเล่นตรงข้ามกับต้นทุนน้ำมันดิบ
แนวรับ 200 ต้าน 212 Stop loss 190

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Quantitative Strategy SET มีแนวโน้มยังคงแกว่งตัวในกรอบในระยะสั้น ท่ามกลาง Medium-term market breadth ที่ปรับตัวลง
ตลาดหุ้นไทยรีบาวด์ 3.0% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นหลังจากที่โดนเทขายในช่วงครึ่งแรกของเดือนมีนาคมจากประเด็นสงครามในตะวันออกกลาง เราคาดว่าในระยะสั้นตลาดจะยังคงแกว่งตัวในกรอบ ดัชนี Composite Short-term รีบาวด์ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาตามคาด หนุนจากดัชนี Short-term Bull-to-Bear ที่ปรับขึ้น ขณะที่ดัชนี Short-term Momentum ชี้ว่าช่วงภาวะ Panic ของตลาดได้ผ่านพ้นไปแล้ว อย่างไรก็ตามโมเมนตัมของการ ฟื้นตัวเริ่มชะลอตัวลง และเริ่มเปลี่ยนเข้าสู่ช่วงการทรงตัวในระยะสั้น มากกว่าที่จะเข้าสู่ช่วงการเร่งตัวขึ้นในทันที กล่าวคือแรงกดดันขาลงนั้นผ่อนคลายลงแล้ว แต่โมเมนตัมขาขึ้นยังคงจำกัด นอกจากนั้น ดัชนีชี้วัดการกระจายตัวของการปรับขึ้นของหุ้นระยะกลาง (Medium-term Market Breadth) สะท้อนว่ามีหุ้นจำนวนน้อยลงที่ยังหนุนตลาดอยู่ แม้ว่าการปรับตัวดีขึ้นของดัชนี Short-term จะช่วยลดโอกาสที่ตลาดจะปรับตัวแย่ลงอย่างรุนแรงในช่วงนี้ แต่ระดับ Market Breadth ปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ตลาดปรับขึ้นได้แบบกระจายตัว (Broad-based Rally) ได้ โดยภาพรวมจึงสะท้อนว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงสร้างฐานแต่ยังไม่สามารถฟื้นตัวไดอย่างแข็งแกร่ง เราคาดว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มแกว่งตัวในช่วง 1400-1480 จุด ในช่วง 31 มี.ค.-13 เม.ย.

Commodities Tracker
ค่าการกลั่นกลับมาเด้งแรง
ภาพรวมสัปดาห์ที่ผ่านมา GRM ปรับขึ้นแรงที่สุด WoW ตามด้วย chemical spreads ขณะที่น้ำมันดิบปรับลง และถ่านหินเริ่มย่อตัวหลังขึ้นต่อเนื่องหลายสัปดาห์ โดยปัจจัยหลักมาจากการปิด Strait of Hormuz ซึ่งกระทบ supply น้ำมันและ LNG ทั่วโลก
น้ำมันดิบ (Crude): ราคาน้ำมัน Dubai เฉลี่ยลดลงแรง −US$17.52 WoW อยู่ที่ US$140.90/bbl จากความคาดหวังการเจรจาระหว่างอิหร่าน–สหรัฐฯ แม้ฝั่ง supply ยังตึงตัวจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
ค่าการกลั่น (GRM): Singapore GRM ปรับขึ้นแรง +US$15.57 WoW เป็น US$8.95/bbl จาก crack spread ที่เพิ่มขึ้นทุกผลิตภัณฑ์ โดย gasoline (ฟื้น), diesel (บวกต่อ), jet fuel (บวกต่อ) และ HSFO (ฟื้น) สะท้อน supply ที่ตึงตัว และต้นทุน crude ที่ลดลง
ปิโตรเคมี (Chemical spreads): spreads ส่วนใหญ่ขยายตัวตามต้นทุน Naphtha ที่ลดลง ทั้ง ethylene, propylene, HDPE และ PP สะท้อน supply disruption ในหลายภูมิภาค
ถ่านหิน (Coal): Newcastle (NEX) ลดลง 3% อยู่ที่ US$136.53/ตัน จาก demand ที่อ่อนตัวในภูมิภาค
ค่าระวางเรือ (Freight): BDI ลดลง −33 จุด (−2%) อยู่ที่ 2,014 โดย Capesize −7 จุด (2,940), Panamax −69 จุด (1,810), Supramax −33 จุด (1,210) ขณะที่ container (WCI) เพิ่มขึ้น +107 จุด (+5%) เป็น 2,279 สะท้อนความตึงตัวใน supply chain โดยเฉพาะฝั่ง tanker
Fundamental view: แม้ตลาดเริ่มคาดหวังการเจรจา แต่ความผันผวนที่สูงเปิดโอกาส trading ในหลายกลุ่ม ได้แก่ BANPU (demand migration), PTTEP (correlation สูงกับน้ำมัน), โรงกลั่น TOP-SPRC (GRM ฟื้นแรง) รวมถึงกลุ่มเรือ (PRM, PSL, RCL, TTA) จากค่าระวางที่เร่งตัว ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมี (IVL, PTTGC) ได้อานิสงส์จาก spread ที่กว้างขึ้น

 

Wealth Insight
Inside the War Room: เจาะผลกระทบสงครามต่อเศรษฐกิจไทย
เรายังคงประมาณการ GDP ไทยปี 2026 ที่ 1.8% YoY ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามและราคาน้ำมันในประเทศ ทั้งนี้ ความรุนแรงของผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของราคาน้ำมัน หากทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจกดดันเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญและทำให้การเติบโตต่ำกว่าประมาณการ
ความกังวลหลักของตลาดอยู่ที่ 1) ความรุนแรงและความยืดเยื้อของสงครามอิหร่าน 2) ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินในกรณีบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด และ 3) ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก เนื่องจากสหรัฐฯ สามารถใช้กฎหมายทางการค้ามาตราอื่นๆ เพิ่มเติมได้ ทำให้ความเสี่ยงของมาตรการทางภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ยังคงอยู่ ซึ่งคงต้องติดตามความเสี่ยงเหล่านี้ใกล้ชิด
เศรษฐกิจไทยในปี 2026 ยังมีแรงพยุงจาก FDI ที่น่าจะเร่งตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็คาดว่ามีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้อาจจะชะลอลงบ้างในช่วงสั้นจากต้นทุนค่าเดินทางที่สูงขึ้นจากราคาพลังงาน แต่หากสถานการณ์คลี่คลายเร็ว การท่องเที่ยวไทยน่าจะกลับมาได้และน่าจะทำหน้าที่เป็น External buffer สำคัญอีกแรงหนึ่งของเศรษฐกิจไทยในปี 2026
แม้อาจเป็นไปตามข้อสมมติฐานหลักของเราที่มองว่าสงครามอิหร่านจะไม่ยืดเยื้อเกินกว่า 6 สัปดาห์ แต่ด้วยราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งขึ้นราว 50% ขณะที่ไทยมี Fiscal space รับ Shock ค่อนข้างจำกัด ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศที่ปรับขึ้นเร็วกำลังกลายเป็น Cost shock ที่ส่งผ่านไปทั้งระบบ ดันเงินเฟ้อและกดดันกำลังซื้อและ Margin ธุรกิจ สะท้อนภาวะ Cost-push inflation
ทั้งนี้ “ระยะเวลา” เป็นปัจจัยสำคัญ หากราคาน้ำมันในประเทศลอยตัวสูงยืดเยื้อ 3 เดือน GDP อาจลดลงราว 0.6% และอัตราเงินเฟ้อเร่งขึ้นแตะ 2.8%

TLI
(Visit Note)
ไทยประกันชีวิต
ยกระดับสินค้าและตัวแทน หนุนการเติบโตระยะยาว
กำไรสุทธิ 4Q25 เท่ากับ 2.5 พันล้านบาท ลดลง 23% YoY และ 17% QoQ มีปัจจัยกดดันจากกำไรจากการ mark-to-market เงินลงทุนลดลง YoY ขณะที่กำไรจากธุรกิจประกันภัย 4Q25 อยู่ที่ 1.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% YoY แต่ลดลง 13% QoQ
ในเบื้องต้น เราคาดว่ากำไรสุทธิ 1Q26 จะปรับลดลง YoY (1Q25 มีการเร่งซื้อประกันสุขภาพก่อนเข้าเงื่อนไข copayment) และ QoQ (ตามฤดูกาล) กดดันจากแนวโน้มรายได้จากธุรกิจประกันภัยลดลง
อุตสาหกรรมประกันชีวิตมีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว จากการเข้าสู่สังคมสูงอายุและการดูแลสุขภาพมากขึ้น ซึ่งส่งผลบวกต่อ TLI ที่จะเน้นพัฒนาสินค้าและตัวแทน เพื่อเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับลูกค้าเป็นรายบุคคล
เราเห็นตลาดกลับมาปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2026 ของ TLI ลง 5% หลังจากประกาศงบ 4Q25 ในเดือนก.พ. 26 โดยล่าสุด Bloomberg consensus คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2026 ของ TLI เท่ากับ 1.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% YoY ทั้งนี้ จากการศึกษาในอดีต เราพบว่า TLI มีการจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ปัจจุบัน consensus คาดว่า TLI จะจ่ายปันผลสำหรับปี 2026 ที่ 0.60 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend payout ratio ที่ 56% และ Dividend yield ที่ 5.8% ซึ่งเราประเมินว่า TLI น่าจะทำได้ เพราะสามารถบริหาร dividend payout ratio สำหรับปี 2026 ได้ หากกำไรออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้

 


Property (Idea)
กลับเข้าสู่ความเป็นจริงมากขึ้น
วันนี้เราออก IDEA call กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (Residential Property) โดยเรามีความมั่นใจต่อภาพตลาดคอนโดเพิ่มขึ้น เพราะเห็นสัญญาณการเปลี่ยนผ่านจากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นตลาด Oversupply ไปสู่ภาวะที่เรียกว่า Localized Undersupply ในบางทำเลอย่างมีนัยสำคัญ
1) Supply อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี และตลาดได้ผ่านจุดสูงสุด (peak) ไปแล้ว: ในอดีตการเปิดตัวคอนโดเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ ~60,000 ยูนิต โดยปีที่เปิดมากสุดคือปี 2018–19 แต่ปัจจุบันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และในปี 2025 เหลือเพียงไม่ถึง 20,000 ยูนิต ขณะเดียวกันสต็อคสำหรับขาย (inventory) ในปี 2025 ลดลงต่ำสุดในรอบ 10 ปี และต่ำกว่าปี 2015 ซึ่งเป็นยุคก่อนตลาดคอนโดบูมด้วยซ้ำ สะท้อนว่าการระบายสต็อกในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นผล และตลาดกำลังเข้าสู่ความ “สมดุล” รอบใหม่
2) Effective inventory ชี้ว่าตลาดเริ่มเข้าสู่ภาวะ undersupply ในบางทำเล: อีกสัญญาณหนึ่ง หากดู inventory ในเชิงคุณภาพ โดยพยายามตัดกลุ่มที่ค้างมานานออกไป จะพบว่า effective inventory จะมีรอบหมุนอยู่เพียง 2.5–3 ปีเท่านั้น นั่นหมายความว่า ภายใต้ความต้องการ (demand) ระดับปัจจุบัน inventory อาจถูกดูดซับหมดภายใน ~3 ปี ซึ่งสวนทางกับการเปิดโครงการใหม่ที่ใช้เวลานานขึ้น (~2.5 ปี) จากทั้ง EIA ที่ล่าช้า และเงื่อนไขสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น
ข้อสรุประดับอุตสาหกรรม คือ ตลาดเริ่มเห็น supply-demand ในบางทำเลดีขึ้นอย่างชัดเจน ที่เราพอสรุปได้ จะอยู่ในกลุ่ม เช่น โครงการ mass ขายได้ 50–60% ภายในระยะสั้น, ทำเลที่ไม่มี supply ใหม่มานาน เช่น อุดมสุข แต่ demand กลับมาเร็ว และกลุ่ม luxury ยังขายได้ดี แม้ราคาสูง ดังนั้น ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า “ปัญหาไม่ใช่ demand แต่คือ supply ที่อยู่ถูกที่” อย่างแท้จริง
3) Condo จะเป็นตัวชูโรงของกลุ่ม แต่ upside จะกระจุกตัวในผู้เล่นไม่กี่ราย: หลังจาก supply ใหม่ถูกจำกัดต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2020 โครงสร้างการแข่งขันเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบัน developer ที่มีทั้ง inventory พร้อมขาย และความสามารถในการเปิดโครงการใหม่ เหลือหลักๆ เพียง 3 ราย ได้แก่ SIRI, AP และ SPALI ซึ่งคิดเป็น ~90% ของมูลค่าเปิดตัวใหม่ในปีนี้
ในเชิง catalyst ระยะสั้น เราคาดว่า presales ใน 2Q26 จะเติบโตแข็งแกร่งทั้ง YoY และ QoQ จากทั้งฐานต่ำของปีก่อน (แผ่นดินไหว) และการเร่งเปิดโครงการใหม่ตั้งแต่ต้นปี และมีแนวโน้มว่า ปี 2026 จะเป็นปีแรกที่ presales คอนโดกลับมาเติบโต YoY หลังจากหดตัวต่อเนื่องมา 3 ปี
Fundamental view: เราจึงยังคงให้ SPALI, AP และ SIRI เป็น top picks ของกลุ่ม


สรุปประเด็นจาก Quick take

IVL
อินโดรามา เวนเจอร์ส
การควบรวมกิจการระหว่าง Indovida India (ธุรกิจบรรจุภัณฑ์) กับบริษัท EPL
เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2026 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท Indovida India Private Limited (บริษัทย่อยของ IVL ซึ่งดำเนินธุรกิจบรรจุภัณฑ์) กับ กับบริษัท EPL Limited (ซึ่ง IVL ถือหุ้นอยู่ 24.9%) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภท PE (ฟิล์มลามิเนตโพลีเอทิลีนและหลอดลามิเนต) ชั้นนำระดับโลก มีการดำเนินธุรกิจครอบคลุม 11 ประเทศ เช่น อินเดีย, เม็กซิโก, โคลัมเบีย, บราซิล, และฟิลิปปินส์
View from fundamental: ข่าวดังกล่าวน่าจะเป็น positive sentiment ต่อราคาหุ้น นอกจากนั้นในฐานะผู้ประกอบการระดับโลกที่มีฐานการผลิตหลายภูมิภาค IVL จึงมีความเสี่ยงจากสงครามในระดับจำกัด และยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์สงคราม เราจึงคงคำแนะนำ ซื้อ (ราคาเป้าหมาย 28 บาท)


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้