แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯและไทยส่งสัญญาณอ่อนแอลง
KEY FINDINGS:
สหรัฐฯ: ดัชนี S&P500 ปรับตัวลง 2.3% WoW สอดคล้องกับเครื่องมือชี้วัดภาวะอารมณ์ตลาด (Sentiment Indicators) ที่ส่งสัญญาณอ่อนแอลง โดยดัชนี Fear & Greed Index ปรับตัวลงจากโซน Fear ที่ระดับ 28 จุด เข้าสู่โซน Extreme Fear ที่ระดับ 21 จุด ส่วนผลสำรวจ AAII ก็มี Bull-Bear Spread ที่ลดลง
ไทย: ดัชนี SET แกว่งตัวผันผวน ขณะที่มาตรวัด BLS Greed & Fear Barometer ที่คะแนนปรับลงจากโซน Neutral สู่โซน Fear โดยคะแนนลดลงจาก 54 คะแนนเป็น 44 คะแนน
US MARKET SENTIMENT TRACKER:
ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 2.3% WoW กดดันจากปัจจัยลบเรื่องสงครามในตะวันออกกลาง สอดคล้องกับ Sentiment Indicator ที่ส่งสัญญาณอ่อนแอลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดัชนี CNN Fear & Greed ปรับตัวลงจากโซน Fear ที่ระดับ 28 จุด เข้าสู่โซน Extreme Fear ที่ระดับ 21 จุด ฉุดจาก Market Momentum ที่อ่อนแอลง และ Market Breadth ที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Put/Call Ratio ยังคงปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่สองจาก 0.82 เป็น 0.85 รวมถึงความผันผวนที่ยังคงอยู่เหนือระดับค่าเฉลี่ย
ในทำนองเดียวกัน ผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนของ AAII สะท้อนถึงมุมมองเชิงลบต่อตลาดในช่วง 6 เดือนข้างหน้าที่เพิ่มขึ้น โดยมุมมองฝั่ง Bearish เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 35.5% เป็น 46.4% (สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 31.0% ) ขณะที่มุมมองฝั่ง Bullish ลดลงเล็กน้อยจาก 33.1% เป็น 31.9% (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 37.5%) ส่งผลให้ Bull-Bear Spread ปรับตัวลดลง 12.0% จากระดับ -2.5% สู่ -14.5%
THAI MARKET SENTIMENT TRACKER:
ในส่วนของตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET แกว่งตัวผันผวนในกรอบกว้างราว 1330-1430 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.9%WoW ขณะที่มาตรวัด BLS Greed & Fear Barometer ปรับตัวแย่ลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง โดยในสัปดาห์ล่าสุด มาตรวัดปรับลดลงจากโซน Neutral ที่ระดับ 54 คะแนนสู่โซน Fear ที่ระดับ 44 คะแนน ฉุดจากดัชนี Momentum Strength ที่ปรับลงแรงจาก 29.5 จุดสู่ 8.5 จุด รวมถึง Market Breadth และ Volume Index ที่ปรับตัวลงเช่นกัน
IMPLICATION:
ภาพรวมการลงทุน: บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงมีความเปราะบางอยู่พอสมควร โดยสัญญาณจากทั้ง Market Momentum และ Market Breadth ที่ทยอยอ่อนแรงลง บ่งชี้ว่าพลังขับเคลื่อนของตลาดในระยะสั้นยังไม่แข็งแกร่งนัก ขณะเดียวกัน การปรับตัวขึ้นของ Put/Call Ratio สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนได้เพิ่มการเปิดสถานะเพื่อป้องกันความเสี่ยง ซึ่งเป็นสัญญาณของความกังวลที่ยังคงปกคลุมตลาด ด้วยเหตุนี้ เราจึงประเมินว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังอาจเผชิญแรงกดดันในระยะสั้นต่อไปอีกระยะหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม โอกาสของการฟื้นตัวในระยะถัดไปยังคงมีอยู่ เนื่องจาก CNN Fear & Greed Index ได้ปรับตัวเข้าสู่ระดับ extreme fear ซึ่งในเชิงสถิติถือเป็น inflection zone ที่มักปรากฏในช่วงปลายของแรงขาย เนื่องจากสะท้อนภาวะ oversold ของตลาด และมักเป็นจุดที่แรงขายเริ่มอ่อนกำลังลงก่อนที่การฟื้นตัวจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในลำดับถัดไป
สำหรับตลาดหุ้นไทย ภาพของ Sentiment Indicator ที่ยังคงปรับตัวลดลง สะท้อนถึงท่าทีที่ระมัดระวังของนักลงทุน ส่งผลให้ตลาดยังมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบเพื่อสร้างฐานในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบย่อยบางส่วนเริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายความตึงตัวลงมาแล้ว โดยเฉพาะดัชนี Bull-to-Bear ที่ปรับตัวลดลงจากโซนตึงตัวลงมาอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย รวมถึง Momentum Strength ที่อ่อนตัวลงจากระดับสูงสุดในรอบกว่า 8 ปี มาสู่บริเวณใกล้เส้น Zero line
พัฒนาการดังกล่าวมีแนวโน้มช่วยลดความเสี่ยงของแรงขายแบบตื่นตระหนก (panic sell) ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า และเอื้อให้ตลาดสามารถฟื้นตัวได้ต่อเนื่องขึ้นในระยะถัดไป
สรุปภาพตลาดวานนี้
หุ้นไทยฟอร์มดีกว่าคาด ลงตามภูมิภาค แต่ไต่ระดับปิดบวกแรงสวนชาวบ้าน โดยแรงซื้อหุ้นใหญ่ดันในกลุ่มพลังงาน PTT GULF ปิโตรเคมี PTTGC IVL SCC โรงกลั่น TOP SPRC IRPC เรียกว่าเล่นตรงไปตรงมากับน้ำมันได้ ขณะที่กลุ่มอื่นๆ พบแรงซื้อเข้ามาผิดปกติ เช่น BBIK TVO SMO CPAXT AMARC INSET เป็นต้น
แนวโน้มตลาดวันนี้
Domestic consumption จะมาได้แล้ว หรือ ยัง?
การพักฐานระหว่างวันมีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่เป็นการพักฐานวันศุกร์เพราะกลัววันจันทร์ (หลังเจอมา 2 จันทร์ติดที่หุ้นร่วงเพราะเหตุเหนือความคาดหมาย(ช่วงวันหยุด) ต่อเนื่องมาจากสงคราม) และเรามองว่า เป็นการพักเพื่อขึ้นต่อ...(ที่สำคัญคือหุ้นตัวไหน กลุ่มไหนจะขึ้นต่อ)...
เมื่อมาถึงจุดที่หุ้นตัวล่างที่เล่นแย่กว่าตลาด เริ่มบวกจากโซนล่าง เช่น หุ้นอุปโภคบริโภคในประเทศ โดยเฉพาะค้าปลีก, Stable goods, หุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศ อย่าง CPAXT BJC CRC COM7 MTC SAWAD TIDLOR ส่วนหุ้นตัวบนที่ Outperform ก็ยังไม่ค่อยลง (แบงก์ ปิโตรฯ โรงกลั่น ฯลฯ)
เราเริ่มมีคำถามในหัว...หุ้นไทยกำลังเจอกับการเปลี่ยนกลุ่มรอบใหม่ แล้ว หรือยัง
ถ้าใช่เราคิดว่า เงินที่ช้อนซื้อหุ้น Domestic consumption มาจากไหน (1.) เงินหมุน Rotation ออกจากหุ้นที่ราคาอยู่บน มาเก็บหุ้นล่าง ถ้าเป็น Flow Rotation เราคาดว่าน่าจะหมุนเข้ากลุ่ม Industrial (WHA AMATA) และ Discretionary (CRC CPN) ตามวัฎจักรหุ้นมากกว่า (2.) เงินใหม่ที่มาจากการ Re-Investment เช่น รับปันผลมา, นำเงินกำไรมาต่อยอด หุ้น Valued (3.) เงินใหม่ไหลเข้าทั้งจากในและต่างประเทศ
จากทั้ง 3 สมมุติฐาน ไม่ว่าจะเป็นเงินหมุน, เงิน Re-invest และ Fund flows เราเชื่อว่าจะทำให้หุ้นไทยรายตัวเล่นดีกว่าตลาดต่อเนื่อง และเน้นไปที่กลุ่ม ดักทางเงินทั้ง 3 ทาง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม (Industrial) ค้าปลีกสินค้าฟุ่มเฟือย และหุ้นรับนโยบายรัฐ เช่น ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนเชื่อมโยงในประเทศ
กลยุทธ์การลงทุน
กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค
มองผ่านเลนส์: SET Index อยู่ในช่วงรอยต่อสำคัญ "สะสมพลังในกรอบขาขึ้น" หลังจากฟื้นขึ้นมาจาก low 1,331 จุด
โครงสร้างหลัก (Trend): มองเป็นลักษณะ “Double Bottom” ซึ่งเป็นการบ่งชี้จุดต่ำสุดผ่านพ้นไปแล้ว กำลังเตรียมทะลุเส้นค่าเฉลี่ย EMA 10 & 25 วัน (1,420-1,430) ในเชิงยุทธศาสตร์จะเป็นจุดเปลี่ยน reversal pattern เปลี่ยนรอบเป็นขึ้น!
ทฤษฎีนับคลื่น Elliott Wave: มีโอกาสจบ Correction คลื่น 4 (Corrective Wave) แบบสมบูรณ์ตามหลักการของคลื่นนี้มักใช้เวลา 1 สัปดาห์ขึ้นไป หลังจากปรับฐานรูปแบบ “Zigzag correction” ก่อนขึ้น Wave 5
สัญญาณกระทิงจากกราฟแท่งเทียน “Bullish Engulfing” เกิดขึ้นในรูปแบบรายวัน + โอกาสเกิดขึ้นใน week พร้อมกัน…หากดัชนีเดินหน้าบวกต่อเนื่อง
เครื่องมือชี้วัด (RSI): กลับมายืนเหนือ level > 50 สำเร็จ และกำลังจะตัด cross เส้น signal line เพื่อเพิ่มเติมพลังความแข็งแกร่ง
Spotlight วันนี้…จับตาแนวต้าน 1,430 หากผ่านได้ด้วย Volume จะเป็นจุดเปลี่ยนเทรนด์ขาขึ้นรอบใหม่ ลุ้นปิดช่องว่าง close gap บริเวณ 1,466 /แนวรับ 1,400 จุด กลยุทธ์ทางเทคนิค "ใช้เทคนิคัลนำทาง + เลือกหุ้นแบบยืดหยุ่น"
What to watch
เตรียมเสนอชื่อ ประธานสภา และรองประธานสภา เมื่อได้ประธานสภาครบ แล้ว จะหาวันเปิดประชุมเพื่อ โหวตนายก และเริ่มจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งการตั้งรัฐบาลได้เร็วเกินคาด เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนในประเทศ เช่น งบประมาณเพื่อพยุงราคาน้ำมัน, ค่าไฟ ราคาสินค้าเกษตร ฯลฯ จะช่วยให้ เศรษฐกิจแท้จริงรอดจากภาระต้นทุนในการผลิต
JP Morgan เตือนวิกฤตน้ำมันอาจรุนแรงขึ้น หากสหรัฐฯ-อิสราเอลเข้ายึดเกาะคาร์กของอิหร่าน การส่งออกน้ำมันของอิหร่านจะหยุดชะงักและปริมาณการผลิตของประเทศจะลดลงครึ่งหนึ่ง หากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเข้ายึดท่าเรือบนเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะกระตุ้นให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในภูมิภาค เกาะนี้เป็นพื้นที่จัดการการส่งออกน้ำมันดิบมากถึง 90% ของอิหร่าน
จีนส่งออก 2 เดือนแรกพุ่ง 21.8% เกินดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ ยอดการส่งออกของจีนในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ.ปีนี้ พุ่งขึ้น 21.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 7.1% สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองของโลกมีความยืดหยุ่น แม้เผชิญกับความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ ก็ตาม
อิหร่านเดินหน้าส่งน้ำมันหลายล้านบาร์เรลให้จีนผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้ในภาวะสงคราม อิหร่านได้ส่งน้ำมันดิบอย่างน้อย 11.7 ล้านบาร์เรลผ่านช่องแคบฮอร์มุซนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ.
หุ้นแนะนำวันนี้
GUNKUL รัฐบาลใหม่ มีนโยบายเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด สนับสนุนงบ EPC โรงไฟฟ้า และสายส่ง เพื่อความยั่งยืนด้านพลังงาน (ยิ่งเห็นความสำคัญเมื่อเผชิญสถานการณ์สงคราม ณ.ปัจจุบัน)
แนวรับ 2.2 ต้าน 2.4 Stop loss 2.1
Tactical port เพิ่ม GUNKUL
รายงานพื้นฐานวันนี้
Utilities Sector
ทดสอบความทนทานของโรงไฟฟ้าไทยภายใต้ 3 ฉากทัศน์
รายงานนี้จะลงรายละเอียดการประเมินค่าไฟ และผลกระทบของกลุ่มโรงไฟฟ้าตาม 3 ฉากทัศน์ ที่ BLS Research ได้วางไว้
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีความเสี่ยงทำให้เกิด energy shock โดยเฉพาะการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและ LNG ซึ่งจะส่งผ่านไปยังต้นทุนก๊าซรวม (pooled gas price) และค่าไฟฟ้าของไทย รายงานจึงประเมินผลกระทบต่อค่าไฟและกำไรของกลุ่มโรงไฟฟ้าภายใต้สามฉากทัศน์ โดยฝั่งอุปสงค์ยังแข็งแรงกว่าคาด หลัง peak demand ในช่วงต้นปี 2026 สูงกว่าที่ กฟผ. (EGAT) ประเมินประมาณ 5% และมีแนวโน้มทำสถิติสูงสุดใหม่ในปีนี้
หากสงครามทำให้ราคาพลังงานโลกปรับขึ้นแรง โดยเฉพาะ LNG จะผลักดันราคา pooled gas ของไทยสูงขึ้น เนื่องจากไทยพึ่งพา LNG มากขึ้นในโครงสร้างด้านวัตถุดิบ ส่งผลให้ค่าไฟฟ้ามีโอกาสปรับเพิ่มจากระดับปัจจุบัน 3.83 บาท/kWh เป็นประมาณ 4.03 บาท/kWh ในฉากทัศน์ 2 และอาจสูงถึง 4.52 บาท/kWh ในฉากทัศน์ 3 หากราคาพลังงานปรับขึ้นรุนแรง
ผลกระทบต่อกำไรจะกระจุกตัวในกลุ่ม SPP เนื่องจากค่าไฟลูกค้าอุตสาหกรรมปรับขึ้นช้ากว่าต้นทุนเชื้อเพลิง ทำให้เกิดช่วงอัตรากำไรถูกกดดัน (margin squeeze) ในระยะสั้น ผลการ stress test ชี้ว่าประมาณการกำไรปี 2026 ของ BGRIM มี downside ราว 11–69% และ GPSC มี downside ราว 9–59% ขณะที่ GUNKUL มีโอกาสเห็น upside เล็กน้อยจากโครงสร้างธุรกิจที่พึ่งพาก๊าซต่ำกว่า
Investment action: จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงครามและความผันผวนของราคาพลังงาน เราปรับคำแนะนำกลุ่มโรงไฟฟ้าลงจาก “มากกว่าตลาด” เป็น “เท่ากับตลาด” โดยมองว่าหุ้นที่มีสัญญา PPA แบบส่งผ่าน (pass-through) ต้นทุนเชื้อเพลิง และมีสัดส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน (renewable) สูงจะมีความทนทานมากกว่า ดังนั้น เราจึงชอบ GULF และ GUNKUL ขณะที่ BGRIM และ GPSC มีความเสี่ยงถูกกดดัน margin มากที่สุดในช่วงที่ราคาก๊าซอยู่ในระดับสูง แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับลงมาสะท้อนความเสี่ยงไปแล้วส่วนหนึ่งก็ตาม
MGC
มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย)
2 จุดเด่น หุ้น “ถูกและโต” หาได้จากที่นี่
MGC เป็นหนึ่งในหุ้นที่ผ่านการคัดกรองของเราเพื่อหาหุ้นกลุ่มที่ รายได้และกำไรเติบโตพร้อมกันในช่วง 3Q–4Q25 โดยกำไรเร่งตัวขึ้นชัด แต่ราคาหุ้นยังถูก เราจึงกลับเข้ามาศึกษารายละเอียดพบว่า
ปัจจัยหนุนหลักมาจากการที่บริษัทเข้าซื้อหุ้น Neo Mobility จาก PTT เพิ่มเป็น 100% ตั้งแต่เดือน ส.ค. ทำให้กำไรที่เคยรับรู้เพียงครึ่งหนึ่งจะรับรู้เต็มจำนวน โดย Neo Mobility ทำกำไร 250 ล้านบาทในช่วง 7M25 ภายใต้โครงสร้างเดิมแบบ 50:50 ขณะที่ ecosystem ธุรกิจอื่นยังหนุนกำไรต่อเนื่อง ทั้งยอดขาย BMW ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะ BMW i7 ซึ่งทำยอดขายสูงสุดในอาเซียน, การเติบโตของ Alpha X และส่วนแบ่งกำไรจาก Howden (ประกัน) ส่งผลให้กำไรต่อหุ้นปี 2025 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัย
สำหรับปี 2026 การรับรู้กำไร Neo Mobility เต็มปีและการเปิดตัว XPeng G6 Standard Range ราคา 1.189 ล้านบาท ซึ่งเจาะตลาด EV ระดับกลางของไทย จะช่วยต่อยอด momentum การเติบโต โดยเราประเมินว่า core EPS มีโอกาสเพิ่มขึ้นราว 20% เป็นประมาณ 0.73 บาท
ในภาพรวมทำให้ MGC ไม่ได้พึ่งพา momentum ของ EV จีนเพียงด้านเดียว แม้แบรนด์จีนจะเร่งการแข่งขันในตลาด EV แต่ฝั่งยุโรปกำลังพัฒนาเทคโนโลยี ADAS และ AI ใหม่ อาจช่วยเพิ่มศักยภาพให้ผู้ผลิตรถยุโรป ซึ่งอาจสร้างการแข่งขันรอบใหม่ในตลาด EV ขณะที่ผลประกอบการของ MGC ในปี 2025 ยัง โดดเด่นกว่าบริษัทจดทะเบียนอื่นที่เป็น distributor รถ EV จีนเป็นหลัก
Fundamental view: ด้วยการเติบโตและแนวโน้มธุรกิจที่แกร่งขึ้น แต่ราคาหุ้นยังถูก ซื้อขาย PER เพียง 7x ทำให้มีโอกาสเห็นการ re-rating สู่ระดับ 10x ซึ่งจะเทียบเป็นมูลค่าหุ้นราว 6 บาทต่อหุ้น โดยราคาปัจจุบันยังได้ dividend yield ราว 8% ขณะที่ราคาน้ำมันโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อาจยิ่งเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV ซึ่งเป็นแรงหนุนต่อการเติบโตของบริษัทในระยะถัดไป
Tactical Play
Management Guidance: ความกังวลสะท้อนไปบ้างแล้ว
MGRI หรือดัชนีความแม่นยำของ Guidance สำหรับ 4Q25 ที่ 44 คะแนน เพิ่มขึ้นแค่เล็กน้อย แต่ต่ำกว่า 50 คะแนน เพราะยังมีสัดส่วน Optimistic สูงราว 39% กลุ่มที่ดีขึ้น เช่น คอมเมิร์ช พลังงาน (เว้นโรงไฟฟ้า) อิเล็กฯ อาหาร อสังหาฯ ส่วนที่เทรนด์ลง เช่น ธนาคาร รพ. ไอซีที ขนส่งฯ โรงไฟฟ้า
ส่วนการสำรวจสำหรับรายไตรมาส 1Q26 แม้บริษัทมองบวกมากกว่าลบอัตรา 40% : 7% ใกล้เคียงเดิม แต่เมื่อมองภาพทั้งปี 2026 พบว่ามองบวกลดลง สัดส่วนอยู่ที่ 29% : 15% (จากรอบแรกที่ 39% : 13%) นอกจากนี้เมื่อเทียบประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์ยังมอง Conservative กว่าบริษัทยังสูงราว 45% (สูงกว่าเฉลี่ยที่ 27% อย่างมีนัยฯ) ปัจจัยกังวลหลักอยู่ที่สงครามเชื่อมโยงมาที่เศรษฐกิจ ทำให้แม้กลุ่มที่จะได้อานิสงค์บวกจากประเด็นสงคราม ก็ไม่ได้มีการปรับความคาดหวังเพิ่มตาม แต่ภาพรวมก็สะท้อนว่าในช่วงการประชุมฯ ที่ผ่านมา ทั้งบริษัทและนักวิเคราะห์อยู่ในโหมดระวังแล้ว และหากมองข้ามประเด็นความเสี่ยงดังกล่าว มีกลุ่มที่มีมุมมองบวกต่อ 1Q26 และภาพทั้งปี 2026 ไปพร้อมกัน ได้แก่ เกษตร-อาหาร การเงิน โรงพยาบาล ในทางตรงข้าม กลุ่มที่มองลบ ที่ต้องระวัง ได้แก่ BTS HMPRO KCE CPF CBG
Tactical View: จากการที่ทั้งมุมมองทั้งบริษัทและนักวิเคราะห์ปัจจุบันต่างก็อยู่ในโหมดระมัดระวังไปกว่าปกติแล้ว แสดงว่าหากสถานการณ์ตะวันออกกลางไม่รุนแรงเกินไปจนสร้างจุด Peak ใหม่ เราจึงแนะเกาะอยู่กับหุ้น 3 ชุดที่แนะนำไปในรายงาน Tactical Stock วานนี้ และเมื่อรวมกับมุมมอง Guidance + Earnings Momentum ใน 1Q26 ด้วย จะได้หุ้นเด่นแต่ละกลุ่ม 1) กลุ่มลงแรงเกินผลกระทบ คาดมีแรงซื้อกลับ PR9 CPN GULF, 2) กลุ่มได้อานิสงส์ แต่หุ้นขึ้นน้อยกว่า SPRC TOP PTTGC PTT GUNKUL และ 3) กลุ่มแข็งแกร่งทั้งพื้นฐานและราคาหุ้น ไปต่อได้ COM7 ADVICE MRDIYT
หากวันนี้มีการย่อเลี่ยงความเสี่ยงวันหยุด เป็นโอกาสทยอยสะสมได้
สรุปประเด็นจาก Quick take
CRC
เซ็นทรัล รีเทล
คอร์ปอเรชั่น
มุมมองต่อ CEO forum
ตั้งเป้ายอดขายโต 4-5% หนุนจากเปิดสาขาใหม่ (11 สาขาในกลุ่มอาหารและ 3-5 สาขาไทวัสดุ) คาดธุรกิจอาหารจะโต 5-6% , ธุรกิจฮาร์ดไลน์โต 3-4% ส่วนแฟชั่นคาด 1-3% แผนเพิ่มสินค้าใหม่และบริหารสต็อคสินค้าที่จะดีขึ้น คาดหนุน EBITDA จะโต 5-7% ดีกว่ายอดขาย
View from fundamental: เรามองกำไร 1Q26 เป็นจุดต่ำสุด ทั้งนี้ มองผลกระทบสงครามยังอยู่ในระดับยอมรับได้ เสถียรภาพการเมืองที่ดีขึ้น คาดหนุนโมเมนตั้มกำไรในช่วงที่เหลือทยอยดีขึ้น อีกทั้ง ระยะสั้นมีอัตราผลตอบแทนจากปันผลอีก 6% (จ่าย 1.11 บ/หุ้น) ขึ้น XD วันที่ 21 เม.ย. จึงคงแนะนำซื้อ
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน