ประชุมธนาคารกลาง AFTERSHOCK หลังสงคราม
HORIZON MARKET VIEW
• สงครามสหรัฐฯ - อิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 13 โดย ปธน.สหรัฐฯ มีท่าทีให้ความสำคัญกับการหยุดยั้งนิวเคลียร์ของอิหร่านมากกว่าราคาน้ำมัน ส่วนอิหร่านยังคงเดินหน้าปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป กดดัน SUPPLY ชะงักหนัก หนุนราคาน้ำมันดิบ BRENT วิ่งขึ้นทะลุ 100 เหรียญฯ/บาเรล ขณะที่ด้านเม็ดเงินมีแนวโน้มไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงและไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
• จากแบบจำลอง BECO หากน้ำมันพุ่งจาก 65 เหรียญฯ/บาเรล สู่ระดับ 108 เหรียญฯ/บาเรล และกลับลงมาเหลือ 65 เหรียญฯ/บาเรล จะดันเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทะลุ 3% ต่อเนื่อง2 ไตรมาสติดกัน
• ปัญหาเงินเฟ้อรอบใหม่ เกิดในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังอ่อนแรง อาจทำให้การตัดสินใจของ FED มีความยากลำบากมากขึ้นต่อทิศทางดอกเบี้ยในปีนี้
REGION RADAR
• ท่ามกลางสถานการณ์น้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น มีสินค้าเกษตรอยู่ 2อย่างที่มีการปรับตัวลงในเดือนที่ผ่านมา (MTD) และปีที่ผ่านมา(YTD) ได้แก่ ราคาโกโก้และราคากาแฟ คาดเป็นบวกต่อหุ้นHERSHEY (HSY US) และ STARBUCKS (DR: SBUX80)
• ในปี 2025 ที่ผ่านมา HERSHEY ได้ปรับราคาสินค้าช็อกโกแลตขึ้นหลายรายการ อีกทั้ง จาก EARNINGS CALL ล่าสุด บริษัทคาดรายได้จะมีการเติบโต 4%-5% ในปี 2026 และคาดกำไรจะกลับมาฟื้นตัวแรงหลังจากที่ต้นทุนมีการปรับตัวลง
THAI FOCUS
• วานนี้ถ้อยแถลงของประธานกรรมการ ตลท. มองตลาดหุ้นไทยยังดูดีและเป็น SAFE HAVEN โดยจุดแข็ง คือ เงินปันผลสูงเฉลี่ย 4% ต่อปี
และค่า P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า ในหลายบริษัท มองตลาดยังมีเสถียรภาพและน่าสนใจในเชิงมูลค่า
• อีกทั้งเตรียมออกมาตรการกระตุ้นตลาดทุน (โครงการ TISA) เสนอรัฐบาลพิจารณาใน เม.ย. 69 โดยคาดว่าจะมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีคล้ายคลึงกับบัญชี ISA ของต่างประเทศ ซึ่งต้องรอติดตามความชัดเจนของรายละเอียด และความแตกต่างจากรูปแบบเดิมในอดีต
SYNAPSE STRATEGY
• วานนี้หุ้นหลัก 3 ทวีปลบเกิน 1% ดัน BOND YIELD สหรัฐฯ พุ่ง4.26% และเงินดอลลาร์แข็งค่า แต่ ASPS มองสถานการณ์สงครามกำลังเปลี่ยนจากยืดเยื้อ (PHASE 3) เข้าสู่ การไกล่เกลี่ย (PHASE 4)หลังเริ่มบอบช้ำกันทั้งคู่ หนุนตลาดหยุด PANIC และค่อยสร้างฐาน
• แนะนำหุ้นสะสม หุ้นรับกระแส TISA เลือกหุ้นต่ำบุ๊คที่มีปันผลสูง และชนะดอกเบี้ยหุ้นกู้ มีเรทติ้ง ESG ระดับ AAA อย่าง SCB / CPF /CPAXT / CPALL / ADVANC / SCGP / BEM / CENTEL
HORIZON MARKET VIEW
ราคาน้ำมันแตะ 100 เหรียญฯ เพิ่มความเสี่ยงดอกเบี้ยกลับทางขึ้น
สงครามสหรัฐฯ - อิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 13 โดย ปธน.สหรัฐฯ มีท่าทีให้ความสำคัญกับการหยุดยั้งนิวเคลียร์ของอิหร่านมากกว่าราคาน้ำมัน ส่วนอิหร่านยังคงเดินหน้าปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป กดดัน SUPPLY ชะงักหนักหนุนราคาน้ำมันดิบ BRENT วิ่งขึ้นทะลุ 100 เหรียญฯ/บาเรล
ด้านเม็ดเงินมีแนวโน้มไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงและไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น สะท้อนจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงราว 1.5% -2.1% รวมถึง BOND YIELD 10Y สหรัฐฯ ดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 4.26% (สูงกว่าดอกเบี้ยของ FED ที่ 3.75%) ขณะที่ DOLLAR แข็งค่าใกล้แตะ 100(ปี 2022 ช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น DOLLAR INDEX เคยขึ้น
ไปแตะ 114)
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (น้ำมัน, ก๊าซ, ปุ๋ย, ข้าวสาลี, ถั่วเหลือง) พุ่งขึ้น ทำให้ดัชนี BLOOMBERG COMMODITYล่าสุดทำสูงสุดในรอบ 13 ปีทั้งนี้ รูปแบบการเคลื่อนไหวมีความคล้ายกับปี 2022 หลังรัสเซียบุกยูเครน ซึ่งสัญญาณต่าง ๆ กำลังบ่งชี้ว่าเงินเฟ้อจะกลับมาแรง
จากแบบจำลอง BECO หากน้ำมันพุ่งจาก 65เหรียญฯ/บาเรล สู่ระดับ 108เหรียญฯ/บาเรล และกลับลงมาเหลือ65เหรียญฯ/บาเรล จะดันเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทะลุ 3% ต่อเนื่อง 2 ไตรมาสติดกัน
ปัญหาเงินเฟ้อรอบใหม่ เกิดในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังอ่อนแรง อาจทำให้การตัดสินใจของ FED มีความยากลำบากมากขึ้นต่อทิศทางดอกเบี้ยในปีนี้ขณะที่สัญญาณจากดัชนีFEDSPEAK เริ่มไปในทาง HAWKISHมากขึ้น อย่างไรก็ดี รอติดตามการประชุม FED ในสัปดาห์หน้า วันที่ 18 มี.ค. 69 ซึ่งจะมีการเปิดเผยคาดการณ์
DOT PLOT ด้วย
REGION RADAR
ราคาสินค้าเกษตรบางอย่างปรับตัวลงท่ามกลางน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นแรง
ท่ามกลางสถานการณ์น้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น มีสินค้าเกษตรอยู่ 2 ชนิดที่มีการปรับตัวลงในเดือนที่ผ่านมา(MTD) และปีที่ผ่านมา (YTD) ได้แก่ ราคาโกโก้และราคากาแฟ โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ราคาโกโก้ปรับตัวลง 60%และราคากาแฟปรับตัวลง 25%
ในช่วงปี 2024 ราคาโกโก้เคยปรับตัวขึ้นแรงแตะระดับ $12000 ต่อตัน จากภาวะอุปทานขาดแคลนหนักในช่วงนั้น อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมา ราคาโกโก้ได้มีการปรับตัวลงต่อเนื่องสู่ระดับ $3315 ต่อตัน ส่งผลให้หุ้นที่มีสัดส่วนต้นทุนโกโก้สูงน่าจะได้รับประโยชน์ เช่น บริษัทช็อกโกแลต
HERSHEY จะได้ประโยชน์โดยตรงหลังราคาโกโก้ปรับตัวลงแรง
HERSHEY จะได้ประโยชน์หลังจากที่ราคาโกโก้มีการปรับตัวลงแรง เนื่องจากโกโก้คิดเป็นประมาณ 30%ของต้นทุนของบริษัท และความน่าสนใจของ HERSHEY คือเป็นบริษัทที่มีรายได้เติบโตต่อเนื่องทุกปีท่ามกลางสถานการณ์ต่างๆ อาทิ COVID-19, เศรษฐกิจชะลอตัวลง หรือเงินเฟ้อสูง
ในปี 2025 ที่ผ่านมา บริษัทได้ปรับราคาสินค้าช็อกโกแลตขึ้นหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น HERSHEY และKITKAT เฉลี่ยราว 26% อีกทั้ง จาก EARNINGS CALL ในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา บริษัทคาดรายได้จะมีการเติบโต 4%-5% ในปี 2026 และคาดกำไรจะกลับมาฟื้นตัวแรงหลังจากที่ต้นทุนมีการปรับตัวลง
มุมมองการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร และ FINANCIAL ของสหรัฐฯ เป็นเช่นไร
มุมมองการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารสหรัฐฯ : เรามีมุมมองเชิงบวกต่อภาพรวมหุ้นธนาคารสหรัฐฯ ในปี2026 โดยการเติบโตในปี 2026 จะขับเคลื่อนหลักจากการเติบโตของกำไรเป็นหลัก หนุนจากธนาคารขนาดใหญ่ยังมีพื้นฐานที่แข็งแรงจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจและผู้บริโภค รวมถึงการฟื้นตัวของDEMAND ด้านสินเชื่อหลังดอกเบี้ยเริ่มเข้าสู่ช่วงลดลง โดยคาดว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ของธนาคารขนาดใหญ่จะยังเติบโตประมาณ 5–7% ในปี 2026 จากการขยายตัวของสินเชื่อและการบริหารต้นทุนเงินฝากที่ดีขึ้น นอกจากนี้ผลสำรวจของธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังชี้ว่าความต้องการสินเชื่อธุรกิจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2026 ซึ่งจะเป็นแรงหนุนต่อการเติบโตของ BALANCE SHEET และรายได้ของธนาคาร อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ต้องติดตามคือ REGULATORY UNCERTAINTY, การแข่งขันจาก PRIVATECREDIT และความผันผวนของเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจำกัด UPSIDE ของ VALUATION ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนควรเน้นในหุ้นที่มีพื้นฐานและการเติบโตที่แข็งแกร่ง อาทิ JPMORGAN CHASE, BANK OFAMERICA และ CITIGROUP
มุมมองการลงทุนในกลุ่ม FINANCIALS: เรามีมุมมองเป็นกลางต่อกลุ่ม PAYMENT อาทิ VISA และMASTERCARD โดยในกลุ่ม PAYMENT มีปัจจัยความเสี่ยงหลักคือการมาของบริษัท CIRCLEINTERNET (CRCL US) ซึ่งเป็นผู้ออกเหรียญ STABLECOIN อย่าง USDC ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าUSDC อาจจะมาแย่ง MARKET SHARE ด้านการทำธุรกรรมในกลุ่ม PAYMENTS จากค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าและความเร็วในการทำธุรกกรมที่มากกว่า นอกจากนี้ สำหรับกลุ่ม INVESTMENT BANK เรามีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มนี้ อาทิ GOLDMAN SACHS และ MORGAN STANLEY มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของ M&A, IPO และ CAPITAL MARKETS ACTIVITY ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องในปี 2026 จากการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI รวมถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัททั่วโลก
THAI FOCUS
ตลท. กางแผนดัน TISA ดึงเงินออมขยายตลาดทุน ชูจุดแข็งหุ้นไทย SAFE HAVEN ปันผลสูง
ประธานกรรมการ ตลท.เน้นย้ำถึงศักยภาพของตลาดหุ้นไทยว่ายังมีเสถียรภาพ และสามารถเป็น SAFEHAVEN ให้แก่นักลงทุนได้ จุดเด่นสำคัญ คือ เงินปันผลที่สูงเฉลี่ย 4% ต่อปี และมูลค่าของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยมีค่า P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าหุ้นหลายตัวมีราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายฐานนักลงทุนรายย่อยและส่งเสริมการลงทุนระยะยาว
ตลท. เตรียมเสนอโครงการ TISA ให้รัฐบาลพิจารณาในช่วงเดือนเม.ย.69เป้าหมายหลักจูงใจให้ประชาชนนำเงินออมมาลงทุนในตลาดทุนมากขึ้น (คาดการณ์ว่าอาจจะมาพร้อมกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีคล้ายคลึงกับบัญชี ISA ในต่างประเทศ) ซึ่งหากได้รับการอนุมัติและมีความชัดเจน จะถือเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยเติมสภาพคล่องและสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดหุ้นไทยในระยะยาวได้ ซึ่งต้องติดตามรายละเอียดว่ามีการเปลี่ยแปลงจาก TISA ครั้งก่อนมากนน้อยเพียงใด
ดังนั้นในช่วงเวลานี้ ASPS ได้มีการคัดกรองกลุ่ม "หุ้นใหญ่สภาพคล่องสูง" ที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าดอกเบี้ยหุ้นกู้ระยะยาว (3-5 ปี) ซึ่งเหมาะสำหรับการลงทุนเพื่อรับกระแสเงินสดและรอความชัดเจนของ TISA โดยมีหุ้นที่น่าสนใจในหลากหลายอุตสาหกรรม
• กลุ่มธนาคาร: SCB โดดเด่นด้วยคาดการณ์ปันผล (DIV YIELD 26F) สูงถึง 7.4% พร้อมUPSIDE จากราคาปัจจุบันอีก 8.0%
• กลุ่มอาหารและค้าปลีก: CPF ให้ปันผลคาดการณ์ที่5.3% (UPSIDE 22.1%) และ CPAXTปันผลที่4.8% ตามด้วย CPALL ปันผลที่ 3.9%
• กลุ่มสื่อสาร: ADVANC หุ้นผันผวนต่ำที่ให้ปันผลมั่นคงระดับ 4.4%
• กลุ่มอื่นๆ: SCGP (3.4%), BEM (2.8%) และ CENTEL (2.4%)
ที่สำคัญ หุ้นที่ถูกหยิบยกมาทั้งหมดได้รับการประเมิน ESG RATING ในระดับสูงสุดคือ "AAA" ซึ่งสะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนในแง่ของการเติบโตอย่างยั่งยืน และลดความเสี่ยงจากการลงทุนได้เป็นอย่างด
SYNAPSE STRATEGY
หุ้นไทยแกร่งสวนกระแสโลก ท่ามกลางแรงกดดันมหภาคและจุดเปลี่ยนสงครามในแต่ละวัน
วานนี้ตลาดหุ้นทั้ง 3 ทวีปหลัก (อเมริกา, ยุโรป, เอเชีย) ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงเกิน 1% ทั้งสิ้น สาเหตุหลักมาจากความกังวลสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ทำให้เม็ดเงินไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้ง BOND YIELD 10 ปีสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้นอยู่ระดับ 4.26% และ DOLLAR INDEX แข็งค่าขึ้นจนเกือบแตะระดับ 100 จุด ส่วนตลาดหุ้นไทย
(SET)วานนี้ ปิดบวก 1.60% แกร่งสวนกระแสโลก อย่างไรก็ดีหากมองลึกลงไปในโครงสร้างของกระแสเงินทุน(FUND FLOW) จะพบความท้าทายที่ซ่อนอยู่ คือ นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยเกือบทุกวัน โดยมียอดขายสุทธิสะสมสูงถึง 2.8 หมื่นล้านบาท(MTD) การที่ดัชนียังบวกได้จึงมาจากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันในประเทศและนักลงทุนรายย่อยเป็นหลัก
อีกทั้งสถิติในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเผชิญกับวันจันทร์ที่โหดร้าย (ดัชนีติดลบหนัก -4.04% และ -1.94% ตามลำดับ) ทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักลงทุน ดังนั้น เมื่อตลาดปรับตัวขึ้นมาบวกได้ในช่วงปลายสัปดาห์ (พฤหัสฯ-ศุกร์) อาจมีแรงเทขายทำกำไรในช่วงเย็นวันศุกร์เพื่อลดความเสี่ยงก่อนข้ามวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนในเช้าวันจันทร์ก็เป็นได้
อย่างไรก็ตามภาพวัฏจักรสงครามโดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ดูมีสัญญาณบวกตามทฤษฎีปัจจุบัน สถานการณ์กำลังก้าวข้ามจาก เฟส 3 (สงครามยืดเยื้อ) เข้าสู่ เฟส 4 (เริ่มมีคนกลางเข้ามาไกล่เกลี่ย)
เหตุผลสนับสนุน : ทั้งสองฝ่ายเริ่มบอบช้ำ สหรัฐฯ ต้องแบกรับภาระงบประมาณทางทหารที่สูง ขณะที่อิหร่านก็ถูกกดดันอย่างหนักจากนานาชาติ
สัญญาณการเจรจา: เริ่มมีการพูดคุยผ่านบุคคลที่ 3 (ทรัมป์โทรสายตรงหาปูติน) และเริ่มมีการผ่อนปรนท่าทีเช่น การยอมให้เรือขนส่งของบางประเทศผ่านช่องแคบสำคัญได้และอิหร่านเสนอ 3 เงื่อนไขหยุดยิงกับสหรัฐ
ผลกระทบต่อตลาดหุ้น: เมื่อเข้าสู่เฟส 4 ตลาดจะหยุดสภาวะตื่นตระหนก (PANIC) และจะเริ่มมีSENTIMENT เชิงบวกทางจิตวิทยา (BULLISH) แม้จะยังไม่สะท้อนออกมาเป็นผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในทันที แต่ความเสี่ยงที่ลดลง จะช่วยให้ตลาดสร้างฐานและพร้อมฟื้นตัวกลับสู่สภาวะปกติได้ในระยะถัดไป
จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์