Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

38

 

 

สรุปภาพตลาดวานนี้ เมื่อวานเด้งแล้วย่อกลับมาเสมอตัว แรงขายเพิ่งเข้ามาช่วงท้าย ทำให้หลายตัวปิดแดงนิดๆ เช่น GULF ADVANC CPALL TRUE ส่วนหุ้นลงแรง PSL (ข่าวเรือถูกโจมตี) THCOM BTG เป็นต้น ส่วนหุ้นบวกแรง COM7 (ออก Idea Call วานนี้) JAS BWG M เป็นต้น และหุ้นใหญ่พยุงตลาด DELTA PTTEP KBANK AOT


แนวโน้มตลาดวันนี้ rebound วันที่ 3 แต่เริ่มลดช่วงบวก
เราคงคาดว่าจะเริ่มเห็นจุดสมดุลของราคาขาลงหุ้นไทย และเริ่มตั้งต้นเล่นรีบาวด์ได้และวันนี้จะเป็นวันที่ 3 ของการรีบาวด์ ซึ่งตามสถิติแล้วควรจะลดช่วงบวกลง ก่อนจะพักฐานในวันศุกร์ เพราะนักลงทุนเริ่มกลัว วันจันทร์ และบางทีรวมวันศุกร์ด้วย
แต่เรามองว่าวันศุกร์นี้จะเป็นการพักฐานเพื่อขึ้นต่อ...
แม้ว่าสถานการณ์ความตึงเครียดตะวันออกกลางยังคงครุกรุ่น และพร้อมลาก Upside risks ของราคาน้ำมันดิบขึ้นอยู่ตลอดเวลา...แต่แนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้า, ระดับความรุนแรงของการโจมตีที่ลดลง, จำกัดวง...จะช่วยเราบอกสัญญาณต่อการฟื้นตัวของหุ้นไทย
กลยุทธ์ แนะนำการเก็บตกหุ้น หุ้นตกจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เมื่อหุ้นไทยเริ่มตั้งหลักรับสถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านได้ดีขึ้น นับตั้งแต่วันที่รับข่าวสงคราม หุ้นดิ่ง Floor ลบราวๆ 10-15% จันทร์ถัดมาเจอ ราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้น $120 แต่หุ้นตก 5% ถ้าไม่มีอะไรเซอร์ไพร์ส เปอร์เซ็นต์ในการปรับลดลงคาดจะเริ่มเบาลง
เพราะมีแนวโน้มจะคลี่คลายไปในทางที่ดี เมื่อตลาดเริ่มเห็นแนวทางแก้ปัญหา เช่น ราคาน้ำมันสูง แต่ก็ความพยายามจัดการน้ำมันของ G7 ที่จะระบายน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจากอุปทานน้ำมันดิบตึงตัว รวมไปถึงการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร น้ำมันจากรัสเซีย
นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยอาจไม่ได้ติดลบหนัก แม้ราคาน้ำมันจะดีดตัวขึ้นระยะสั้น (ยกเว้นราคาน้ำมันขึ้นแรงต่อเนื่องนานเกิน 3 เดือน ขึ้นไป ซึ่งเราเห็นว่ามีโอกาสเกิดขึ้นน้อย)
เพราะ รัฐบาลใหม่เมื่อจัดตั้งแล้วเสร็จเร็วเกินคาด เราจะได้รัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหาร และ ผ่านงบประมาณเพื่อใช้แก้ปัญหาต้นทุนพลังงาน (เช่น การใช้เงินอุดหนุนกองทุนน้ำมันเพิ่ม, ผ่านภาระค่าไฟแบ่งหนี้ไปให้ กฟผ.ช่วยแบก ฯลฯ) นอกจากนี้แหล่งพลังงานไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สามารถผลิตก๊าซได้เพิ่มจากแหล่งเอราวัณของ ปตท.สผ. แถมเรามีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์-ลดหย่อนค่าไฟ การหันมาใช้ รถยนต์ไฟฟ้าชาร์ตไฟโซลาร์ เป็นทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาต้นทุนขนส่ง เป็นต้น


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร

 

 

วิเคราะห์ทางเทคนิค
มองผ่านเลนส์: SET Index "ความเปราะบางที่พยายามประคองตัว" แม้ดัชนีจะยืนเหนือ 1,400 จุด ได้ แต่มีแรงขายกดดันในช่วงท้ายตลาด!
โครงสร้างหลัก (Trend): ปัจจุบัน SET กลับมาอยู่ในภาวะโหมดปรกติ มีโอกาสเทรดออกข้างหรือพักฐานระยะสั้น Sideway-to-Correction หลังจากทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย EMA 10 & 20 วัน (1,420-1,430 จุด) ไม่ผ่าน!
ทฤษฎีนับคลื่น Elliott Wave: รอจบ Correction คลื่น 4 (Corrective Wave) แบบสมบูรณ์ตามหลักการของคลื่นนี้มักใช้เวลาและความซับซ้อนสูง โดยมักเกิดรูปแบบ Flat, Zigzag, หรือ Triangle เพื่อปรับฐานก่อนขึ้นคลื่น 5
สัญญาณเตือนจากกราฟแท่งเทียน (Cautionary Signals) ทิ้งไส้บน (Upper Shadow)…การที่ดัชนีขึ้นไปทดสอบโซนแนวต้านแล้วถูกตบกลับลงมาปิดต่ำ แสดงถึง "แรงขายที่หนาแน่น" ในบริเวณนั้น ขณะที่ Volume: ในวันที่ขึ้นไม่มากกับเท่าวันที่ย่อตัว สะท้อนถึงการขาดความมั่นใจของฝั่งขาขึ้น
แนวต้าน: 1,420 - 1,430 (ถ้าผ่านได้ด้วย Volume จะเป็นจุดเปลี่ยนเทรนด์) แนวรับ: 1,380 (จุดวัดใจ ถ้าหลุดแนวนี้มีโอกาสลงไปหา 1,340)
กลยุทธ์ที่เหมาะสม คือ "การปรับพอร์ตให้ยืดหยุ่น" โฟกัสหุ้นที่ "ยืนเหนือ EMA 25 & EMA 50" ได้อย่างมั่นคง เพราะหุ้นกลุ่มนี้มักจะเป็นผู้นำเมื่อตลาดดีดตัวกลับ *หากดัชนีหลุด 1,380 จุด: แนะลดพอร์ต เพิ่มเงินสดไว้รอจังหวะใหม่



What to watch

เตรียมเสนอชื่อ ประธานสภา และรองประธานสภา เมื่อได้ประธานสภาครบ แล้ว จะหาวันเปิดประชุมเพื่อ โหวตนายก และเริ่มจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งการตั้งรัฐบาลได้เร็วเกินคาด เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนในประเทศ เช่น งบประมาณเพื่อพยุงราคาน้ำมัน, ค่าไฟ ราคาสินค้าเกษตร ฯลฯ จะช่วยให้ เศรษฐกิจแท้จริงรอดจากภาระต้นทุนในการผลิต
JP Morgan เตือนวิกฤตน้ำมันอาจรุนแรงขึ้น หากสหรัฐฯ-อิสราเอลเข้ายึดเกาะคาร์กของอิหร่าน การส่งออกน้ำมันของอิหร่านจะหยุดชะงักและปริมาณการผลิตของประเทศจะลดลงครึ่งหนึ่ง หากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเข้ายึดท่าเรือบนเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะกระตุ้นให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในภูมิภาค เกาะนี้เป็นพื้นที่จัดการการส่งออกน้ำมันดิบมากถึง 90% ของอิหร่าน
จีนส่งออก 2 เดือนแรกพุ่ง 21.8% เกินดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ ยอดการส่งออกของจีนในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ.ปีนี้ พุ่งขึ้น 21.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 7.1% สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองของโลกมีความยืดหยุ่น แม้เผชิญกับความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ ก็ตาม
อิหร่านเดินหน้าส่งน้ำมันหลายล้านบาร์เรลให้จีนผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้ในภาวะสงคราม อิหร่านได้ส่งน้ำมันดิบอย่างน้อย 11.7 ล้านบาร์เรลผ่านช่องแคบฮอร์มุซนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ.


หุ้นแนะนำวันนี้

BHถือข้ามปันผล ก่อนจะไม่ได้เห็นราคานี้แล้วในปีหน้าเมื่อ BH ภูเก็ตเปิดทำการจะเพิ่มจำนวนเตียงเฟสแรก 212 เตียง (ปั๊มรายได้เพิ่มอีก 40% จากปัจจุบัน) คาดกำไรวิ่งแซงค่าเสื่อมจากดีมานต์คนไข้ในพื้นที่เศรษฐกิจเติบโตสูงอย่างภูเก็ตและพื้นที่โดยรอบ ขณะที่คนไข้ต่างชาติจะมี Pent-up demand เพิ่ม
แนวรับ 176 ต้าน 190 Stop loss 170


รายงานพื้นฐานวันนี้

Wealth Insight
อัปเดตสถานการณ์สงครามสหรัฐฯ–อิสราเอล และอิหร่าน
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อประเมินสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น โดยอ้างอิงสถิติการรบ (28 ก.พ. – 9 มี.ค. 2026) และแถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เป็นหลัก เนื่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลสถิติที่เป็นทางการจากอิหร่านในขณะนี้ สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
ศักยภาพการโจมตีของอิหร่านลดลงอย่างมีนัยสำคัญ: ภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ อัตราการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านลดลงเหลือไม่ถึง 10% เมื่อเทียบกับวันแรกของสงคราม โดยจำนวนขีปนาวุธทิ้งตัวลดลงจาก 480 ลูก เหลือเพียงประมาณ 40 ลูกต่อวัน สะท้อนถึงแนวโน้มการเข้าสู่ช่วงลดระดับความรุนแรง (De-escalation) ของวัฏจักรความขัดแย้ง

โครงสร้างพื้นฐานทางทหารเสียหายหนัก: สหรัฐฯ และพันธมิตรทำลายเป้าหมายทางทหารไปแล้วกว่า 3,000 จุด โดยเฉพาะแท่นยิงเคลื่อนที่ที่ถูกทำลายไปราว 60–75% ส่งผลให้เกิดภาวะคอขวด แม้อิหร่านจะมีอาวุธในคลังแต่ปล่อยสู่ท้องฟ้าได้ลดลง รวมถึงระบบบัญชาการและควบคุม (C2) ที่ได้รับความเสียหายจนไม่สามารถโจมตีแบบฝูงบินขนาดใหญ่ได้

คลังแสงยุทธศาสตร์ใกล้ขีดจำกัด: จากการประเมินว่าอิหร่านมีขีปนาวุธราว 2,500 ลูก แต่ในช่วง 10 วันที่ผ่านมามีการใช้ไปแล้วกว่า 2,410 ลูก ประกอบกับโรงงานผลิตอาวุธถูกโจมตีทำให้ผลิตทดแทนได้ยาก อิหร่านจึงอาจเริ่มเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปใช้การยิงก่อกวนผ่านกองกำลังตัวแทน (Proxy Forces) แทนการโจมตีโดยตรงจากส่วนกลาง
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและมุมมองการลงทุน: ความเสี่ยงระดับมหภาค โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในกลุ่มประเทศ GCC มีแนวโน้มลดลงตามศักยภาพการรบที่ถดถอยของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องเฝ้าระวังการโจมตีรูปแบบไม่สมมาตร (Asymmetric Warfare) ที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงที่สงครามยังไม่ยุติเด็ดขาด

 

 


Tactical Stock

บททดสอบจากสงคราม ต่อ หุ้นรายตัว
ต่อเนื่องจากรายงาน Wealth Strategy: Middle East Tensions (เผยแพร่วันที่ 6 มี.ค. 2026) ที่วิเคราะห์ฉากทัศน์จากกระณสงครามตะวันออกกลางมาแบบ Top-down แล้ว วันนี้ เราออกรายงาน วิเคราะห์ลงรายละเอียดรายบริษัท และประเมินผลกระทบต่อประมาณการกำไรในแต่ละแบบ Bottom-up ทั้ง 3 ฉากทัศน์ ร่วมกับ Stress Test Score ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะ เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อกำไรและความแข็งแกร่งของบริษัท บนสรุปสำคัญ ดังนี้
1) การพึ่งพารายได้จากตะวันออกกลางโดยตรงมีจำกัด: โดยทั่วไปสัดส่วนรายได้จากตะวันออกกลางอยู่เพียงประมาณ 1–5% ของยอดขาย ในเกือบทุกอุตสาหกรรม ยกเว้น BH ที่มีสัดส่วนราว 25–30% และกลุ่มท่องเที่ยว เช่น ERW และ MINT ที่มีสัดส่วนราว 8%
2) การส่งผ่านผลกระทบหลัก 2 ด้าน: ได้แก่ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และ ความอ่อนไหวของอุปสงค์ต่อเศรษฐกิจ โดยบริษัทที่มีความเสี่ยงทั้งสองด้านพร้อมกัน เช่น BGRIM, GPSC, CBG, OSP, TU, DOHOME และ AOT จะเผชิญความเสี่ยงที่ซับซ้อนที่สุด
3) ผลกระทบต่อกำไรภายใต้ฉากทัศน์: โดย 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ Base-case (ให้น้ำหนักความน่าจะเป็น 60%), Worse-case (30%) และ Worst-case (10%) ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมัน $80–$189 ต่อบาร์เรล พบ SCC มีความเปราะบางต่อกำไรมากที่สุด (กำไรลดลง –24% แบบถ่วงน้ำหนักความน่าจะเป็น) ขณะที่ผู้ได้ประโยชน์หลักจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เช่น PTTEP (+77%) และ SPRC (+91%)
4) ความแข็งแกร่งของกลุ่มอุตสาหกรรม: จากการประเมินผ่าน Stress Test Score (พิจารณาความอ่อนไหวของกำไร Valuation และฐานะการเงิน) พบว่า PR9, SPRC และ COM7 มีความแข็งแกร่งสูงสุด ขณะที่ BGRIM, GPSC และ AAV อยู่ในกลุ่มที่มีความเปราะบางมากที่สุด
ในส่วนหุ้นเด่น เราพบว่าจัดกลุ่มได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
กลุ่มที่ 1 (PR9, GULF, CPN, KTC และ WHA) เป็นบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีความทนทานต่อความผันผวน แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลงมากเกินกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานสะท้อน
กลุ่มที่ 2 (SPRC, TOP, PTT, PTTGC และ GUNKUL) เป็นกลุ่มบริษัทที่กำไรมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว แต่ผลบวกต่อกำไรยังไม่ได้สะท้อนในราคาหุ้นอย่างเต็มที่
กลุ่มที่ 3 (COM7, TFG, ADVICE และ MRDIYT) เป็นบริษัทที่ได้รับผลกระทบต่อกำไรค่อนข้างจำกัดภายใต้สมมติฐานใน Stress Test ขณะเดียวกันยังมีคะแนนความแข็งแกร่งทางการเงินในระดับสูง และราคาหุ้นยังคงยืนได้ค่อนข้างดีแม้ตลาดโดยรวมจะปรับตัวลง สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง

ICHI
(Visit Note)
อิชิตัน กรุ๊ป
คาดกำไรฟื้นใน 1H26 จากดีมานด์ฤดูร้อน
ตลาด RTD tea เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในต้นปี 2026 หลังหดตัวในปี 2025 เราคาดกำไร 1H26 จะฟื้นตัว จากยอดขายที่เพิ่มตามฤดูร้อน การออกสินค้าใหม่ และกิจกรรมการตลาด ขณะที่ต้นทุนยังทรงตัวจากการล็อคราคาวัตถุดิบ ส่งผลให้ gross margin มีแนวโน้มสดใส
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากต้นทุนน้ำมันในระยะถัดไป โดยบริษัทมีต้นทุนพลังงานคิดเป็น 5% ของต้นทุนรวม และมีต้นทุนจากบรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากพลาสติก (oil-related cost) แต่ได้มีการล๊อคราคาถึงช่วงกลางปีนี้ และจะประเมินสถานการณ์ราคาวัตถุดิบอีกครั้ง
Our view: เราคาดด้วยความเสี่ยงด้านต้นทุน consensus จะยังคงประมาณการกำไรปี 2026 ที่ไม่เติบโต YoY ไว้ก่อน หากสถานการณ์คลี่คลาย เราคาดว่า consensus จะปรับประมาณการกำไรขึ้น ทั้งนี้ ICHI เป็นหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลสูงที่ 8%

 

BA
(Visit Note)
การบินกรุงเทพ
แนวโน้มปี 2026 ทรงตัวแข็งแกร่ง จับตาผลกระทบจากสงคราม
BA รายงานกำไรจากการดำเนินงาน 4Q25 ที่ 824 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% YoY หนุนโดยอัตรากำไรที่สูงขึ้น ในขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน 4Q25 ลดลง 46% QoQ เนื่องจากจำนวนผู้โดยสารและราคาบัตรโดยสารที่ลดลง (ปกติไตรมาส 3 เป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวเกาะสมุย)
จากการประเมินเบื้องต้น ผลการดำเนินงานปี 2026 มีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อเนื่อง หนุนโดยจำนวนผู้โดยสารและราคาบัตรโดยสารที่ทรงตัวจากปีก่อนในระดับประมาณ 4,200 บาท
อย่างไรก็ตาม อาจมีการทบทวนหากสถานการณ์สงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ/อิสราเอลยืดเยื้อ ณ ปัจจุบัน ยังไม่เห็นผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อยอดการจองที่นั่ง (BA มีสัดส่วนรายได้ผู้โดยสารจากจุดขายยุโรป 46% และตะวันออกกลาง 7%) แต่ในระยะสั้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสายการบินอาจได้รับผลกระทบจากสงครามเนื่องจากสายการบินตะวันออกกลางเป็นลูกค้ากลุ่ม Top 5 ทั้งนี้บริษัทได้ทำ fuel hedging ไปแล้ว ~30%
Our view: ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา Consensus ยังคงประมาณการกำไรสุทธิของ BA ปี 2026 ไว้ตามเดิมที่ 3,750 ล้านบาท (เติบโต 6% YoY) อย่างไรก็ตามเรามองว่าประมาณการกำไรปีนี้อาจมี downside risk หากสถานการณ์สงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ/อิสราเอลยืดเยื้อ

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ฝ่า1,600จุด By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง มองหุ้นไทย คงใช้หุ้นใหญ่ ไม่กี่ตัว ตีฝ่า วงล้อม ให้ ฝ่าดัชนีตลาดไปที่ 1,600 จุด.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้