Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.ทิสโก้ : ITC เปลี่ยนคำแนะนำเป็น “ถือ” ราคาเป้าหมาย 18.50 บาท

47

 

Company Note
i-Tail Corporation

ITC ประกาศกำไร 4Q25 อยู่ที่ 793 ล้านบาท (ทรงตัว YoY, -2%QoQ) แม้ว่ารายได้ในรูปสกุลเงินดอลลาร์จะเติบโต 6.7% YoY และ 3% QoQ แต่ในเชิงของค่าเงินบาท รายได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากผลกระทบค่าเงินบาทแข็งค่า โดยสัดส่วนสินค้า premium mix จะยังอยู่ในระดับสูง 53% โดย 1) ยอดขายในภูมิภาคอเมริกาเพิ่มขึ้น +14% YoY จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้ารายสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าตราห้าง (private label) และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงจากโครงสร้างการขายสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไป 2) ยอดขายในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียลดลง -22.6% YoY โดยได้รับผลกระทบหลักจากการลดลงของยอดขายในญี่ปุ่นจากภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอและการแข็งค่าของสกุลเงินท้องถิ่น 3) ตลาดยุโรปยอดขายเพิ่มขึ้น +12.9% YoY จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งจากลูกค้ารายสำคัญและลูกค้าใหม่

อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทอยู่ที่ 25.8% เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าสัดส่วนผลิตภัณฑ์พรีเมียมจะลดลงเล็กน้อยเป็น 53% แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เพิ่มขึ้น QoQ มาจากค่าระวางขนส่งที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตราส่วน SG&A ต่อรายได้อยู่ที่ 10.8% ซึ่งสูงกว่า 10% ใน 3Q25 แต่ยังคงต่ำกว่าระดับ 11.3% ใน 4Q24 เนื่องจากค่าบริการที่ปรึกษาในโครงการ Transformation ลดลง

กำไรทั้งปี 2025 อยู่ที่ 2,978 ล้านบาท (-17%YoY) มาจากผลประกอบการของครึ่งปีแรกที่ลดลงเนื่องจากการลดสินค้าคงคลังในกลุ่มยุโรป และเรื่องภาษีนำเข้าสหรัฐฯส่งผลกระทบปริมาณการขายชะลอตัว โดย 1) ยอดขายในภูมิภาคอเมริกาเพิ่มขึ้น +17.8% YoY โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายผลิตภัณฑ์ภายใต้ฉลากของลูกค้า (private label expansion) และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 2) ยอดขายในยุโรปลดลงเล็กน้อย -3.3% YoY โดยยอดขายในครึ่งปีแรกอ่อนตัว แต่กลับมาปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังจากการดำเนินงานเชิงพาณิชย์แบบเจาะจงตามตลาดเป้าหมาย 3) ยอดขายในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียลดลง 16.7% YoY จากความต้องการที่ลดลงของลูกค้ากลุ่มแบรนด์ระดับโลก แม้ว่าลูกค้ากลุ่มอื่นในภูมิภาคนี้ยังคงมีผลการขายค่อนข้างทรงตัว

อัตราทำกำไรทั้งปีที่ลดลงเนื่องจากการสัดส่วน product mix ของสินค้า premium เฉลี่ยที่ลดลง, การช่วย support ลูกค้าจากผลกระทบภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ในครึ่งปีหลัง และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 15.3% YoY จากการเพิ่มขึ้นของค่าบุคลากร, ค่าที่ปรึกษา, และค่าระวางขนส่งในไตรมาส 4 และค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เพิ่มขึ้น 5.7% YoY จากการรับรู้อัตราภาษีเงินได้ขั้นต่ำ (Global Minimum Top-up Tax)

บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลรวมทั้งปี 2025 ได้ในอัตราสูงถึง 85.6% ของกำไรสุทธิ โดยจ่ายไปแล้ว 0.40 บาทต่อหุ้นและจะจ่ายส่วนที่เหลือ 0.45 บาทในเดือนเมษายน 2026


บริษัทวางเป้าหมายและแนวโน้มปี 2026

สำหรับปี 2026 บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโต 8-11% (ถ้าสกุลเงินดอลลาร์เติบโตที่ 9-12%) ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของตลาดโลกถึง 3 เท่า โดยคาดหวังอัตรากำไรขั้นต้นในช่วง 23-25% ต่ำกว่าปีที่ผ่านมาจากผลกระทบค่าเงินบาทแข็งค่า, สัดส่วน product mix และกลยุทธ์การปรับราคาเพื่อเพิ่มยอดขาย และอัตราส่วน SG&A ต่อการขายในช่วง 9-10% นอกจากนี้ บริษัทยังวางงบประมาณในการลงทุน (CAPEX) ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมในการขยายตัวต่อไปในอนาคตบริษัทยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาและขยายกิจการอย่างต่อเนื่องผ่านการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) โดยผู้บริหารได้มีการพูดคุยกับผู้มีศักยภาพในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาและมีความคืบหน้าในระดับสูงในหลายๆ โครงการ อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่แข็งค่ายังเป็นปัจจัยท้าทาย (บริษัทตั้งเป้าค่าเงินบาท 32.50 บาทในปี 2026) โดยกลยุทธ์การเติบโตจะเน้นทั้งในส่วนของสินค้าที่เป็นนวัตกรรมใหม่ (NPD) และการขยายธุรกิจใหม่ (New Business) โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ที่ยังคงมีโมเมนตัมที่ดีต่อเนื่อง


เราคาดผลประกอบการปี 2026F จะกลับมาเพิ่มขึ้น แต่ยังมี downside risk ผลกระทบค่าเงินบาท

แนวโน้ม 1Q25F เราคาดจะเติบโตได้ YoY จากปีที่ผ่านมาฐานค่อนข้างต่ำ เราคาดกำไรปี 2026F ที่ 3.24 พันล้านบาท (+9% YoY) โดยมีปัจจัยหนุนจากตลาดอเมริกาที่คาดเพิ่มขึ้นปีละ 10% จากการปรับ product mix ได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้นจากปริมาณการขายที่มากขึ้น แม้ว่า ASP จะลดลง ขณะที่ตลาดยุโรปและเอเชียเราคาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 5% ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตามยังมีความเสี่ยง downside risk จากค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่า ปัจจุบันอยู่ที่ 31.19 บาท/US$ ประมาณการของเราคาดค่าเงินบาทที่ 32.5 บาท/US$

ความคืบหน้าโครงการ Tailwind และการบริหารจัดการต้นทุน

ระยะเวลาโครงการ Tailwind มีแผนจะสิ้นสุดในช่วงปลายไตรมาส 1 หรือต้นไตรมาส 2 ของปี 2027 สำหรับผลกระทบสุทธิ (Net Impact) ของโครงการ Tailwind ในปี 2026F จะอยู่ในระดับที่สมดุล (Balance) เนื่องจากค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้ที่ปรึกษาจะใกล้เคียงกับประโยชน์ที่ได้รับ แต่จะเริ่มเห็นผลบวกอย่างมีนัยสำคัญในปี 2027 เมื่อค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาหมดไปในขณะที่การประหยัดต้นทุน (Saving) จะมาจากทั้งด้านการผลิต (Manufacturing) และการจัดซื้อ (Procurement) ซึ่งจะสะท้อนออกมาในรูปของอัตรากำไรขั้นต้น (GP Margin)

เราเปลี่ยนคำแนะนำเป็น “ถือ” จาก “ซื้อ”

เราเปลี่ยนคำแนะนำเป็น “ถือ” จาก “ซื้อ” จากราคาหุ้นปัจจุบันได้ปรับเพิ่มขึ้นไม่มี upside จากราคาเป้าหมายของเราที่ 18.50 บาท อ้างอิง PER forward 17x ปัจจุบันซื้อขาย PER26F 16.6x สถานะการเงินเป็น net cash ความเสี่ยงหลักคือเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ค่าเงินบาทแข็งค่า

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ฝ่า1,600จุด By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง มองหุ้นไทย คงใช้หุ้นใหญ่ ไม่กี่ตัว ตีฝ่า วงล้อม ให้ ฝ่าดัชนีตลาดไปที่ 1,600 จุด.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้