Today’s NEWS FEED

News Feed

HotNews: MINT คงแผนธุรกิจ ปี68-71 กำไรสุทธิจากการดำเนินงาน โตเฉลี่ย15-20% ต่อปี หลังปี 68 พุ่ง 16% แตะ 9,700 ล้านบาท

409

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 13 กุมภาพันธ์ 2569 )-----  MINT ปี 68 กำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 9,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น16% เทียบกับปีก่อน แม้บาทแข็งกระทบ ด้านรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนของกลุ่มโรงแรมยังแกร่ง  พร้อมคงแผนธุรกิจปี68 -71  รายได้โตเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 6-8  และกำไรสุทธิจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นต่อปีที่ร้อยละ 15-20
 
บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)MINT รายงานงบการเงินรวมปี 2568 กำไรสุทธิ 9,009 ล้านบาทเทียบกับปีก่อนกำไรสุทธิ 7,750 ล้านบาท

สำหรับปี 2568 รายได้ตามที่รายงานและกำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษีและค่าเสื่อมของบริษัททรงตัวอยู่ที่ 167,241 ล้านบาท และ 44,435 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบำทที่แข็งค่าขึ้น ขณะที่กำไรสุทธิ ตำมที่รายงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 สะท้อนให้เห็นถึงค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลง

ทั้งนี้ปี 2568 รายได้จากการดำเนินงานของบริษัททรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่หากไม่รวม ผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก รายได้จากการดำเนินงานจะเติบโตร้อยละ 3 เมื่อ เทียบกับปีก่อน มาอยู่ที่ 165,513 ล้านบาท การเติบโตดังกล่าวเป็นผลมาจากการดำเนินงานของโรงแรมที่ดีขึ้นใน ยุโรป ออสเตรเลีย และมัลดีฟส์ รวมถึงการขยายเครือข่ายสาขาอย่างต่อเนื่องในตลาดเป้าหมายบางแห่งของไม เนอร์ ฟู้ด และการดำเนินกลยุทธ์เน้นศูนย์กลำงแต่ละประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่กำไรจากการ ดำเนินงำนก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษีและค่าเสื่อมเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับปีก่อน (หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เมื่อ เทียบกับปีก่อน หากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน) มาอยู่ที่ 44,973 ล้านบาท อีกทั้งภาระดอกเบี้ยที่ลดลง ช่วยยกระดับคุณภาพของผลประกอบการ ส่งผลให้กำไรสุทธิจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับปีก่อน มาอยู่ที่ 9,700 ล้านบาท

โดย ไมเนอร์ โฮเทลส์ ยังคงเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลัก โดยมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 73 ของกำไรจำกการดำเนินงาน ของบริษัทในปี 2568

ในปี 2568 รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนของกลุ่มโรงแรมทั้งหมด (system-wide) ของบริษัทเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 เมื่อ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่ำาไรก็ตาม หากพิจารณาในสกุลเงินท้องถิ่น รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนจะเติบโต ในอัตราที่เร่งกว่า สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงำนในตลาดหลักต่าง ๆ

 

นายชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน  บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)MINT   เปิดเผยแนวโน้มธุรกิจในอนาคตข้างหน้า  บริษัทยังคงมีความเชื่อมั่นในการสร้างการเติบโตของผลประกอบการอย่างยั่งยืนและเพิ่มมูลค่าของผู้ถือหุ้นในระยะยาวต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาคที่ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ด้วย แพลตฟอร์มธุรกิจที่มีความหลากหลาย การจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัย รวมไปถึงรูปแบบการดำเนินงำนที่ยืดหยุ่น ทั้งหมดเป็นรากฐำนที่มั่นคงในการรับมือต่อความผันผวนและยังช่วยการสร้างโอกำสในการเติบโตเชิงโครงสร้าง ทั้งนี้ แผนเชิงกลยุทธ์ทั้งห้าของบริษัทได้รับการออกแบบมาเพื่อเร่งกำรเติบโตของธุรกิจและผลประกอบการ ใน ขณะเดียวกันยังช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนำคต 

บริษัทยังคงเดินหน้ำเสริมคว่มแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ที่มีความแตกต่างและหลากหลาย ทั้งในธุรกิจ โรงแรมและธุรกิจอาหาร ด้วยโครงสร้างแบรนด์ดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถเข้าถึงและตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ หลากหลาย ครอบคลุมหลายภูมิภำค และรองรับรูปแบบการเดินทางและการรับประทานอาหารในโอกาสต่าง ๆ ได้ อย่างกว้างขวาง ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาตลาดหรือปัจจัยขับเคลื่อนความต้องการจากตลาดใดตลาดหนึ่ง 

ในส่วนของธุรกิจโรงแรม พอร์ตโฟลิโอของบริษัทครอบคลุมทั้งแบรนด์ระดับลักซ์ชัวรี (Luxury) แบรนด์พรีเมียม (Premium) และแบรนด์ซีเล็คท์ (Select) อีกทั้งมีการเปิดตัวแบรนด์ต่างๆและแนวคิดไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ อาทิเช่น The Wolseley Hotels, Minor Reserve Collection, Colbert Collection และ iStay Hotels ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นใน การดำเนินธุรกิจและยกระดับผลตอบแทนในอนาคต นอกจากนี้ โครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ (Branded Residences) ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกการเติบโตที่สำคัญและสร้ำงอัตรากำไรที่ค่อนข้างสูงภายในพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ ของบริษัท โดยมีการบูรณาการอย่างใกล้ชิดกับแบรนด์โรงแรม ซึ่งช่วยเพิ่มผลตอบแทนรวมของโครงการ และเสริม ความชัดเจนของรายได้ในอนาคต ทั้งนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะขยายโครงการที่อยู่อาศัยภำยใต้แบรนด์ต่างๆ ไปสู่แบบ stand-alone ภายใต้สัญญาบริหารจัดการ เพื่อขยายขอบเขตตลาดให้กว้างขึ้น โดยโครงการเหล่านี้จะช่วยสนับสนุน กระแสรายได้ที่จะเกิดขึ้นอย่ำงต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ยอดขายโครงการที่อยู่อาศัย Kiara Reserve ที่ภูเก็ต มูลค่าราว 3 พันล้านบาท ซึ่งจะเพิ่มกระแสเงินสดได้อย่างมีนัยสำคัญในปี 2569 

ในกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร เรายังคงปรับโฉมและพัฒนาแบรนด์หลักอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาแนวคิดแบรนด์ ใหม่ ๆ โดยแต่ละแบรนด์ใหม่ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของคุณค่าที่ชัดเจนสำหรับผู้บริโภค มีโครงสร้างหน่วย เศรษฐกิจ (Unit economics) ที่แข็งแกร่ง และรูปแบบการดำเนินงำนที่สามารถขยายขนาดได้อย่ำงมีประสิทธิภาพ นอกเหนือจาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เรายังคงเดินหน้านำสนอรูปแบบร้านใหม่ ๆ ที่ออกแบบมำเพื่อรองรับการ ขยายตัวและเพิ่มความยืดหยุ่น โดยรูปแบบร้านค้าแบบใหม่ ได้แก่ Dairy Queen Modular, The Pizza Company Express และ The Coffee Club Café ช่วยให้บริษัทสามารถขยายสาขาไปยังทำเลที่หลำกหลายมากขึ้น และสร้าง โอกาสการเติบโตในช่วงเวลาการบริโภคที่แตกต่ำงกัน พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพกำรใช้เงินลงทุนและเร่งความเร็ว ในการเปิดสาขาใหม่ในตลาด 

 
การขยายธุรกิจทั่วโลกยังคงขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์แบบ Asset-light และมุ่งเน้นรายได้ค่าธรรมเนียมเป็นหลัก โดยให้ ความสำคัญกับสัญญาบริหารจัดการ สัญญาแฟรนไชส์ และข้อตกลงการพัฒนาโครงการหลัก เพื่อขยายฐานธุรกิจ ของบริษัทควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เงินทุนและความสามารถในการสร้างผลตอบแทน ซึ่งการ เติบโตจะมาจากทั้งการเจาะตลาดเชิงลึกในภูมิภาคยุทธศาสตร์หลัก และการเข้าสู่ตลาดใหม่ ในธุรกิจโรงแรม บริษัท มุ่งหน้าเสริมสร้างความแข็งแกร่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป และตะวันออกกลาง พร้อมทั้งขยายเข้าสู่ ภูมิภาคและเมืองใหม่ ๆ ได้แก่ แอฟริกาเหนือ (โมร็อกโกและอียิปต์) เอเชียเหนือ (ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้) แคริบเบียน และเมืองเพิ่มเติมในตะวันออกกลาง เช่น ริยาดในซำอุดีอาระเบีย  ในขณะเดียวกัน ประมาณร้อยละ 20 ของแผนการ

ขยายพอร์ตโฟลิโอของโรงแรมในปัจจุบันมีองค์ประกอบของโครงการที่อยู่อาศัยร่วมอยู่ด้วย ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมและเพิ่มศักยภาพผลตอบแทนโดยรวม และสำหรับไมเนอร์ ฟู้ด บริษัทยังคงเร่งขยายการ เติบโตไปทั่วโลกผ่ำนระบบแฟรนไชส์ โดยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยและ อินโดนีเซียยังคงเป็นตลาดเป้าหมายหลัก ขณะที่การขยายธุรกิจในประเทศอินเดียนับเป็นโอกาสในการเติบโตที่ น่าสนใจ โดยบริษัทได้เริ่มเข้าสู่ตลาดผ่ำนแบรนด์ Sanook Kitchen และ Scoop Wonder  


แผนการปลดล็อกมูลค่าเชิงกลยุทธ์ของบริษัท บริษัทกำลังศึกษาแนวทางการสร้างมูลค่าเชิงกลยุทธ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อปลดล็อกมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทใน ส่วนที่ยังไม่ได้รับการสะท้อนอย่างเต็มที่ ผ่านแผนการเสนอขายทรัสต์เพื่อกำรลงทุนในอสงหาริมทรัพย์ (REIT) ซึ่ง คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยโครงการริเริ่มเหล่านี้จะช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ ธุรกิจของบริษัทไปสู่ asset-light มากยิ่งขึ้น และเพิ่มผลตอบแทนต่อเงินทุน 


 การสร้างอนาคต ภายใต้แผนธุรกิจ  สำหรับปี 2568 - 2571 บริษัทยังคงเป้าหมายเดิม ได้แก่ การเติบโตของ รายได้เฉลี่ยต่อปีร้อยละ 6-8 และการเติบโตของกำไรสุทธิจากการดำเนินงานต่อปีที่ร้อยละ 15-20 โดยคาดว่า จะได้รับแรงหนุนจากอัตรากำไรที่สูงขึ้นจาก operating leverage ที่ดีขึ้น รวมถึงสัดส่วนรายได้จากค่าธรรมเนียม บริหารโรงแรมและแฟรนไชส์ร้านอาหารที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายอัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุนหลัก (Core ROIC) มากกว่าร้อยละ 12 และเร่งการขยายธุรกิจในรูปแบบ asset-light เพื่อให้มีจำนวนโรงแรมภายใต้สัญญาเกินกว่า 850 แห่ง และร้านอาหารกว่า 4,000 สาขาทั่วโลกภายในปี 2571 นอกเหนือจากการขยายขนาด ธุรกิจแล้ว บริษัทยังคงให้ความสำคัญอย่ำงยิ่งกับคุณภาพของสินทรัพย์โรงแรมและสาขาร้านอาหาร โดยมุ่งเน้น ความสอดคล้องกับกลยุทธ์แบรนด์ และผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว 

----จบ---

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

คลายกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ หุ้นไทย ปรับตัวขึ้น ตามตลาดต่างประเทศ บน นักลงทุน คลายความกังวล เฟด.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้