แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯส่งสัญญาณมิกซ์ ขณะที่ไทยดีขึ้น
KEY FINDINGS:
สหรัฐฯ: ดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น 0.5% ขณะที่เครื่องมือชี้วัดภาวะอารมณ์ตลาด (Sentiment Indicators) ส่งสัญญาณมิกซ์ โดยดัชนี Fear & Greed Index ปรับตัวขึ้นจากระดับคะแนน 34 จุด สู่ 40 จุด ซึ่งยังอยู่ในโซน Fear อย่างไรก็ตามผลสำรวจ AAII กลับมี Bull-Bear Spread ที่ลดลง
ไทย: ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.1% จากสัปดาห์ก่อนหน้า สอดคล้องกับมาตรวัด BLS Greed & Fear Barometer ที่คะแนนปรับขึ้นจากโซน Neutral สู่โซน Greed โดยคะแนนปรับขึ้นจาก 54 คะแนนเป็น 57 คะแนน
US MARKET SENTIMENT TRACKER:
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น 0.5% โดยไม่สามารถทะลุแนวต้านสำคัญบริเวณ 7,000 จุด ขณะที่เครื่องมือชี้วัด Sentiment ส่งสัญญาณมิกซ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย CNN Fear & Greed Index ปรับตัวขึ้นจากระดับ 34 จุด เป็น 40 จุด ซึ่งยังคงอยู่ในโซน Fear หนุนจากองค์ประกอบด้าน Market Breadth อันได้แก่ Net new 52-week highs ad lows และ McClellan Volume Summation Index ที่ปรับตัวขึ้น สะท้อนว่าตลาดปรับขึ้นได้แบบกระจายตัวมากขึ้น รวมถึง Put/Call Ratio ได้ปรับตัวลงจากระดับ 0.81 จุดสู่ระดับ 0.79 จุด สะท้อนว่านักลงทุนลดสถานะการป้องกันความเสี่ยงจากตลาดขาลงบางส่วน
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนของ AAII สะท้อนถึงมุมมองเชิงลบต่อตลาดในช่วง 6 เดือนข้างหน้าที่มากขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง โดยมุมมองฝั่ง Bearish เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 29.0% เป็น 38.1% (สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว ที่ 31.0% ) ขณะที่มุมมองฝั่ง Bullish ลดลงจาก 39.7% เป็น 38.5% (สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 37.5%) ส่งผลให้ Bull-Bear Spread ปรับตัวลดลงถึง 10.3% สู่ระดับ 0.4%
THAI MARKET SENTIMENT TRACKER:
ในส่วนของตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET ปรับขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง +7.1% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า หนุนจากผลการเลือกตั้งที่คาดว่าจะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ขณะที่มาตรวัด BLS Greed & Fear Barometer ปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สี่ โดยในสัปดาห์ล่าสุด มาตรวัดปรับขึ้นจากโซน Neutral ที่คะแนน 54 คะแนนสู่โซน Greed ที่ 57 คะแนน ซึ่งถือเป็นการกลับเข้าสู่โซน Greed เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2025 หนุนจากการปรับขึ้นของเกือบทุกองค์ประกอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดัชนี Momentum Strength ที่ปรับขึ้นจาก +28.0 จุด สู่ +46.6 จุด และ Market Breadth ที่ยังคงปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
IMPLICATION:
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีความเปราะบาง เห็นได้จากหุ้นเทคโนโลยีที่แกว่งตัวผันผวนมากขึ้น ทั้งนี้ Market Momentum ได้เริ่มปรับตัวลงตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา อีกทั้ง Put/Call Ratio ซึ่งแม้ว่าจะปรับตัวลงในระยะสั้น แต่หากพิจารณาภาพใหญ่ตั้งแต่กลางเดือน ธ.ค. 2025 เป็นต้นมา จะเห็นลักษณะของการยกฐานสูงขึ้น สะท้อนถึงแนวโน้มหลักในเพิ่มขึ้นของการป้องกันความเสี่ยงจากภาวะตลาดขาลง เราจึงแนะนำให้ผู้ลงทุนเพิ่มความระมัดระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากแรงกดดันทางตลาดอาจทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะภายหลังสิ้นสุดฤดูกาลประกาศผลประกอบการ
สำหรับตลาดหุ้นไทย ภาพรวมยังคงส่งสัญญาณบวกต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การที่ดัชนี Bull-to-Bear ปรับตัวขึ้นต่อในโซนกรอบบนสู่ระดับ 94% รวมถึงดัชนี Momentum Strength ที่ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 16 เดือน สะท้อนว่าตลาดเข้าใกล้ภาวะตึงตัวและอาจเผชิญแรงขายทำกำไรในระยะสั้น ซึ่งจะทำให้เกิดความผันผวนและการพักฐานชั่วคราว
สรุปภาพตลาดวานนี้ SET บวกแรงต่อเมื่อวาน โดยเป็นการกลับมาเล่นหุ้นในกลุ่มนำเดิม อย่างพลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ ไอซีที ธนาคาร (แทบไม่ค่อยมีแรงขาย เหมือนกับวันที่บวก 50 จุด) ขณะที่ Momentum ตลาดที่ดี ทำให้หุ้นกลาง-เล็ก บวกแรงไปด้วย เช่น WASH JPARK JMART DITTO BBIK GUNKUL ADVICE VGI PTG NEX เป็นต้น
แนวโน้มตลาดวันนี้ วาเลนไทน์สีเขียว
คงคาดหุ้นไทยขึ้นต่อ โดยแนวโน้มขาขึ้นคาดลากยาวออกไปถึงเดือน มีค. ขณะที่จังหวะพักฐาน ราคาหุ้นขนาดกลางมีแนวโน้มจะ Outperform ตลาด
สำหรับกลยุทธ์การหยิบหุ้นขนาดกลาง มาเล่นระหว่างนี้ เราเลือกจากการหาหุ้นที่มี แนวโน้มผลการดำเนินงานสอดคล้องกับ รูปแบบการฟื้นตัวของวัฏจักรเศรษฐกิจ, มีโอกาสรับอานิสงส์นโยบายส่งเสริมการลงทุน (Fast pass, M&A) และเรายังคงถือหุ้นใหญ่ที่สอดคล้องกันด้วย เช่น GULF TOP
ปัจจัยสนับสนุนการขึ้นต่อของหุ้นไทย ยังคงมาจากประเด็นที่เราคาดการณ์เดิม เช่น
1) แรงซื้อดัก Flows rotation
2) กองทุนในประเทศ ตุนกระสุนเงินไว้เยอะจากการขายหุ้นไทยมาตลอด 5 เดือน
3) แรงซื้อคืนจาก Cover short พอหุ้นยิ่งขึ้นยิ่งเริ่มเข้า Mode: Short Squeeze
4) นโยบาย ตลท. กลต. สนับสนุน เช่น โครงสร้าง ผถห.2 ระดับ, M&A, กม.อาญาลงโทษคนทำผิด Naked short เข้มงวดขึ้นคาดเริ่มใช้ไตรมาสนี้
5) วิถีต้นทุนทางการเงิน ที่ลดลง หนุน Earnings momentum
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง, หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการ เก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค
ดัชนีทำจุดสูงสุดในรอบ 13 เดือน ทะลุเส้น EMA 200 week & จุด Pivot point สำเร็จ! แนวรับ (Support) 1,410 และ 1,400 จุด (ซึ่งเคยเป็นแนวต้านสำคัญ ปัจจุบันเปลี่ยนหน้าที่เป็นแนวรับแข็งแกร่ง) แนวต้าน (Resistance): 1,450 จุด (Fibo 61.8%) ถัดไป 1,500 (previous high ปี 2024) หรือหากมองไกลกว่านั้นจะอยู่ที่ตำแหน่ง 1,550 จุด (Fibo 78.6%) จับตา Volume & Fund Flow นักลงทุนต่างชาติกลับมา Net Buy อย่างมีนัยสำคัญ (ล่าสุดซื้อสุทธิไปแล้วทั้งสิ้น 4.7 หมื่นล้านบาท YTD) อย่างไรก็ตาม RSI เข้าใกล้เขต Overbought (70+) ในระยะสั้น อาจมีความผันผวน แต่ตราบใดที่ไม่หลุดแนวรับยังเป็นโครงสร้างขาขึ้นชัดเจน
วินัยการลงทุน: หากดัชนีพักตัวลงมาทดสอบแนวรับ 1,410-1,415 จุด ไม่หลุดเป็นจังหวะ "Buy on Dip" ที่น่าสนใจครับ
What to watch ทรัมป์เซ็นคำสั่งบริหารหนุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน สั่งเพนตากอนรับซื้อไฟ-ทุ่มงบ อัปเกรด: โดยสั่งกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ทำข้อตกลงรับซื้อกระแสไฟฟ้าในปริมาณที่ไม่ระบุจากโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน ซึ่งถือเป็นมาตรการล่าสุดของทำเนียบขาวในการให้ความช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมถ่านหิน
กลต.เปิดรับฟังความเห็น ปรับเกณฑ์ Short sell ให้เข้มงวดขึ้น โดยเกณฑ์ใหม่มีแนวโน้ม ผลบังคับใช้ทันภายในไตรมาสแรกของปีนี้
ตลท.กำลังจะเสนอนโยบาย ต่อ ครม.ใหม่ ผลักดันหุ้นไทยขึ้นชั้น Financial Hub
1. สังคายนาข้อบังคับตลาดหุ้น (ที่โบราณ) ยกเครื่องกฎเกณฑ์่ให้ทันสมัย รวดเร็ว ลดขั้นตอน
2. เสนอ "โครงสร้างหุ้น 2 ระดับ" (Dual class of share) เทียบชั้น Financial Hub เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ เปิดทางต่างชาติซื้อหุ้นไทยได้ไม่จำกัด แต่สิทธิในการโหวตยังเป็นของคนไทยเพื่อป้องกันการครอบงำกิจการแบบไม่เป็นมิตร
3. โครงสร้างหุ้น 2 ระดับ จะเปิดทางให้เกิดธุรกรรม M&A เพิ่มมากขึ้น และสนับสนุนการ M&A เพื่อสร้างกิจการที่มีการเติบโตสูงในตลาดหุ้นไทย
4. เสนอปรับเกณฑ์ TISA้ จูงใจให้ซื้อหุ้นไทยมากยิ่งขึ้น เช่น เว้นภาษีปันผลและกำไร (เรายังไม่ชัวร์เรื่องภาษีกำไร ว่าเป็นรูปแบบไหน)
5. มาตรการดึงดูด New economy เข้ามา ระดมทุนในตลาดหุ้นไทย
6. เพิ่มความต่อเนื่อง การเดินสาย นำ บจ.ไทย ให้ข้อมูล นลท.ต่างชาติ (Road show) เนื่องด้วยมีการแสดงความสนใจ ซื้อหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติระยะยาว เข้ามามากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
7. ลื้อเกณฑ์ IPO ครั้งใหญ่ใหม่หมด เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพิ่มสภาพคล่อง เพื่มมูลค่าหุ้น เปิดทางให้ตลาดหุ้นไทยแข่งดึง IPO จากต่างประเทศได้ โดยตอนนี้มีการเจรจา บ.ยักษ์ในจีนเข้ามาจดทะเบียน (Foreign Listing)
หุ้นแนะนำวันนี้
EGCO พอร์ตโรงไฟฟ้าสหรัฐฯสูงกว่ากลุ่ม พร้อม COD โรงไฟฟ้าในสหรัฐปีนี้อีก 628mw หนุนกำไรโตก้าวกระโดด
แนวรับ 120 ต้าน 130 Stop loss 115
Tactical port ถอด OSP เปลี่ยนเข้า EGCO
รายงานพื้นฐานวันนี้
Property Sector
แม้จะเริ่มนิ่ง แต่การวิ่งกลับจะไม่พร้อมกัน
เราคาดกำไรหลักกลุ่มอสังหาฯ 4Q25 อยู่ที่ 4.6 พันล้านบาท ลด 15% YoY แต่เพิ่ม 2% QoQ สะท้อนว่ากำไรผ่านจุดต่ำสุดแล้ว รายได้รวมอยู่ที่ 4.29 หมื่นล้านบาท (-4% YoY, +18% QoQ) จากแรงหนุนการโอนปลายปีและ backlog ขณะที่ GM ที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 30.1% ดีขึ้น YoY แต่ margin หลักยังถูกกดดันจากการแข่งขันราคาและต้นทุนดำเนินงาน ทำให้ภาพรวมเป็นเพียง “ทรงตัว” มากกว่า ฟื้นตัว
ระดับรายบริษัทเห็นความแตกต่างชัด AP ยังยืนได้ดี กำไรทรง YoY และโต 12% QoQ จากการโอน, SIRI ฟื้น QoQ เด่นสุด (+31%) จากการโอนคอนโดและคุมมาร์จิ้นได้ดี, SC โตเล็กน้อยทั้ง YoY และ QoQ จาก โอนคอนโดเพิ่ม ขณะที่ SPALI กำไรยังหด YoY มาก (-39%) แต่เริ่มทรงตัว QoQ ส่วน LH อ่อนแอสุดจากดีมานด์ low-rise ในลูกค้ากลุ่มนี้ที่ยังไม่กลับมา
มุมมองการลงทุน ภาคอสังหาฯ เปลี่ยนจาก “หดตัว” สู่ “ทรงตัว” หลังจุดต่ำสุดอยู่ช่วงกลางปี 2025 แต่ยังไม่เข้าสู่ช่วงขยายตัวจริง เพราะการฟื้นตัวของดีมานด์ โดยเฉพาะ low-rise ยังจำกัด และ upside margin ยังไม่ชัด อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงฐานะทางการเงินของผู้ประกอบการรายใหญ่ยังควบคุมได้ ทำให้ธีมลงทุนเน้นการเลือกกลุ่มที่ฐานะการเงินแข็งแรง และมีสัดส่วนของคอนโด ซึ่งจะได้ประโยชน์มากกว่าในช่วงกลับเข้าสู่ภาวะปกติในปี 2026
Fundamental view: เราชอบ AP, SPALI, SC และ SIRI จากฐานะทางการเงินแข็งแรงและสัดส่วนคอนโดสูง เหมาะกับช่วงตลาดฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าการเร่งตัวในปีนี้
รายงานผลประกอบการวันนี้
TOP
ไทยออยล์
(+) TOP รายการกำไรสุทธิ 4Q25 ที่ 2,458 ล้านบาท หักรายการพิเศษ กำไรหลักจะอยู่ที่ 5,714 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 96% YoY และ Turnaround QoQ สูงกว่าที่เราและตลาดคาด 9% และ 16% ตามลำดับ เกิดจากค่าใช้จ่ายภาษีเฉลี่ยน้อยกว่าคาด พร้อมจ่ายเงินปันผล 2H25 ที่ 1 บาท (เราคาด 1.10 บาท) คิดเป็น Div yields 1.9% ขึ้น XD วันที่ 25 ก.พ. โดยประเด็นบวกรอบนี้ ได้แก่ 1) Utilization rate สูงขึ้น, 2) ค่าการกลั่นดีขึ้น, 3) อัตรากำไรธุรกิจ Aromatic ขยายตัว เป็นต้น ส่วนแนวโน้ม 1Q26 คาดกำไรยังเติบโตต่อ YoY จากค่าการกลั่น และ QoQ จากหลายธุรกิจที่ฟื้นพร้อมๆ กัน เราปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 58 บาท (จาก 40 บาท) โดย Re-rate valuation PBV ขึ้นเป็น 0.7 เท่า ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมากว่า 31% จากที่เราได้ออก Tactical Idea ไปเมื่อ 8 ม.ค. เรายังแนะนำ Let-profit-run ต่อ
SPRC
สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง
(+) SPRC รายการกำไรสุทธิ 4Q25 ที่ 1,090 ล้านบาท หักรายการพิเศษ กำไรหลักจะอยู่ที่ 2,472 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12-เท่า YoY และ 119% QoQ กำไรสุทธิดีกว่าเราคาด 12% แต่ต่ำกว่าตลาดคาด 16% ตามลำดับ พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผล 2H25 ที่ 0.30 บาท คิดเป็น Div yields 4.1% ขึ้น XD 5 มี.ค. แนวโน้ม 1Q26 คาดกำไรเพิ่มขึ้น YoY (จากค่าการกลั่น) แต่ลดลง QoQ (มีค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุงตามกำหนดการที่สูงขึ้นในไตรมาสนี้) เราปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 7.80 บาท (จาก 6.20 บาท) โดย Re-rate PBV เป็น 0.9 เท่า (จาก 0.7 เท่า) ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมากว่า 13% จากที่เราได้ออก Tactical Idea ไปเมื่อ 8 ม.ค. เรายังแนะนำ Let-profit-run ต่อ และยังเป็นหุ้นโรงกลั่นทีได้ ปันผลสูงถึง 6-7%
BCP
บางจาก คอร์ปอเรชั่น
(0) BCP รายการกำไรสุทธิ 4Q25 ที่ 2,217 ล้านบาท หักรายการพิเศษ กำไรหลักจะอยู่ที่ 6,374 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 217% YoY และ 196% QoQ เป็นไปตามที่เราและตลาดคาด แนวโน้ม 1Q26 คาดกำไรหลักขยายตัว YoY แต่ลดลง QoQ ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมากว่า 27% จากที่เราได้ออก Tactical Idea ไปเมื่อ 8 ม.ค. เรายังแนะนำ Let-profit-run ต่อ
AOT
ท่าอากาศยานไทย
(0) AOT รายการกำไรสุทธิงวด 1Q26 (ต.ค.-ธ.ค.) ที่ 4,653 ล้านบาท และกำไรหลักที่ 4,739 ล้านบาท ลดลง 12% YoY แต่เพิ่มขึ้น 12% QoQ เป็นไปตามที่เราและตลาดคาด แรงกดดัน YoY ยังมาจาก Duty free เป็นหลัก ขณะที่ธุรกิจการบินรายได้ทรงตัว YoY, QoQ ได้ แนวโน้ม 2Q26 (ม.ค.-มี.ค.) คาดเห็นกำไรจะยังลดลง YoY อยู่ (จากประเด็นเดิม) แต่เพิ่มขึ้น QoQ จากจำนวนผู้โดยสาร ซึ่งก็เป็นปัจจัยที่อาจจะสร้าง Upside เพิ่มในปีนี้ด้วย (จากแนวโน้ม นทท. จีนที่ดีขึ้น) นอกจากนี้ ประเด็น PSC หลังได้รัฐบาลใหม่ที่ดูต่อเนื่อง ก็จำกัด Downside จากการเลื่อนพิจารณา เรายังแนะนำ Let-profit-run แม้ราคาเป้าหมายเชิงพื้นฐาน 56 บาท (มองว่ายังมี Momentum และ Upside ไปต่อได้ช่วงนี้)
สรุปประเด็นจาก Quick take
JMT
เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
JMT ตั้งเป้ากำไรสุทธิปี 2026 เติบโต 30% YoY จากการตั้งเป้าหมายการจัดเก็บเงินสดฟื้นตัว 7% YoY ซึ่งจะหนุนให้แนวโน้มรายได้รวมเติบโตและการตั้งสำรองหนี้ลดลง
View from fundamental: เราประเมินว่าเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าในปีนี้ จะกดดันให้เป้าหมายการเติบโตกำไรในปี 2026 ของ JMT ที่ 30% YoY มี downside risk โดยเราคาดว่ากำไรสุทธิปีนี้ของ JMT จะเติบโต 12% YoY และประเมินว่าธุรกิจบริหารสินทรัพย์แบบไม่มีหลักประกันจะยังฟื้นตัวช้าใน 1H26 จึงยังแนะนำ ขาย
GPSC
โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
อุตสาหกรรมไฟฟ้าเข้าสู่รอบเติบโตใหม่ หนุนจาก demand ของ Data Center (AI-driven load) มองโอกาสร่วม partner พัฒนา Data Center โดยมองเห็นศักยภาพในประเทศไทย ~300MW และประเทศอินเดีย: ~200-300MW
View from fundamental: Pipeline ค่อนข้าง mature แล้ว กระแสเงินสดแข็งแรง Capex ไม่สูง เราจึงมองว่า GPSC เริ่ม transition จาก growth play สู่ dividend play มากขึ้น
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน