Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

69

 

แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตแนวโน้มตลาดหุ้นโลกและทองคำ

ภาวะการลงทุนทั่วโลกมีความผันผวนสูง แต่แรงซื้อกลับที่หนาแน่นในวันศุกร์ช่วยพยุงให้ดัชนีหุ้นโลก (MSCI ACWI) ย่อตัวลงเพียง 0.1% โดยได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว (DM) ที่ปิดทรงตัว สวนทางกับตลาดเกิดใหม่ (EM) ซึ่งเผชิญแรงเทขายกดดันดัชนีลง 1.4%
ในขณะที่ตลาดหุ้นไทย (SET) สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่น ปรับตัวขึ้นถึง 2.1% นำโดยแรงซื้อในกลุ่มท่องเที่ยว (+6.9%) ตามด้วยกลุ่มสื่อสาร (+4.2%) พลังงาน (+4%) วัสดุก่อสร้าง (+3.7%) และค้าปลีก (+3.6%) ด้านสินทรัพย์อื่น ทองคำปรับตัวขึ้น 1.4% ส่วนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 7–10 ปี ขยับขึ้นเล็กน้อย 0.1%


-ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
แม้จุดเริ่มต้นของ AI Supercycle จะถูกขับเคลื่อนด้วยผู้ผลิตชิปและฮาร์ดแวร์เป็นหลัก แต่ผลกระทบเชิงบวกกำลังขยายตัวลึกไปกว่านั้น เพราะเมื่อความต้องการ Data Center พุ่งขึ้นจนผู้ผลิตต้องเร่งขยายโรงงานและยกระดับเทคโนโลยี สิ่งที่ตามมาคือ แนวโน้มขาขึ้นรอบใหญ่ (Supercycle) ของกลุ่มผู้ผลิตเครื่องจักรเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Equipment)
แรงส่งนี้ไม่ได้เกิดจากกระแสชั่วคราว แต่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับผ่านตัวแปรสำคัญคือ เม็ดเงินลงทุนที่วางแผนยาวนานหลายปี และความซับซ้อนในกระบวนการผลิตที่เพิ่มขึ้นในยุค AI
กรณีของ Tokyo Electron สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างเห็นได้ชัด บริษัทกำลังเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นลูกใหม่ โดยแม้จะมีการคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิปี 2025 อาจชะลอตัวจากการเลื่อนแผนลงทุนของลูกค้าบางส่วน แต่กลับเพิ่มงบวิจัยและงบลงทุนไปสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สวนทางกับกำไรระยะสั้น พฤติกรรมลักษณะนี้มักเกิดขึ้นเมื่อบริษัทมองเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมากกว่าการขยายตัวตามวัฏจักรปกติ
หากวิเคราะห์ให้ลึกลงไปจะพบ 4 ปัจจัยหลักที่ส่งสัญญาณว่าผู้ผลิตเครื่องจักรกำลังเข้าสู่รอบขาขึ้นรอบใหญ่ ได้แก่
-ประการแรก: ในอดีต การสร้างโรงงานมักผันแปรตามยอดขาย PC หรือสมาร์ตโฟน แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้าง AI Infrastructure นอกจากนี้ ความจำเป็นด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานยังบีบให้ยักษ์ใหญ่อย่าง TSMC, Samsung และ Intel ต้องกระจายฐานการผลิตไปทั่วโลก ส่งผลให้เกิดการก่อสร้างโรงงานใหม่ (Fabs) ในหลายภูมิภาค ซึ่งผู้ผลิตเครื่องจักรคือกลุ่มแรกที่จะได้รับเม็ดเงินก้อนนี้
-ประการที่สอง: รายได้ของผู้ผลิตเครื่องจักรยุคนี้ไม่ได้ผูกติดแค่กับจำนวนเวเฟอร์ที่ผลิตได้ แต่ขึ้นอยู่กับจำนวนขั้นตอนต่อเวเฟอร์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากการผลิตในระดับ Advanced Node การซ้อนทับของหน่วยความจำ HBM และสถาปัตยกรรมชิปที่ซับซ้อขึ้น สิ่งเหล่านี้บีบให้ต้องใช้เครื่องจักรเฉพาะทางมากขึ้นต่อการผลิตชิปหนึ่งชิ้น
-ประการที่สาม: ต่างจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีวงจรสั้นกว่าและผันผวน การลงทุนของกลุ่ม Hyperscaler และผู้พัฒนา AI เป็นการวางแผนล่วงหน้าหลายปีเพื่อรองรับความสามารถในการประมวลผลในอนาคต ทำให้ความต้องการเครื่องจักรถูกกระจายตัวออกไปในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น
-ประการที่สี่: อุตสาหกรรมเครื่องจักรมีกำแพงเทคโนโลยีและต้นทุนการเปลี่ยนยี่ห้อ (Switching Cost) ที่สูงมาก ทำให้ผู้เล่นรายใหญ่สามารถรักษาอัตรากำไรได้อย่างเหนียวแน่น ดังเช่น Tokyo Electron ที่สามารถเปลี่ยนงบ R&D ให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยากจะเลียนแบบ
เมื่อเชื่อมภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเห็นว่า แม้ supercycle รอบนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่ AI hardware แต่แรงส่งกำลังค่อย ๆ ขยายตัวไปสู่ผู้ผลิตเครื่องจักร ผ่านการลงทุนในโรงงานและความซับซ้อนของเทคโนโลยี ผู้ผลิตเครื่องจักรอาจไม่ได้เป็นผู้รับประโยชน์สูงสุดของ AI Supercycle รอบนี้ แต่กำลังอยู่ในตำแหน่งที่ได้อานิสงส์ร่วมจากทุกการตัดสินใจขยายกำลังผลิตในอุตสาหกรรม และหากการลงทุนด้าน AI ยังคงเดินหน้าต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า การเติบโตของกำไรหุ้นกลุ่มเครื่องจักรนี้มีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่องและมีวัฏจักรที่ยาวนานกว่ารอบเศรษฐกิจแบบเดิมๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา


แนวโน้มราคาสินทรัพย์ต่างๆ ในสัปดาห์นี้
- หลังจากเผชิญแรงกดดันมานานกว่า 2 เดือน แรงซื้อได้ไหลกลับเข้าสู่กลุ่ม AI Hardware & Infrastructure อย่างหนาแน่นอีกครั้งในวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาหุ้นดีดตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้ง NVDA (+7.9%) และกลุ่ม High Growth อย่าง ALAB (+18.9%), CRDO (+13.6%) และ NBIS (+16.6%) ซึ่งภาพการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งดังกล่าว มีแนวโน้มกระตุ้นให้เกิดการซื้อคืนหรือการปิดสถานะ Short ต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะช่วยพยุงบรรยากาศการลงทุนโดยรวม และเพิ่มโอกาสให้ดัชนี Nasdaq สามารถปรับตัวขึ้นต่อในระยะสั้นได้
- สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบกว้างระหว่าง 4,400–5,090 ดอลลาร์ สำหรับแนวโน้มสัปดาห์นี้ แม้ราคาจะมีโอกาสดีดตัวกลับ แต่คาดว่าโมเมนตัมการฟื้นตัวอาจยังขาดความต่อเนื่องและมีความผันผวนสูง
ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากเครื่องมือ Momentum Tracker ที่ส่งสัญญาณภาวะตึงตัวถึงขีดสุด (Extremely Stretched) สะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดที่พร้อมจะเผชิญแรงเหวี่ยงในระยะสั้น จึงแนะนำให้ใช้กลยุทธ์ที่รัดกุมและระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการเก็งกำไรในผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราทด
- หลังจากเผชิญแรงเทขายกดดันมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวจากแรงซื้อคืนในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งประเมินว่าแรงส่งนี้จะทำให้อัตราผลตอบแทน (Yield) ในสัปดาห์นี้ย่อตัวลงสู่ระดับ 4.10% จากระดับปัจจุบันที่ 4.22%
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงของ Yield อาจเกิดขึ้นเพียงระยะสั้นและขาดความต่อเนื่อง เนื่องจากตลาดยังคงมีความกังวลต่อปัจจัย 2 ประการ ได้แก่ 1) ความเสี่ยงด้าน Fiscal Dominance จากนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ที่อาจเร่งตัวเลขขาดดุลการคลังให้สูงขึ้น บีบให้กระทรวงการคลังต้องระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรเป็นจำนวนมาก และ 2) แรงกดดันเงินเฟ้อจากนโยบายภาษีนำเข้า ที่อาจทำให้เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) ทรงตัวและยากที่จะปรับลงสู่เป้าหมาย 2% ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจเป็นแรงต้านสำคัญที่ทำให้ Bond Yield อายุ 10 ปี ทรงตัวในระดับสูง
-แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะเริ่มเผชิญความผันผวนมากขึ้น ภายหลังจากที่ดัชนีปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นต่อเนื่องถึง 4 สัปดาห์ ทำให้ Short-term Bull-to-Bear Indicator ตึงตัว โดยประเมินกรอบแนวต้านสำคัญไว้ที่ระดับ 1,380 จุด
อย่างไรก็ตาม เรามองว่าการหมุนเวียนของเม็ดเงินลงทุนระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยดูดซับแรงขายทำกำไรและประคองดัชนีไม่ให้ย่อตัวมากเกินไป ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนจึงยังคงคำแนะนำ Selective Buy โดยเน้นคัดกรองหุ้นที่มีพื้นฐานแกร่ง หรือมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวในระยะสั้น

Quant Focus List (สัปดาห์นี้):
-Commerce: CPALL, CRC, MRDIYT
-Commercial Real Estate: CPN
-Finance: TIDLOR
-Food: M
-Healthcare: BH, PR9
-Media: PLANB
-Transportation: AOT
-Utility: WHAUP


สรุปภาพตลาดวานนี้ หุ้นไทยพักแป๊ปเดียว ก็กลับมาบวก โดย DELTA รีบาวด์ตามหุ้นเทคฯ แต่นอกจากนี้ ยังมีการเข้าซื้อหุ้นใหญ่ต่อทั้ง AOT BDMS PTTET SCC CPALL TOP TRUE COF GPSC (สังเกตุว่ากระจายกลุ่มมาก) ขณะที่แรงกดันมาจาก ธนาคาร


แนวโน้มตลาดวันนี้ MSCI+ผลเลือกตั้งฯ หนุนหุ้นไทย
“การหมุนกลุ่มหุ้น” มาถึงตอนนี้ ผลตอบแทนรายกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นตามที่เราคาด คือหุ้นวัฎจักร นำตลาด เช่น พลังงาน โรงกลั่น ปิโตรเคมี บรรจุภัณฑ์ และหุ้นภาคบริการ หุ้นกลุ่ม Discretionary แข็งแกร่งกว่าดัชนีฯ และเราคงคำแนะนำ ตามรายงานกลยุทธ์เดิม (ยาวไปตลอดทั้งเดือน ก.พ.) คือ เพิ่มน้ำหนักหุ้นดักวัฏจักรเศรษฐกิจ และขาย-ลดน้ำหนักหุ้น ธนาคาร สื่อสาร ที่เคยขึ้นได้ดีกว่าตลาดในช่วงภาวะตลาดหุ้นไทยขาลง (Bear market)
โฟกัสไปที่ประเด็นย่อยสัปดาห์นี้ เรามีมุมมองเชิงบวกและคาดว่าจะหนุนราคาหุ้นไทย ในกลุ่ม ที่เราแนะนำให้ปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าตลาดต่อเนื่อง...
การเลือกตั้งในประเทศ: ผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ...
แกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาลคราวนี้ คือ พรรค “ภูมิใจไทย” มีหน้าที่รวบรวมเสียงให้ได้เกินถึ่งหนึ่ง และเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นรูปแบบการจัดตั้งรัฐบาลภายในสัปดาห์นี้ และเรามองเป็นบวกต่อภาพการลงทุนหุ้นไทย
MSCI review: ประจำไตรมาสนี้ จะประกาศวันที่ 10 ก.พ. 69 ซึ่งเราคาดว่ามีแนวโน้มเป็นกลาง ค่อนไปทางบวกต่อตลาดหุ้นไทย เพราะ
1.) ตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่มีประเด็นกับ MSCI เรื่อง Free float อาจถูกลดน้ำหนัก หรือ ถอดหุ้น ซึ่งอาจหนักถึงขั้นถอดออกจาก MSCI EM กลายเป็นประเด็นที่เราเชื่อว่าไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อหุ้นไทย
2.) หุ้นไทย ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาถูก MSCI ทั้งลดน้ำหนัก และ ถอดหุ้นออก สอดคล้องกับแรงขายสุทธิจากฝั่ง นลท.ต่างชาติ ที่หนักขึ้นมาตลอด 2-3 ปี ที่ผ่านมา เราคาดว่าราคาหุ้นไทยหลายตัวที่แรลรี่ขึ้น มีโอกาสจะถูกกลับมาเพิ่มน้ำหนัก


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูงหุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร

 


วิเคราะห์ทางเทคนิค
สถิติ: *หลังเลือกตั้ง 1 เดือน: ตลาดมักจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย +2-3% โดยมีโอกาสที่หุ้นจะขึ้นสูงถึง 70-80% ของจำนวนครั้งที่เกิดการเลือกตั้ง *หลังเลือกตั้ง 3-6 เดือน: ความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นตัวตัดสิน หากจัดตั้งได้เร็ว ตลาดจะ ไปต่อ
*มุมมองทางเทคนิค: ผลการเลือกตั้งออกมาชัดเจนและนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว กราฟทางเทคนิคจะมีแนวโน้มดังนี้:
*แนวต้าน (Upside): 1,350 เป็นด่านแรกที่ต้องผ่านให้ได้ หากยืนระยะได้จะยืนยันสัญญาณขาขึ้นรอบใหม่ ขณะที่ 1,380 - 1,400 จุดจะเป็นเป้าหมายถัดไปในช่วง 1 เดือนหลังเลือกตั้ง หากมี Fund Flow ต่างชาติไหลเข้าแรง
แนวรับ (Downside): 1,330 แนวรับสำคัญในระยะสั้น (EMA 10 วัน) หากหลุดลงมาอาจเสียทรงขาขึ้นในระยะสั้น กรณี (bear case)1,295 - 1,280 กรณีเกิดภาวะ "Sell on Fact" ดัชนีอาจลงไปทดสอบฐานเดิม…..โดยมองโอกาสเกิดน้อยครับ


What to watch
MSCI Reviews ประกาศเปลี่ยนแปลงน้ำหนักและหุ้นคำนวณดัชนีฯรอบใหม่ วันที่ 10 ก.พ.69
กลต.เปิดรับฟังความเห็น ปรับเกณฑ์ Short sell ให้เข้มงวดขึ้น โดยเกณฑ์ใหม่มีแนวโน้ม ผลบังคับใช้ทันภายในไตรมาสแรกของปีนี้
ทรัมป์ ลงนามมาตรการคว่ำบาตร อิหร่านรอบใหม่ พร้อมทั้งตั้งกำแพงภาษี ประเทศคู่ค้าอิหร่าน 25%


หุ้นแนะนำวันนี้
OSP Consensus และ BLS Research เห็นตรงกันเรื่องกำไรดีไตรมาส 4/25 ซึ่งประเด็นหนุนที่จะเพิ่มความน่าสนใจซื้อหุ้น OSP กลยุทธ์ดูเรื่องการฟื้นตัวของสินค้าในกลุ่มเครื่องหอม(ฟุ่มเฟือย)ของ OSP ซึ่งต่าง จากคู่แข่งในตลาดที่ขาดเรื่องการขยายตัวที่ดีกว่าเศรษฐกิจในช่วงที่เริ่มเห็นสัญญาณของการฟื้นตัว และถูก Pair trade กับ CBG ซึ่งอาจรับข่าวร้าย ครม.เห็นชอบ “เปิดเสรีนำเข้าสุรา”
แนวรับ 17 ต้าน 19 Stop loss 16

 

 


รายงานพื้นฐานวันนี้

Event Play
Election: เมื่อน้ำเงินมา ตลาดมีโอกาส “เขียว” ตาม (9 ก.พ. 2026)
ผลเลือกตั้งยังไม่เป็นทางการ แต่ตลาดเริ่ม price-in ตั้งแต่ที่เห็นคะแนนคืนแรก ภูมิใจไทยมีแนวโน้มได้เกือบ 200 ที่นั่ง และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยสูตรรัฐบาลที่เป็นไปได้มากสุด ณ ขณะนี้ คือ ภูมิใจแกนนำ ร่วมกับเพื่อไทย และมีพรรคกลาง-เล็กอื่นๆ รวมเสียงราว 360–370 ที่นั่ง มากกว่ารัฐบาลปี 2023 จึงตีความว่าเสถียรภาพสูงขึ้น การผลักดันนโยบายราบรื่น และความขัดแย้งในพรรคร่วมต่ำลง ทำให้การเปลี่ยนผ่านน่าจะเร็วและนโยบายต่อเนื่อง อิงจาก Primary Research EP.5 ที่เคยได้ออกรายงานไปเมื่อ 30 ม.ค. ตลาดมองเป็นผลลัพธ์ที่เป็นมิตรกับหุ้นที่สุด โดยรวม จึงประเมิน SET แกว่ง “sideways ไปถึงการปรับตัวขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป” โดยประเมิน upside เชิงเทคนิค เป้าหมาย SET แถว 1,450–1,480
ในส่วนมุมมองมหภาค (macro) คาดรัฐบาลใหม่ออก stimulus ภายใน 1–3 เดือน วงเงินไม่เกิน 4 หมื่นล้านบาท ช่วย GDP ราว 0.1–0.2% และยกกำไรตลาด ~0.4–0.8% พร้อมโอกาสขยายมาตรการ “คนละครึ่ง Plus” และนโยบายกระตุ้นกำลังซื้ออื่น ๆ รัฐบาลน่าจะตั้งได้ภายใน พ.ค. ทำให้การเบิกจ่ายงบไม่สะดุด และยังไม่เห็น downside ต่อประมาณการ GDP ไทยปี 2026 ที่ 1.6%
ผู้ได้ประโยชน์ชัดสุดในรอบแรกคือ ค้าปลีก-สินค้าต่างๆ ในตลาดแมส, FMCG, การเงินบุคคล, โรงไฟฟ้า และกลุ่มท่องเที่ยว-โครงสร้างพื้นฐาน พร้อมขยายไปขนส่งฯ และ มีเดีย โดยรายละเอียดรายกลุ่มจะขึ้นกับการจัดสรรกระทรวงหลักของพรรคร่วม ซึ่งยังต้องติดตามต่อไป
อย่างไรก็ดี รายงานนี้ เราได้รวบรวมความเห็นจากนักวิเคราะห์แต่ละกลุ่มไว้เบื้องต้นในรายงาน ซึ่งสรุปได้คร่าวๆ ดังนี้
1) ลดค่าครองชีพ “คนละครึ่ง Plus” เน้น “พยุงกำลังซื้อแมส”: CPAXT, BJC, CRC, JMT, MTC, SAWAD, TIDLOR, CPF, BTG, TFG, GFPT, CBG, OSP, ICHI, HMPRO, GLOBAL, DOHOME, ILM
2) ท่องเที่ยว & wellness: “Travel Well, Get a Rebate” + soft power + โครงสร้างพื้นฐาน เป็น ธีมกลาง-ยาว ผสมมาตรการระยะสั้นแบบ rebate กับโปรเจกต์ soft power (เช่น Disney Land, F1) เพื่อยกระดับการรับรู้ประเทศและดันการพักนานขึ้น/ADR สูงขึ้น: AOT, CENTEL, ERW, AWC, MINT, SPA, BDMS, BH, SPALI, SIRI, HMPRO, GLOBAL, DOHOME
3) พักหนี้/เงินกู้ฉุกเฉิน: KTB, KKP, TTB, AP, SC, SPALI, SIRI
4) ค่าไฟ/พลังงาน/พลังงานสะอาด: BGRIM, GPSC, THCOM, WHAUP, DITTO
5) งบทุนรัฐผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน/PPP + อุตสาหกรรมอนาคต: STECON, CK, GULF, BEM, AIT, TKC, PIS, DITTO, ITEL, BBIK, BE8, DELTA, AMATA, WHA, GRIM, GULF, WHAUP, EASTW, FORTH
6) Aviation hub + ค่าโดยสารรถไฟฟ้า: AOT, AAV, BA, THAI, SKY, BEM, BTS, PLANB, VGI
สุดท้าย แนวคิด “ดึงเงินออมกลับเข้าตลาดหุ้นไทย” ผ่านโครงการออมระยะยาว/สิทธิภาษี โดยรายงานยกแนวทางขยายบทบาทกองทุนออมแห่งชาติ (TISA) เพื่อจำกัดเงินไหลออกไปลงทุน ETF ต่างประเทศ และเสริม ecosystem wealth management

 

 


Commerce (Retail) Sector
เลือกตั้งดันหุ้นขึ้นแล้ว ถึงเวลาคัดหุ้น
SSS กลุ่มค้าปลีกเริ่มเห็นสัญญาณทรงตัวในเดือน ม.ค. โดยติดลบ 2% YoY ดีขึ้นจาก –3% ใน ธ.ค. หนุนหลักจากกลุ่ม small-ticket อย่าง CPALL และ MRDIYT ที่ยอดขายสาขาเดิมกลับมาโต YoY หลังสิ้นสุดมาตรการคนละครึ่งพลัส ทำให้ทราฟฟิกไหลกลับสู่ modern trade มากขึ้น ทั้งนี้ หากแยกตามกลุ่มสินค้า ผู้ประกอบการขายสินค้าเบ็ดเตล็ดในบ้านและไลฟสไตล์เป็นกลุ่มเดียวที่ SSS โต 5% จากการแย่งส่วนแบ่งตลาด, การขายสินค้าใหม่และการทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย ส่วนผู้ขายสินค้าอุปโภคบริโภค (BJC,CPAXT,CPALL) ติดลบลดลงเหลือ 2%จาก -3%ในม.ค. ทั้งนี้ มีเพียงกลุ่มขายสินค้าตกแต่งบ้านยังอ่อนแอสุด (–7%) จากการไม่มี Easy e-Receipt 2.0 ทำให้ HMPRO แสดงยอดขายสาขาเดิมลงมากสุด 10%
มองไปเดือน ก.พ. เราคาด SSS กลุ่มค้าปลีกยังติดลบในกรอบ 2–3% ใกล้เคียง ม.ค. โดย HD&C และ CRC จะถูกกดดันเต็มเดือนจากการไม่มีมาตรการ Easy e-Receipt 2.0 ขณะที่ Grocery ได้แรงหนุนบางส่วนจากตรุษจีน (17 ก.พ.) และผู้ประกอบการ small-ticket อย่าง CPALL, MRDIYT และ MOSHI มีโอกาสเห็น SSS ฟื้นจากทราฟฟิกที่เพิ่มขึ้น
Fundamental view: SETCOMM ปรับขึ้นแรงก่อนเลือกตั้ง (+3.6% WoW) เทียบกับ SET +2.1% สอดคล้องกับการศึกษาของเราที่พบว่าโดยปกติก่อนเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ SETCOMM จะให้ผลตอบแทนดีกว่า SET อย่างไรก็ตาม ไม่เสมอไปสำหรับหลังการเลือกตั้ง เพราะจะขึ้นกับความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลและการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้น ทั้งนี้ ด้วยงบประมาณรัฐที่มีจำกัด เราจึงคงมุมมอง Neutral ต่อกลุ่ม Retail (ex-IT) และเน้น หุ้นเติบโตภายใต้ valuation ที่ยังไม่สูง เลือก MRDIYT เป็นตัวเด่นจากการขยายสาขาเร็วและมาร์จินเชิงโครงสร้างที่ดีขึ้น และปรับ CPALL เป็นหุ้นเด่นแทน CPN ที่เหลือ upside จำกัด โดยชอบ CPALL ที่การปรับปรุงอัตรากำไร 7-Eleven ที่โดดเด่นและราคาหุ้นยังไม่แพง

OKJ
(Visit Note)
ปลูกผักเพราะรักแม่
รายงานผลขาดทุนใน 4Q25
หลังจากที่เราได้ปรับลดคำแนะนำเป็น ขาย จากผลการดำเนินงานที่อ่อนแอกว่าคาดตั้งแต่ 2Q25 ผลประกอบการใน 2H25 ยังคงอ่อนแอกว่าที่เราประเมินไว้มาก โดย SSS ลดลง 23% YoY ใน 3Q25 และ 28% YoY ใน 4Q25 ส่งผลให้ 4Q25 พลิกเป็นขาดทุน
OKJ มีรายได้จากการขาย 622 ล้านบาท ลดลง 10.0% YoY และ 12.6% QoQ จากยอดขายร้าน โอ้กะจู๋ (85% ของรายได้รวม) ลดลง 12% YoY และ 10% QoQ และยอดขาย Oh! Juice (11% ของรายได้รวม) ลดลง 20% YoY และ 34% QoQ ทำให้ขณะที่ อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 40.0% ลดลง 3.9ppts YoY และ 2.0ppts QoQ สำหรับอัตราส่วน SG&A ต่อรายได้ ปรับเพิ่มเป็น 46.7% เพิ่มขึ้น 9.6ppts YoY และ 7.7ppts QoQ จากค่าใช้จ่ายสาขาและการตลาดที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้บริษัทพลิกเป็นขาดทุนสุทธิ 34.3 ล้านบาท ลดลงจากกำไร 39.3 ล้านบาท ใน 4Q24 และกำไร 17.3 ล้านบาท ใน 3Q25 โดยใน 4Q25 มีรายการพิเศษจำนวน 17 ล้านบาท จากการย้ายครัวกลางและค่าตัดจำหน่ายเครื่องจักร หากไม่รวมรายการพิเศษ บริษัทจะมีขาดทุนหลัก 17.3 ล้านบาท ใน 4Q25
Our view: เรามองว่าปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ OKJ จะกลับมาน่าสนใจสำหรับการทำบทวิเคราะห์อีกครั้ง คือ สัญญาณที่ชัดเจนของการฟื้นตัวของ SSS

 

สรุปประเด็นจาก Quick take

KBANKธนาคารกสิกรไทย
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
KBANK ยังคงกลยุทธ์ 3+1 ในปีนี้ ได้แก่ 1) ปล่อยสินเชื่อคุณภาพดี (เน้นเติบโตสินเชื่อบ้านระดับบนในปีนี้ และ cross-sell wealth products ให้ลูกค้า) 2) เติบโตรายได้ค่าธรรมเนียม (ตั้งเป้าเติบโต mid- to - high single digit ในปีนี้) 3) พัฒนาช่องทางการขายและบริการ โดยเฉพาะช่องทางดิจิทัล และ +1 ขยายช่องทางการหารายได้ใหม่ในระยะกลางถึงยาว เช่น กลุ่มลูกค้าที่เข้าไม่ถึงธนาคารและตลาดภูมิภาค
View from fundamental: ภาพรวมเป้าหมายทางการเงินปี 2026 ของ KBANK ค่อนข้างสอดคล้องกับประมาณการของเรา โดยเราคาดกำไรสุทธิปี 2026 จะลดลง 11% YoY กดดันจาก NIM อ่อนตัวลง และประเมินคุณภาพสินทรัพย์ของ SME จะฟื้นตัวค่อนข้างช้า แนะนำ ขาย


ADVANC
แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
รายได้กลุ่ม Enterprise มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งในปี 2026 หนุนโดยความต้องการใช้งาน Cloud และ Data Center ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
View from fundamental: ADVANC เป็นหุ้น Top pick ในกลุ่มสื่อสาร จากการเติบโตของ ส่วนแบ่งการตลาดธุรกิจมือถือ และ การขยายตัวของธุรกิจ Enterprise

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ไต่เส้น By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง แต่เกมหุ้นไทย ไต่เส้น เส้นกราฟ เคลื่อนไหว ตามแรงเก็งกำไร แรงขาย แรงซื้อ ซื้อมากกว่าขาย ...

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้