หุ้นกลุ่ม VALUE PLAY กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง
HORIZON MARKET VIEW
• หุ้นกลุ่ม TECH สหรัฐฯ ดิ่งต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มชิปและพัฒนา SOFTWARE ด้วยความกลัวฟองสบู่ AI และ VALUATION แพง แม้ผลประกอบการหลายบริษัทในไตรมาสล่าสุดจะเติบโตโดดเด่น สังเกตจากดัชนีหุ้น NASDAQ ร่วงลงราว -2.4%MTDและ S&P500 ปรับตัวลดลงราว -0.8%MTD ขณะที่ DOW JONES ขยับขึ้นราว+1.3%MTD สะท้อนเม็ดเงินกำลังหมุนเข้าสู่หุ้นกลุ่ม NON-TECH มากขึ้น
• ขณะที่วานนี้ ราคาน้ำมันดิบยังคงดีดตัวขึ้นแรงเกิน 3% โดยปัจจัยหลักๆ จากความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง เฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐ-อิหร่านเตรียมเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ที่โอมานในวันศุกร์ที่ 6 ก.พ. นี้ ซึ่งล่าสุดบรรยากาศยังดูตึงเครียดหลัง ปธน. ทรัมป์ส่งสัญญาณเตือนกดดันอิหร่านล่วงหน้า เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองก่อนเข้าสู่โต๊ะเจรจา
REGION RADAR
• ยอดขายเครื่องสำอางในสหรัฐฯ ช่วงไตรมาส 4 เริ่มเห็นการฟื้นตัวได้ดี และเติบโตเด่นในเดือน ธ.ค. และเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา โดยปริมาณการขายเพิ่มขึ้นได้แข็งแกร่ง ขณะที่การจัดโปรโมชั่นมีการลดลงต่อเนื่อง แนะนำเก็งกำไร DR: LOREAL80
• ELF BEAUTY (ELF US) รายงานผลประกอบการโดยมีรายได้รวมอยู่ที่ $489 ล้าน +38% YOY (สูงกว่าคาด 6.7%) ขณะที่ EPSอยู่ที่ $1.24 +68% YOY (สูงกว่าคาด 73%) หนุนจากยอดขายเครื่องสำอางทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นทั้งช่องทางค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ
THAI FOCUS
• เช้านี้จับตา HEADLINE CPI เดือนม.ค. 69 คาดว่าติดลบต่อเนื่องที่ -0.35%YOY ส่วน CORE CPI คาดว่าทรงตัวระดับเดิมที่+0.60%YOY สะท้อนว่าการบริโภคในประเทศยังพอไปได้
• นักวิเคราะห์มองว่าเงินเฟ้อ จะผ่านจุดต่ำสุดใน 1Q69 และจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ใน 2Q69 ที่ระดับ +0.2%YOY ก่อนจะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เช่นเดียวกับ GDP GROWTH ที่ครึ่งปีแรกคาดโตเพียง 1.1% แต่จะกระโดดขึ้นไปแตะ 2.0% - 2.2% ในช่วงครึ่งปีหลังเช่นกัน
SYNAPSE STRATEGY
• SET มี 5 ปัจจัยหนุนให้ขึ้นต่อในเดือน ก.พ. หลังเบรกแนวต้านสำคัญ 1345 จุด คือ ELECTION RALLY, MSCI อาจเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยเล็กน้อย หลัง OUTPERFORM และอินโดฯ มีปัญหา, ลุ้นตัวเลข GDP งวด 4Q68 คาดหลบการเกิด TECHNICALRECESSION ได้, เข้าช่วงเทศกาลตรุษจีน คาดหวังนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากฐานต่ำ, คาดกำไร 4Q68 สวย
• แนะนำสะสมหุ้นพื้นฐานแถว 2 ทยอยฟื้น BGRIM, SJWD,TIDLOR, SIRI, CPALL, WHA, BDMS, PR9, CK
HORIZON MARKET VIEW
เห็นการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินออกจากหุ้นกลุ่มเทค
หุ้นกลุ่ม TECH สหรัฐฯ ดิ่งต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มชิปและพัฒนา SOFTWARE ด้วยความกลัวฟองสบู่ AI และVALUATION แพง แม้ผลประกอบการหลายบริษัทในไตรมาสล่าสุดจะเติบโตโดดเด่น สังเกตจากดัชนีหุ้นNASDAQ ร่วงลงราว -2.4%MTD และ S&P500 ปรับตัวลดลงราว -0.8%MTD ขณะที่ DOW JONES ขยับขึ้นราว +1.3%MTD สะท้อนเม็ดเงินกำลังหมุนเข้าสู่หุ้นกลุ่ม NON-TECH ที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ, SMALL CAPS, VALUE STOCKS
ขณะที่วานนี้ ราคาน้ำมันดิบยังคงดีดตัวขึ้นแรงเกิน 3% โดยปัจจัยหลักๆ จากความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐ-อิหร่านเตรียมเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ที่โอมานในวันศุกร์ที่ 6 ก.พ. นี้ ซึ่งล่าสุดบรรยากาศยังดูตึงเครียดหลัง ปธน. ทรัมป์ส่งสัญญาณเตือนกดดันอิหร่านล่วงหน้า เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองก่อนเข้าสู่โต๊ะเจรจาสำหรับจุดยืนของอิหร่านระบุว่า การเจรจาควรจำกัดเฉพาะเรื่องนิวเคลียร์ แต่สหรัฐฯ ระบุว่า หากต้องการผลลัพธ์จริง จะต้องรวมประเด็นอื่นด้วย อาทิ โครงการขีปนาวุธของอิหร่าน การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอิหร่าน เป็นต้น
REGION RADAR
ยอดขายเครื่องสำอางใน U.S. เริ่มเห็นการฟื้นตัวได้ดีต่อเนื่อง
ยอดขายเครื่องสำอางในสหรัฐฯ ช่วงไตรมาส 4 เริ่มเห็นการฟื้นตัวได้ดีและเติบโตเด่นในเดือน ธ.ค. และเดือน ม.ค.
ที่ผ่านมา โดยปริมาณการขายเพิ่มขึ้นได้แข็งแกร่งขณะที่การจัดโปรโมชั่นมีการลดลงต่อเนื่องโดย LOREAL มียอดขายในไตรมาส 4 กลับมาเติบโตโดดเด่นสุดในกลุ่มเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่างBEIERSDORF (เจ้าของแบรนด์ NIVEA และ EUCERIN) และ UNILEVER (เจ้าของแบรนด์ DOVE และ VASELINE)
ELF BEAUTY รายงานผลประกอบการแข็งแกร่ง พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ปี 2026
ELF BEAUTY รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีบัญชี 2026 มีรายได้รวมอยู่ที่ $489 ล้าน +38% YOY (สูงกว่าคาด 6.7%) ขณะที่EPS อยู่ที่ $1.24 +68% YOY (สูงกว่าคาด 73%) โดย E.L.F. ระบุว่ายอดขายสุทธิเพิ่มขึ้น38% YOY โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของยอดขายเครื่องสำอางทั่วโลก ทั้งช่องทางค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ อีกทั้งบริษัทได้ปรับเพิ่มประมาณการทั้งปี โดยคาดรายได้จะอยู่ที่ $1.6 พันล้าน เติบโต 22% YOY (จากเดิมคาดเติบโต 18% YOY)
THAI FOCUS
จับตาเงินเฟ้อไทย ม.ค. 69 คาดติดลบต่อเนื่อง -0.35%YOY แต่ส่อแววฟื้นตัวชัดเจนช่วงกลางปีนี้
เช้านี้นักลงทุนต่างจับตามองดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (HEADLINECPI) ม.ค.69 จะอยู่ที่ระดับ -0.35%YOY ซึ่งเป็นการติดลบต่อเนื่องและหดตัวลงมากกว่าเดือนก่อนหน้าที่ระดับ -0.28%YOY สะท้อนให้เห็นว่าราคาสินค้าบริการ โดยรวมยังคงชะลอตัว โดนกดดันจากการราคาพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (CORE CPI) ซึ่งหักรายการอาหารสดและพลังงานออก คาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ +0.60%YOY ใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้าที่ +0.59%YOY ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากำลังซื้อที่แท้จริงในประเทศยังคงทยอยฟื้นตัว
จุดเปลี่ยนสำคัญของอัตราเงินเฟ้อไทย คือ การรอฟื้นตัวใน 2Q69แม้ตัวเลขเงินเฟ้อในช่วงต้นปี 2569 จะดูซบเซาแต่ข้อมูลจาก BLOOMBERG ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณการฟื้นตัวของภาพรวมเศรษฐกิจไทย โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. อัตราเงินเฟ้อ (CPI) : คาดว่าจะผ่านจุดต่ำสุดใน 1Q69 (อยู่ที่ -0.3%YOY) และจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ใน 2Q69 ที่ระดับ +0.2%YOY ก่อนจะทยอยปรับตัวขึ้นในไตรมาสต่อๆไปสู่ระดับ 0.4%YOY และ0.8%YOY ตามลำดับ
2. ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (REAL GDP) : การเติบโตของเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะเริ่มเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง โดยในไตรมาส 1 และ 2 ของปี 2569 คาดว่าจะโตอยู่ที่ระดับ 1.1%YOY และจะกระโดดขึ้นไปแตะระดับ 2.0%YOY ในไตรมาส 3 และ2.2%YOY ในไตรมาส 4
สรุป ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจากข้อมูลข้างต้น แสดงให้เห็นถึงลักษณะการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป (U-SHAPERECOVERY) หลังจากที่เศรษฐกิจและเงินเฟ้อปรับตัวลดลงต่ำสุดในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 ผ่านแรงกดดันจากภาวะเงินฝืดกำลังจะคลี่คลายลง ดังนั้น ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ จึงเป็นช่วงเวลาที่ต้องจับตา ตัวเลขจริงว่าจะออกมาตามคาดหรือไม่ หากตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว และ GDP เริ่มขยายตัวตามเป้าหมายในช่วงกลางปี จะเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยดึงดูดความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับมาสู่ตลาดหุ้นไทยอีกครั้
SYNAPSE STRATEGY
ทางเปิดให้ SET INDEX เดินหน้าต่อในเดือน ก.พ.SET INDEX ปรับตัวขึ้นมาทำจุดสูงสุดในรอบ 1 ปี และเบรกแนวต้านสำคัญ 1345 จุด ขึ้นมา จนทางข้างหน้าเริ่ม
เปิดโล่งขึ้น พร้อมกับคาดหวัง FUND FLOW มีโอกาสไหลเข้าต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3โดยมี 5 ปัจจัยในเดือน ก.พ. นี้ หนุนนำ ให้ SET INDEX เดินหน้าต่อ คือ
▪ ELECTION RALLY (เลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 69) หุ้นมักจะขึ้นได้ดีทั้งช่วงก่อนและหลังเลือกตั้ง ก่อนเลือกตั้ง 1 สัปดาห์เฉลี่ย +1.8% และหลังเลือกตั้ง 1 เดือนบวก 2.6%
▪ MSCI อาจเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยเล็กน้อย (MSCI ประกาศการ REBALANCE วันที่ 10 ก.พ. 68) โดยตลาดหุ้นไทยปีนี้ขึ้นได้ดี +6.9%YTD เทียบกับตลาดหุ้นโลก MSCI ACWI +2.4%YTD เท่านั้น รวมถึงอาจได้ส่วนแบ่งเพิ่มจากตลาดหุ้นอินโดฯ ที่ลงแรง หลังมีประเด็น FREE FLOAT อาจไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่ MSCI กำหนด
▪ ลุ้นตัวเลข GDP งวด 4Q68 คาดว่ามีโอกาสสูงจะหลบเหตุการณ์เกิด TECHNICAL RECESSION ได้(ประกาศวันที่ 16 ก.พ. 69) หลังงวด 3Q68 -0.6% QOQ แต่งวด 4Q68 คาดพลิกกลับมาเป็นบวก0.2% QOQ และ +1.3%YOY
▪ เข้าช่วงเทศกาลตรุษจีน คาดหวังนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากฐานต่ำ (วันที่ 17 ก.พ. 69) ทั้งตรุษจีนปีที่แล้วอยู่เดือน ม.ค. และปีที่แล้วมีประเด็นร้อนดาราจีนถูกลักพาตัวพอดี
▪ กำไรงวด 4Q68 มีโอกาสทำได้ 2.5 - 2.6 แสนล้านบาท เติบโต 80% -90% YOY (สิ้นสุดรายงาน 27ก.พ. 69)จากฐานปีที่แล้วที่ต่ำเพียง 1.37 แสนล้านบาท หนุน TRAILING PE ของตลาดลดลงได้ราวๆ 1เท่ากว่าๆ
ฝ่ายวิจัยฯ คัดกรอง27 หุ้นขนาดใหญ่ แถว 2 ที่ราคายัง LAGGARD และเริ่มทยอยฟื้นตัว มีช่องว่างให้ปรับตัวขึ้นต่อได้
กลยุทธ์การลงทุนชื่นชอบหุ้นพื้นฐานดี ราคา LAGGARD อย่าง BGRIM, SJWD, TIDLOR, SIRI, CPALL,WHA, BDMS, PR9, CK
จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์