Market Wrap-Up
- SET วันที่ 4 ก.พ.69 ปิด +10.43 จุด อยู่ที่ 1,346.54 จุด มูลค่าการซื้อขาย 53,300 ลบ.ลบ. ต่างชาติซื้อ 2,163 ลบ.สถาบันขาบ 580 ลบ. พอร์ตโบรกขาย 27 ลบ. และรายย่อยขาย 1,557 ลบ. NVDR ซื้อสุทธิ 4,022 ลบ. ซื้อ ADVANC,PTTEP,PTT,SCB,TOP และขาย TTB,GPSC,TISCO,KTC,CBG มูลค่า Short Sales อยู่ที่ 1,815 ลบ. หุ้นที่มี % ช็อตเซลสูง เช่น CNSTAR5023,CN23,SPALI โดยนักลงทุนต่างประเทศมีสถานะ Long ใน Index Futures จำนวน 7,055 สัญญา ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีต่างชาติ Long สุทธิรวม 79,247 สัญญา ต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 8,772 ลบ
Market View
- DJIA +0.53%, S&P500 -0.51%, Nasdaq -1.51% โดยนักลงทุนขายหุ้นในกลุ่ม Growth เช่น เทคโนโลยี -1.9%, บริการสื่อสาร -1.67% และสลับเม็ดเงินเข้าซื้อกลุ่ม Value เช่น พลังงาน +2.25% นำโดย Exxon Mobil +2.7% ปรับขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ สาเหตุมาจากนักลงทุนกังวล AI จะเข้ามาแทนที่ Software ส่งผลให้การแข่งขันของระหว่าง 2 อุตสาหกรรมรุนแรงขึ้น ทางด้านผลประกอบการนั้น Alphabet ราคาหุ้นหลังปิดตลาด -1.4% แม้ว่ารายได้ & กำไรไตรมาสที่ผ่านมาจะดีกว่าคาด แต่เผยงบลงทุน Capex ปีนี้สูงถึง $85 แสน ล. สูงกว่าที่ตลาดคาดที่ $1.19 แสน ล. ขณะที่หุ้นผู้ผลิตชิป AMD -17% หลังบริษัทเผยประมาณการณ์รายได้ปีนี้ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจ ADP เผยตัวเลขจ้างงานภาคเอกชน ม.ค.เพิ่มขึ้น 22,000 ต่ำกว่าคาด 46,000 ตำแหน่ง และวันพุธหน้า 11 ก.พ. ติดตามข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ ม.ค. ที่ได้เลื่อนการรายงานในวันศุกร์นี้ หลังเกิดภาวะปิดหน่วยงานราชการ
- Stoxx600 ยุโรป +0.03% ได้แรงหนุนจากกลุ่มโทรคมนาคม +3.6% ปิดสูงสุดในรอบ 8 ปี, กลุ่มเคมี +4.8% ขณะที่กลุ่มบริการสุขภาพ -0.3% หลัง Novo Nordisk -17.2% จากคาดการณ์ยอดขายยา Wegovy อาจลดลง $5 หมื่น ล. ซึ่งจะกระทบต่อกำไรในปีนี้ ส่วนกลุ่มธนาคาร -1.2% นำโดย UBS -6.3% หลังรายงานเม็ดเงินไหลออกจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งในสหรัฐ แม้ว่ากำไรไตรมาสที่ผ่านมาจะดีกว่าคาด ค่ำวันพรุ่งนี้ติดตามผลการประชุม ECB & BOE คาดคงดอกเบี้ยไว้ที่ 2.0%, 3.75% ตามลำดับ
- ตลาดหุ้นเอเชียวานนี้ ดัชนีนิเกอิ -0.78% จากแรงขายกลุ่มเทค ฯ เช่น Tokyo Electron แต่ยังได้แรงหนุนจากกลุ่มยานยนต์ เช่น Toyota Motor +3.6% หลังบริษัทในเครือ Aisin Corp.ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ รายงานกำไรอยู่ในทิศทางบวก ขณะที่ Kospi เกาหลีใต้ +1.57% ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิป เช่น Samsung +0.96%, LG Energy Solution +2.94% แม้ว่าจะมีข่าว Nvidia และ OpenAI อาจมีความขัดยังกันเกี่ยวกับข้อตกลง Data Center มูลค่า 1 แสน ล.ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนดัชนีเซี่ยงไฮ้ +0.85% ได้แรงหนุนจากกลุ่มพลังงานสะอาด, สินค้าบริโภค และยุทโธปกรณ์ กอปรกับ RatingDog เผย PMI ภาคบริการจีน ม.ค.ปรับขึ้นอยู่ที่ 52.3 & ธ.ค. 52.0 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน
- SET วานนี้ +0.78% ปริมาณการซื้อขาย 3 หมื่น ลบ. ต่างชาติซื้อ 2,163 ลบ. สถาบันขาย 580 ลบ.พอร์ตโบรกขาย 27 ลบ. และรายย่อยขาย 1,557 ลบ. ดัชนีได้แรงหนุนจากกลุ่มไอซีที นำโดย ADVANC +3.6% ส่งผลบวกต่อดัชนี +2.99 จุด หลังบริษัทรายงานกำไร Q4/68 อยู่ที่ 1.42 หมื่น ลบ. +19%QoQ, +54% YoY และได้ประกาศจ่ายเงินปันผลในงวด ก.พ. 27.41 บาท/หุ้น ส่งผลให้ Dividend Yield รอบนี้สูงถึง 7.3% เนื่องจากได้มีการจ่ายปันผลพิเศษ 19.00 บาท/หุ้น รวมอยู่ด้วย จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลบวกไปยัง GULF ที่เป็นผู้ถือหุ้น ADVANC ในสัดส่วน 40.44% ก็จะได้รับเงินปันผลรอบนี้มูลค่ารวม 3.29 หมื่น ลบ. โดยภาพรวมดัชนี SET ได้ปัจจัยหนุนจากเม็ดเงินที่ไหลออกจากหุ้นกลุ่ม Growth มายังกลุ่ม Value ซึ่งตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นกลุ่ม Value ค่อนข้างสูง กอปรกับยังอาจได้แรงหนุนจาก Fund Flow ที่ไหลออกจากตลาดหุ้นอินโดฯ หลัง MSCI เตรียมปรับลดสถานะดัชนีหุ้นอินโด ฯ ลงสู่ดัชนีกลุ่ม Frontier ประเด็นสำคัญวันอาทิตย์นี้ติดตามผลการเลือกตั้ง สส. ว่าจะสามารถจับขั้วตั้งรัฐบาลใหม่ได้ภาย 1 – 2 เดือนหรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อการผ่านร่างบประมาณรายจ่ายปี 70 และ ม.กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น
Daily Strategy
- ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,335 – 1,340 แนวต้าน 1,350 – 1,360 คาดดัชนีทรงตัวระหว่างรอผลการเลือกตั้งในวันอาทิตย์นี้ ว่าจะสามารถตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็วหรือไม่ แนะนำทยอยซื้อหุ้นกลุ่ม Value Stock เช่น ADVANC,GULF,PTT,PTTPE,SCC,CPALL เป็นกลุ่มเป้าหมายของ Fund Flow ต่างชาติ/ กลุ่มท่องเที่ยว เช่น AOT,MINT,CENTEL,ERW,CPN,AWC อยู่ในช่วง High Season ช่วงเทศกาลตรุษจีน
- PTTEP (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย00 บาท) ได้รับ sentiment บวกจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นผลจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ ที่อาจรุกรามขึ้นหากการเจรจาล้มเหลว ในส่วนของ PTTEP คาดกำไร 4Q68 ที่ 1.77 หมื่นล้านบาท (+39%QoQ, -4%YoY) ฟื้นตัวเด่น QoQ จากปริมาณขายเฉลี่ยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) ลดลงด้วยผลของ volume effect รวมถึงการรับรู้กำไรรายการ non-recurring จำนวนมาก แนวโน้มกำไรปกติปี 69 ยังแข็งแกร่ง ฐานะทางการเงินและกระแสเงินสดในมือสูง สามารถคาดหวังต่อ Dividend Yield ในระดับสูงราว 6-7% ต่อปี
- KLINIQ (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 33.00 บาท) คาดกำไรสุทธิ 4Q68 ที่ 108ลบ. (+9%YoY , +37%QoQ) โดย รายได้ยังคงโตได้ดีต่อเนื่องทั้งจากจำนวนสาขาที่สูงขึ้นและ SSSG ที่คาดว่าจะเป็นบวก YoY(high single digit ถึง low teens) ส่งผลให้ปัจจัยบวกมีน้ำหนักมากกว่า ปัจจัยกดดันในด้านค่าใช้จ่ายจากการเปิดสาขาใหม่และ Impairment จากการปิดสาขา ส่วนปี69 ทาง KLINIQ ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ต่างชาติปี69 ที่ 15-20%(จากเป้าปี68 ที่ 10%) Format/ใหม่ๆ เช่น Acne Lab จะช่วยหนุนมาร์จิ้น ส่วนการขยายสาขาปี69 คาด 10-15 สาขา(จาก สิ้นปี68 ที่ 82 สาขา) โดย 1Q69 จะเปิด L’Clinicราว 3 แห่ง ปัจจุบัน ประมาณการณ์กำไรสุทธิ ปี68 และ ปี69 อยู่ที่ 361 ลบ.( +12%YoY) และ 426ลบ.(+18%YoY)
Daily Key Factors
Oil Update(+) WTI มี.ค. +$1.93 อยู่ที่ $65.14 / บาร์เรล, Brent เม.ย. +$2.13 อยู่ที่ $69.46/บาร์เรล หลังสหรัฐปฏิเสธคำขอของอิหร่านที่จะเปลี่ยนสถานที่เจรจาจากอิสตันบูลไปที่โอมาน และเป็นการเจรจาแบบทวิภาคี ส่งผลให้นักลงทุนกังวลการเจรจาจะล้มเหลว ขณะที่ EIA รายงานสต็อคน้ำมันดิบสหรัฐสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลง 3.4 ล.บาร์เรล & คาดจะลด 2 ล.บาร์เรล
Gold Update(+) Comex Gold เม.ย.+$15.80 อยู่ที่ $4,950.80/ออนซ์ รอผลการเจรจาระหว่างสหรัฐ – อิหร่านในวันศุกร์นี้ และรอข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐในสัปดาห์หน้า
Fund Flow(-) Fund Flow ต่างชาติในตลาด TIP วานนี้ขายสุทธิ -12.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซื้อหุ้นไทย +68.35 ล.ดอลลาร์สหรัฐ ขายหุ้นอินโด -85.53 ล.ดอลลาร์สหรัฐ และซื้อหุ้นฟิลิปปินส์ +4.74 ล.ดอลลาร์สหรัฐ
(0) ค่าเงินบาทเช้านี้ทรงตัวอยู่ที่ 31.69 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
(0) ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ทรงตัวอยู่ที่ 4.276 %
(-) ดัชนี BDI ปิด -73 จุด อยู่ที่ 1,955
(-) BitCoin เช้านี้ -4.36% อยู่ที่ 73,082 ดอลลาร์สหรัฐ
Economic Calendar
ในประเทศ
สัปดาห์ที่1 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค
(ก.พ.)
ต่างประเทศ
02 ก.พ. US ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต (ม.ค.)
03 ก.พ. US ตำแหน่งงานว่างเปิดใหม่จาก JOLTS (ธ.ค.)
04 ก.พ. EU ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) (ปีต่อปี) (ม.ค.)
US ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการบริการ (ม.ค.)
US การเปลี่ยนแปลงการจ้างงานภาคนอกภาคเกษตรกรรม(ADP)(ม.ค.)
05 ก.พ. EU การตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย
EU การแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนของธนาคารกลางแห่งยุโรป
US การแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนของ FOMC
US จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก
06 ก.พ. US อัตราการว่างงาน (ม.ค.)
US รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง (ม.ค.)
Theme Strategy
เลือกหุ้นวงจรดอกเบี้ยโลกเป็นขาลง/ มี Earning momentum/ Seasonal 4Q68-1Q69/ หุ้น High Dividend Yield รวมถึงหุ้นที่จะได้ประโยชน์ในช่วงเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง
(1) กลุ่มค้าปลีก / บริโภค รับเงินสะพัดในช่วงเลือกตั้ง/ High Season/ กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่น CPAXT*, BJC, TNP*, KK*, MOTHER*, ICHI*, MOSHI*
(2) กลุ่มหุ้น High Dividend Yield ป้องกันความผันผวน เช่น อสังหาฯ, REIT และ ธนาคาร เช่น AP*,SPALI*,CPN*,CPNREIT*,DIF*, SCB, TTB*, KTB
(3) กลุ่มการเงิน / นอนแบงค์ ตามวงจรดอกเบี้ยขาลง เช่น SAWAD*, TIDLOR*, KTC*, NCAP*, SGC*
(4) กลุ่มรับเหมาก่อสร้างรับหลังเลือกตั้ง รวมถึงกลุ่มวัสดุก่อสร้างซ่อมแซม/น้ำท่วม เช่น STECON, CK, SEAFCO*, PYLON*,HMPRO*,GLOBAL*,TASCO*, TOA*
(5) กลุ่มท่องเที่ยว รับ High Season และ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เช่น AOT, CENTEL*, ERW*,SHR*,AWC*, DUSIT*, MBK*
(6) กลุ่มไอซีที / ดิจิทัล ปราบปรามภัยไซเบอร์, การลงทุนด้าน Digital, Cyber Security, Data Center เช่น ADVANC, TRUE, DELTA*, GULF*, BGRIM*, SECURE*,NETBAY*,VCOM*
(7) กลุ่มปิโตรเคมี/ บรรจุภัณฑ์ คาดหวังการฟื้นตัวของ Demand ในปี69 เช่น IVL*,PTTGC*,SFLEX*
**หุ้นแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่ยังไม่อยู่ใน Coverage ของฝ่ายวิจัย
Asset Allocation: Equity 50% Fixed Income 35% Alternative Investment etc. Gold 10% Cash 5%
Today Fundamental Research: -
Monthly Portfolio February 2026: PYLON*, GULF*, ERW*, PTTEP, KLINIQ
Analysts
Apichai Raomanachai
Fundamental and Technical Investment Analysis ID No. 002939
Tel 02-829-6999 Ext 2200
Email : apichai.ra@kfsec.co.th
Nopporn Chaykaew
Fundamental Analysis ID No. 043964
Tel 02-829-6999 Ext 2203
Email : noppoen.ch@kfsec.co.th
Nattawat Poosunthornsri
Fundamental Analysis ID No. 087077
Tel 02-829-6999 Ext 2204
Email : nattawat.po@kfsec.co.th