Today’s NEWS FEED

News Feed

HotNews: GUNKUL ปักธงรายได้โตเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 20% /KUN ตั้งเป้าอัตราการเติบโตรายได้ปี 65 เพิ่มขึ้น 15-20 % /SAMTEL ปูพรมรายได้ปีนี้ 7 พันลบ.

3,431

 

 

 

GUNKUL ทุ่มงบ 3 ปี 2 หมื่นลบ.
ปักธงรายได้โตเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 20%


สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(8มีนาคม 2565)--------บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) อัดงบลงทุน 3 ปี (2565-2567) ประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานทดแทน- ธุรกิจกัญชง-กัญชา และงานก่อสร้างโรงงาน และคลังสินค้า (Built-to-Suit) หนุนการเติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต ฟาก "สมบูรณ์ เอื้ออัชฌาสัย" ระบุตั้งเป้ารายได้โตเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 20% เผยงบลงทุนส่วนใหญ่ยังคงเน้นลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน เล็งซื้อโรงไฟฟ้า ขนาดกำลังผลิต 400-500 เมกะวัตต์ สนับสนุนกำลังผลิตไฟฟ้าในมือแตะระดับ 1,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2566

ดร.สมบูรณ์ เอื้ออัชฌาสัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (GUNKUL) เปิดเผยว่า กลุ่ม GUNKUL เล็งเห็นการเติบโตและการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต ได้วางงบลงทุนในระยะเวลา 3 ปี (2565-2567) ไว้ที่ 20,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าเฉลี่ยประมาณ 7,000-8,000 ต่อปี โดยแบ่งลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนขนาด 400-500 เมกะวัตต์ รวมทั้งลงทุนในธุรกิจกัญชง 2,000 ล้านบาท ถือเป็นการเตรียมความพร้อมในการเติบโตของกลุ่มบริษัท โดยวางเป้าหมายการเติบโตไว้ไม่ต่ำกว่าปีละ 20%

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจปีนี้ ในส่วนของธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนตั้งเป้าหมายกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 700 เมกะวัตต์ และเพิ่มกำลังการผลิตไปแตะระดับ 1,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2566 จากปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตในมือรวมทั้งสิ้น 642 เมกะวัตต์

ส่วนธุรกิจงานรับเหมาก่อสร้างและวางระบบทางด้านวิศวกรรม (EPC) ปีนี้มีแผนเตรียมเข้าร่วมประมูลโครงการใหม่ๆ ที่จะเปิดให้ประมูลกว่า 50,000 ล้านบาท และคาดว่าบริษัทมีโอกาสได้รับงานประมาณ 7-10% ของมูลค่างานทั้งหมด โดยปัจจุบันมีงานในมือ(Backlog) ประมาณ 4,500 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในอีก 1-3 ปีข้างหน้า พร้อมกันนี้ยังมีแผนจะนำ บริษัท กันกุล พาวเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (GPD) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ GUNKUL และถือหุ้นใน บริษัท ฟิวเจอร์ อีเล็คทริคอล คอนโทรล จำกัด (FEC) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภาย ไตรมาส 1 ปี 2566

ขณะที่ธุรกิจกัญชง-กัญชา การเพาะปลูกและโรงสกัดยังดำเนินการได้ตามแผน ซึ่งประมาณต้นเดือนเมษายนนี้ บริษัทจะเตรียมเปิดคลินิกแพทย์แผนไทยเพื่อให้บริการลูกค้า และจำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชง กัญชาปลายน้ำ ครบวงจร ณ อาคาร Pearl Bangkok ชั้น 2 ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชม และเข้ารับบริการได้ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2565

ด้านธุรกิจ “โกดังไฟฟ้าดอทคอม” ตลาดออนไลน์ของอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าและโซลาร์ร่วมมือกันระหว่าง GUNKUL SPECTRUM หน่วยนวัตกรรมธุรกิจพลังงานของ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) กับ เอสซีบี เท็นเอกซ์ (SCB 10X) ด้วยแนวคิด Add Energy To Cart จากการเปิดตัวมาเป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน มียอดขายเป็นที่น่าพอใจเกินเป้าและคาดว่าจะเป็นช่องทางการจำหน่ายที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต

“นับตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 ทุกอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับความท้าทายและต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตและธุรกิจต่อไปได้ ในส่วนของ GUNKUL ก็เผชิญกับความท้าทายเช่นกัน แต่สิ่งที่พิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจคือสามารถขับเคลื่อนและเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ ผลประกอบการของกลุ่มบริษัทฯ ในปี 2564 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2564) ถือได้ว่าแข็งแกร่งมากโดยมีผลกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่มีกำไรสุทธิ 2,229.27 ล้านบาท ส่วนรายได้รวมเท่ากับ 9,868.13 ล้านบาท"

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาเฉพาะกำไรสุทธิที่ไม่รวมกำไรพิเศษจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อย และกำไรจากการต่อรองราคาซื้อ ในปี 2563 บริษัทฯมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1,063.10 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 90 ซึ่งถือว่ากำไรปกติของธุรกิจเติบโตขึ้น 90% โดยหากนับรวมกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนจะแสดงจำนวน 3,425 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังสามารถจ่ายปันผลสำหรับงวดครึ่งหลังปี 2564 จากกำไรในปีและกำไรสะสม ให้กับผู้ถือหุ้นเป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 0.12 บาท ซึ่งบริษัทได้จ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปีแรกไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.06 บาท รวมจ่ายเงินปันผลงวดปี 2564 ในอัตรา 0.18 บาทต่อหุ้น

 


KUN ตั้งเป้าอัตราการเติบโตรายได้ปี 65 เพิ่มขึ้น 15-20 %
พร้อมตั้งเป้ายอดขายแตะ 1,800 ล้านบาท


KUN ประกาศเดินหน้าปรับกลยุทธ์ธุรกิจตามแนวทาง “Kunalai Strong” มุ่งเน้นทำการ Re-engineering องค์กรเตรียมพร้อมเติบโตในอนาคต ยกโมเดลการสร้างเมืองสู่ Flagship แห่งใหม่ย่าน “บางขุนเทียน” มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท เชื่อทำเลโซนใหม่เป็นจะBlue Ocean ที่มีดีมานด์สูง เล็งทยอยเปิดตัว “คุณาลัยเดซี่ – คุณาลัยนาวาร่า” เร็วๆนี้ ระบุที่อยู่อาศัยแนวราบยังโตต่อเนื่อง ส่งผลบริษัทฯตั้งเป้าอัตราการเติบโตรายได้ปี 65 เพิ่มขึ้น 15-20 %พร้อมตั้งเป้ายอดขายแตะ 1,800 ล้านบาท ตอกย้ำการยกระดับการทำ New High ต่อเนื่อง ส่งซิกปีนี้เป็นปีทองแห่งการเก็บเกี่ยวผลกำไรของ “คุณาลัย” อย่างชัดเจน


นางประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ KUN ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทแนวราบในเขตพื้นที่ชานเมือง เปิดเผยว่า ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะแนวราบ ในปี2565 จะเป็นปีที่ท้าทายแต่ก็จะเป็นปีที่ดีต่อเนื่อง แม้จะอยู่ภายใต้แรงกดดันเรื่องหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ เพราะสินค้ายังเป็นที่ต้องการของตลาดที่สูงอยู่ และเป็น Real Demand โดยเฉพาะการที่ต้องปรับตัวตามสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น เช่น การทำงานจากบ้าน, การเรียนออนไลน์ หรือการทำกิจกรรมในบ้านมากขึ้น ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมไปถึงภาพรวมของประเทศที่มีการพัฒนา Infrastructure ทางด้านการสื่อสารที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ ทำให้บ้านกลายเป็นสิ่งที่สำคัญ จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ผู้บริโภคมองหาอสังหาริมทรัพย์แนวราบมากขึ้น อีกทั้งยังมีการส่งเสริมของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ออกมาตรการผ่อนปรนเกณฑ์ LTV และรัฐบาลต่อมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนของบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท จึงเป็นการส่งเสริมให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เติบโตได้อีก เป็นมุมมองสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลมีการกระตุ้นอย่างเป็นรูปธรรม และสนับสนุนนโยบายให้คนมีบ้านอย่างต่อเนื่อง


ทั้งนี้ในปี 2565 บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำตัวเลข New High ต่อไป โดยบริษัทฯได้ตั้งเป้าหมายรายได้อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 15-20% จากปี 2564 และตั้งเป้ายอดขายไว้ที่1,800 ล้านบาท เติบโตจากปี2564 ที่ 1,510 ล้านบาท พร้อมทั้งยังตอกย้ำว่าในปีนี้จะเป็นปีแห่งการเก็บเกี่ยวผลกำไรของ “คุณาลัย” อย่างชัดเจน หลังจากที่ได้ลงทุนมาต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดย ณ สิ้นปี 2564 บริษัทฯมี Backlog มูลค่า 300 ล้านบาท และจะทยอยรับรู้รายได้เข้ามาภายในไตรมาสที่ 1 / 2565 นี้ นอกจากนี้ยังมองว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทแนวราบในปี 2565 จะมีการแข่งขันที่สูง เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้ประกอบการหันมาพัฒนาโครงการแนวราบมากขึ้น ส่งผลให้“คุณาลัย”จึงมุ่งรักษากลุ่มลูกค้าเดิม พร้อมทั้งปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละทำเล


สำหรับภาพรวมของแผนงานในปี2565 “คุณาลัย” ยังคงเดินหน้าตอกย้ำศักยภาพ ด้วยการสร้าง แบรนด์ (Brand) ให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เพื่อค่อยๆพาลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจากช่วง Brand Awareness ไปสู่การเป็น Brand love ผ่านกระบวนการทั้งในส่วนของการบริการและสื่อสารทั้งสินค้าและบริษัทผ่านสื่อต่างๆ ให้สอดรับกับแผนการขยายธุรกิจสู่ความเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบรอบกรุงเทพและปริมณฑล โดยในปีนี้“คุณาลัย” มุ่งเน้นทำการ Re-engineer องค์กรทั้งหมด เพื่ออัพเกรดและเตรียมพร้อม ทั้งด้านความรู้ความสามารถ ซึ่งเชื่อว่าแผนการขับเคลื่อนดังกล่าว จะส่งผลให้บริษัทฯจะสามารถแตะระดับรายรับที่ 1,500 ล้าน และ 2,000 ล้านในอนาคตอันใกล้นี้

 

“เรายังคงเน้นการขับเคลื่อนโดยให้ความสำคัญกับ 1.Product Redefined เพื่อปรับปรุงสินค้าให้บ้านสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างราบรื่น ทั้งในส่วนของรูปแบบการแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในและภายนอกบ้าน การให้ความสำคัญกับการสื่อสาร เช่น อุปกรณ์ต่างๆที่มีจำนวนมากขึ้น การใช้พลังงาน และค่าใช้จ่าย เช่น การติด solar cell เพื่อประหยัดพลังงานในช่วงกลางวัน 2.Project Redesigned สภาพโครงการในรูปแบบใหม่ ที่เน้นความเป็นส่วนตัวของแต่ละครอบครัว โดยการออกแบบอาศัยหลักทางวิทยาศาสตร์หลายแขนงและสถาปัตยกรรมมาออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ที่วางแผนการมีกิจกรรมนอกบ้านและในบ้านที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องกังวลถึงโรคภัย 3.Organization Re-Engineered อัพเกรดองค์กรทั้งส่วนของ soft and hard skills สู่ความเป็นเลิศในสิ่งที่“คุณาลัย”ถนัด เพื่อต่อยอดผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับเป้าหมายขององค์กร ”


นอกจากนี้ “คุณาลัย” มีแผนพัฒนาบ้านในรูปแบบ Eco Smart โดยการนำพลังงานทางเลือกมาใช้กับบ้านของ “คุณาลัย” โดยนำร่องที่โครงการ คุณาลัย พรีม บางส่วน ซึ่งเป็นการติดตั้งแผนโซล่าเซลล์ให้กับบ้านในโซนที่บริษัทฯนำร่อง เพื่อเป็นการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงได้ และนำหลักการเรื่องการจัดการพื้นที่ใช้สอยภาย ในและภายนอกบ้าน หรือ space management มาปรับปรุงสินค้าเพื่อตอกย้ำในสิ่งที่เราพูดถึงมาตลอด และเป็นจุดเด่นที่ทำให้เราขายดีตามคอนเซ็ปต์ ภายใต้ “คุณาลัย สร้างพื้นที่ สร้างความสุข”


ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “คุณาลัย” ยังได้กล่าวถึงงบการลงทุนสำหรับปี2565 ว่า บริษัทฯตั้งงบขยายการลงทุนไว้ที่ระดับ 1,000 ล้านบาท โดยเป็นงบประมาณสำหรับซื้อที่ดิน 450 ล้านบาท ส่วนวงเงินที่เหลือจะนำไปลงทุนเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาโครงการใหม่ที่เตรียมเปิดภายในปีนี้ ทั้ง2 โครงการ คือ 1. โครงการคุณาลัย เดซี่ (Kunalai Daisy) โซนบางบัวทอง เป็นโครงการที่พัฒนาใหม่เพื่อทดแทนโครงการเดิมที่กำลังจะหมด เป็นสินค้าบ้านแฝด และบ้านเดี่ยว ระดับราคา 3-5 ล้านบาท ที่ขายดีที่สุดและตลาดต้องการมาก รูปแบบโครงการจะคล้ายโครงการที่พัฒนาอยู่ โดยโครงการจะเน้นเรื่อง “ตัดส่วนเกิน เพิ่มเติมส่วนขาด” ตามความถนัดที่“คุณาลัย” มี ซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับพื้นที่ภายในบ้านเพิ่มขึ้น จากภาวะที่ต้องใช้ชีวิตประจำวันภาย ในบ้านมากกว่าเดิม มูลค่าโครงการ ประมาณ 800 ล้านบาท


และ 2.โครงการ คุณาลัย นาวาร่า (Kunalai Navara) จะเป็นอีก 1 แฟลกชิป (Flagship) ที่เป็นอีกหนึ่งเรือธงของ”คุณาลัย” ซึ่งบริษัทฯจะยกโมเดลยุทธ์ศาสตร์การสร้างเมือง บนพื้นที่ดังกล่าวให้เหมือนแฟลกชิป แห่งแรกคือบางบัวทอง สำหรับโครงการดังกล่าวเป็นโครงการในทิศที่ 3 ของ”คุณาลัย” ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของกรุงเทพฯ โซนพระราม 2-บางขุนเทียน มีมูลค่าโครงการประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยมองว่าทำเลโซนดังกล่าวจะเป็น Blue Ocean ที่ยังคงมีความต้องการ (ดีมานด์) ที่อยู่อาศัย ดังนั้น มองว่าจึงเป็นโอกาสทางธุรกิจที่คุณาลัยจะเข้าไปพัฒนาโครงการ เบื้องต้นคาดจะเปิดขายได้ภายในไตรมาส 3/2565


พร้อมกันนี้ ยังได้กล่าวยอมรับว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคคือที่อยู่อาศัยแนวราบในช่วงระดับราคา 2-8 ล้านบาท ซึ่งตลาดดังกล่าวมีการขยายตัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นตลาดดังกล่าวจึงสอดคล้องกับแผนการต่อยอดและการลงทุนพัฒนาโครงการของ “คุณาลัย”ที่เตรียมการรองรับการขาย ในอนาคต โดยล่าสุดบริษัทฯมีแผนงานระยะกลางที่ 5 ปี (2566 – 2570) ที่เตรียมพร้อมเพื่อการพัฒนาและที่ดินเปล่าที่ได้วางมัดจำไว้แล้ว รวมมูลค่าโครงการเกือบ 10,000 ล้านบาท รวมถึงแผนในการเปิดโครงการใหม่ไว้พร้อมแล้ว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าบริษัทฯมีความสามารถในการรับรู้รายได้จากปัจจุบันจนถึงปี 2570 เป็นที่เรียบร้อย


สำหรับดีมานด์กลุ่มผู้บริโภคในโซนที่ “คุณาลัย ” พัฒนาอยู่ในปัจจุบัน ถือว่ายังถือว่ามีดีมานด์ดีมากอย่างต่อเนื่อง โดยลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมโครงการมีจำนวนรวมใกล้เคียงกับปี 2563 แต่ยอดขายของบริษัทฯในปี 2564 สามารถเติบโตได้เกือบ 15% จากยอดขายในปี 2563 แสดงถึงลูกค้าที่มาดูโครงการเป็นลูกค้าที่มีความต้องการบ้านจริง ทำให้อัตราการปิดการขายของ“คุณาลัย ” สามารถทำได้ดีขึ้น และนอกจากนั้น ทุกโซนที่ มีโครงการบ้านจัดสรรของเราที่พัฒนาอยู่ทั้ง 3 โซน(บางบัวทอง ฉะเชิงเทรา และบางขุนเทียน)อยู่ในโซนการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนาดใหญ่ ทั้งรถไฟฟ้า ถนนวงแหวน ทางด่วนใหม่ ทำให้มั่นใจว่าเราจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายของปี 2565 ที่วางไว้ ทิศทางการตลาดที่จะใช้คือมีทั้ง 1. market penetration การมีสินค้า Segment อื่นเพิ่มเติมในจุดที่เรามีชื่อเสียง เพิ่ม Market Share ได้อีก และ 2. Market Development ในโซนที่เราเริ่มต้นใหม่ ในปีนี้คือโซนบางขุนเทียน เพื่อสร้างฐานรายรับในอนาคตให้เติบโตยิ่งขึ้น

 

 

 

SAMTEL ชูบริการ Digital Solution Outsource Service
รุกงาน e-Service ภาครัฐ หวังพิชิตเป้ารายได้ปีนี้ 7 พันลบ.



สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (8มีนาคม 2565)----สามารถเทลคอม ชูบริการ Digital Solution Outsource Service รุกงาน e-Service ภาครัฐ หวังพิชิตเป้า 7,000 ล้าน ในปี 65 ล่าสุดชนะประมูลโครงการ AMI มูลค่ากว่า 2,350 ล้านบาท


บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด(มหาชน) ชูกลยุทธ์ Digital Solution Outsource Service ช่วยเสริมศักยภาพการบริการสาธารณะของภาครัฐรูปแบบดิจิทัล (e-Service) สู่ความสำเร็จ หวังพิชิตเป้าหมายรายได้ 7,000 ล้านบาท เน้น 3 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ 1.Government Service Outsource 2.Utility Sector และ 3.Banking Sector พร้อมบริการดิจิทัลโซลูชันแบบครบเครื่องรอบด้าน เพื่อช่วยลดภาระในการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐ และเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการประชาชน โดยล่าสุดชนะการประมูลโครงการ AMI จาก กฟภ. ในนาม STS Consortium มูลค่ากว่า 2,350 ล้านบาท

 

นายจง ดิลกสมบัติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า“ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยี และพฤติกรรมของผู้คนในสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว บวกกับสถานการณ์ไวรัส COVID-19 ที่ก่อให้เกิดวิถีชีวิตถัดไปในรูปแบบ Next Normal เช่น สังคมไร้เงินสด การทำงานทางไกล การเรียนการสอนออนไลน์ การทำธุรกิจออนไลน์ เป็นต้น ดังนั้นภาครัฐเองจึงได้ปรับตัวและให้ความสำคัญ ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาการให้บริการสาธารณะผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Government e-Service เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในยุคดิจิทัล

 

สามารถเทลคอม ซึ่งมีความชำนาญและพร้อมนำเสนอเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจร รวมถึงการดำเนินการให้บริการภาครัฐในรูปแบบ Digital Solution Outsource Service จึงเห็นโอกาสที่จะก้าวสู่การเป็นผู้ร่วมเสริมศักยภาพการบริการดิจิทัลภาครัฐ หรือ Government e-Service ไปสู่ความสำเร็จ และใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อที่รัฐจะได้ประโยชน์ในหลายด้าน เช่น ลดภาระในการสรรหาบุคลากรที่มีความชำนาญ ไม่ต้องลงทุนเพื่อซื้อเทคโนโลยีที่ทันสมัยอยู่เสมอ ช่วยลดการพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐ โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์การให้บริการ Digital Solution Outsource Service ไปที่ 3 กลุ่มหลักได้แก่ 1.Government Service Outsource เน้นให้บริการธุรกรรมต่างสาขา ได้แก่ การซื้อ-ขาย โอนทรัพย์สิน และการบูรณาการข้อมูลภาครัฐเพื่อการเข้าถึงของประชาชน เช่น การตรวจสอบสิทธิ สถานะบริการ เป็นต้น โดยคาดว่ามีมูลค่าโครงการอยู่ที่ 5,000-6,000 ล้านบาท 2.Utility Sector ได้แก่ การให้บริการ Advance Utility Infrastructure เพื่อช่วยยกระดับบริหารจัดการองค์กร , บริการระบบบริหารจัดการทรัพยากร (ERP) รวมถึงบริการดูแลรักษาระบบต่างๆ และ บริการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นต้น โดยคาดว่ามีมูลค่าโครงการอยู่ที่ 6,500 ล้านบาท ส่วนกลุ่มที่ 3.Banking Sector ให้บริการด้าน Digital Banking และ บริการ Smart Branch Services เป็นต้น โดยคาดว่ามีมูลค่าโครงการอยู่ที่ 750 ล้านบาท ทำให้มูลค่าโครงการรวมจากเฉพาะ 3 กลุ่มหลักนี้อยู่ที่กว่า 13,000 ล้านบาท ซึ่งล่าสุด สามารถเทลคอม ได้รับหนังสือสั่งจ้างงานโครงการติดตั้งระบบมิเตอร์อัจฉริยะ (AMI) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ที่บมจ.สามารถเทลคอม ร่วมกับ บจ.สามารถคอมมิวนิเคชั่น เซอร์วิส ร่วมประมูลในนาม STS Consortium เป็นเงินทั้งสิ้น 2,359,962,040 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

 

นอกจากนี้ สามารถเทลคอมได้เตรียมพร้อมโซลูชันที่ครอบคลุมรอบด้านแบบครบวงจร ที่คาดว่าเหมาะสม และสามารถตอบโจทย์การยกระดับการให้บริการของภาครัฐไปสู่ดิจิทัลได้ ด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์ช่วยให้คำแนะนำ วิเคราะห์ปัญหา คัดสรรเทคโนโลยีที่เหมาะสม ทำให้มั่นใจว่าองค์กรจะได้โซลูชั่นที่ตอบโจทย์ความต้องการอย่างแท้จริง โดยได้จัดแบ่งโซลูชันออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. Data Integrity & Infrastructure โซลูชันเพื่อการจัดการข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงปลอดภัย เช่น Network & Cyber Security, Data Governance & Protection 2. Competitiveness Enhancement โซลูชันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน เช่น Big Data, AI Analytics และ 3. e-Filling Services โซลูชันเพื่อส่งมอบบริการครบวงจรถึงมือประชาชน ซึ่งรวมถึงด้านการยืนยันตัวตนและความถูกต้องของข้อมูลดิจิทัล (Digital Verification) และสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) เป็นต้น

 

ที่ผ่านมา สามารถเทลคอมได้ให้บริการในลักษณะนี้กับภาครัฐและรัฐวิสาหกิจมาแล้วหลายโครงการ เช่น บริการบำรุงรักษาอุปกรณ์ และดูแลรักษาระบบอ่านมิเตอร์ไฟฟ้าอัตโนมัติ ให้กับองค์กรด้านสาธารณูปโภค, บริการด้านระบบบริหารจัดการทรัพยากร( ERP) ให้กับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และบริการเฝ้าระวังการโจมตีทางไซเบอร์ (SOC Service) ให้กับหน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการเงิน เป็นต้น ซึ่งจากฐานลูกค้าเดิม ประกอบกับหากสามารถเทลคอมได้ให้บริการตามกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม ดังที่กล่าวมา บริษัทฯ จึงมั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจตามที่ตั้งไว้ 7,000 ล้านบาทในปีนี้ ” นายจงกล่าวทิ้งท้าย

 

--จบ--

 

 

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

บล.พาย ขนทัพ นลท.เยี่ยมชม รง.PIMO-ไพโม่

บล.พาย ขนทัพ นลท.เยี่ยมชม รง.PIMO-ไพโม่

เล่นชุดใหญ่ By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม เห็นหุ้นใหญ่ กลุ่มพลังงาน คึกคัก แบบเล่นชุดใหญ่ หุ้นใหญ่หลายตัว กางปีกสีเขียว........

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้