Today’s NEWS FEED

News Feed

HotNews : เจาะ PTTGC ทำไมกำไร Q2/63 วูบ 24%

864

HotNews : เจาะ PTTGC ทำไมกำไร Q2/63 วูบ 24%

 

 

 

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(7 สิงหาคม 2563) PTTGC ประกาศไตรมาส 2/63 มีกำไรจากการดำเนินงาน (ไม่รวมผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันและการกลับรายการมูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ กำไรทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยน และผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยง) อยู่ที่ 1,409 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 1,128 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 25% โดยมี Adjusted EBITDA อยู่ที่ 6,463 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาส 1/63 แต่ลดลง 15% จากไตรมาส 2/62

 

 

 

 

 

ขณะที่บริษัทรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันและการกลับรายการมูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Stock Loss Net Reversal of NRV) เป็นผลขาดทุนรวม 899 ล้านบาท รวมทั้งผลการขาดทุนตราสารอนุพันธ์ 340 ล้านบาท และจากการแข็งค่าของค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่องตลอดไตรมาสจึงส่งผลให้บริษัทมีผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 1,501 ล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรสุทธิรวม 1,671 ล้านบาท (0.37 บาท/หุ้น) สูงขึ้นจากไตรมาส 1/63 ราว 119% แต่ลดลง 24% จากไตรมาส 2/62

 

 

ด้านรายได้จากการขายรวมอยู่ที่ 69,271 ล้านบาท ลดลง 26% จากไตรมาส 1/63 และลดลง 35% จากไตรมาส 2/62

 

 


ไตรมาสนี้ บริษัทใช้กำลังการผลิตได้เต็มกำลังการผลิตในทุกหน่วยธุรกิจหลัก โดยเฉพาะโอเลฟินส์และโพลิเมอร์ได้กลับมาดำเนินการผลิตได้เต็มที่ หลังจากการปิดซ่อมบำรุงตามแผนในไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ปริมาณการขายปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมปรับตัวลดลงจากการชะลอตัวของอุปสงค์ของโลก โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยานและน้ำมันแก๊สโซลีน ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เผชิญสถานการณ์ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ส่วนต่างผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ปรับลดลงตามการปรับลดลงของอุปสงค์ในผลิตภัณฑ์หลัก

 

 

 

 

 

-ธุรกิจโรงกลั่นมีค่าการกลั่น มี GRM อยู่ที่ 2.31 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สำหรับธุรกิจอะโรเมติกส์มีส่วนต่างผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ (BTX P2F) สูงขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 163 เหรียญสหรัฐ/ตัน มาอยู่ที่ 176 เหรียญสหรัฐ/ตัน โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์พาราไซลีนกับราคาคอนเดนเสท และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์พลอยได้ที่เพิ่มขึ้น จากการปรับลดลงของราคาวัตถุดิบคอนเดนเสทตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในไตรมาสนี้

 



-ธุรกิจโอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องมีผลประกอบการที่ดีขึ้น แม้ว่าราคาผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน (PE) เฉลี่ยลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า แต่ปริมาณการขายปรับตัวสูงขึ้นจากการกลับมาดำเนินการผลิตเต็มที่ ทำให้ Adjusted EBITDA Margin ในไตรมาสนี้ขึ้นจาก 9% เป็น 11% ทั้งนี้ บริษัทมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน 807 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยหลักเป็นผลจากธุรกิจโพลีโพรพิลีน (PP) ดีขึ้น

 

 

-ธุรกิจไบโอพลาสติกที่ดำเนินการผ่านบริษัท Natureworks ในสหรัฐปรับตัวดีขึ้น

 

 

 

 

 


PTTGC ระบุว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดทั่วโลกมากว่าครึ่งปี มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 16 ล้านคน (ณ กรกฎาคม 2563) ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต่อเศรษฐกิจโลก รวมทั้งผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีนได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้โรงกลั่นและโรงปิโตรเคมีในบางประเทศได้ลดกําลังการผลิตลงเพื่อตอบสนองกับความ ต้องการทางผลิตภัณฑ์ที่หายไปจากผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ํา ซึ่งคาดการณ์ว่าความต้องการการใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จะ ค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง

 

 

บริษัทฯ คาดการณ์แนวโน้มตลาดน้ำมันในครึ่งปีหลังว่าราคาน้ํามันดิบดูไบจะอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 42-45 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยสํานักงานพลังงานสากล (IEA) ได้มีการคาดการณ์ถึงการเติบโตของความต้องการใช้น้ํามันของโลก (ณ เดือนกรกฎาคม 2563) ในปี 2563 อยู่ที่ระดับ 92.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือลดลง 7.2 ล้านบาร์เรลต่อวันจากปริมาณความต้องการใช้ในปีที่ผ่านมา ซึ่งดีขึ้น จากการประเมินในไตรมาสก่อน 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ดี จากตลาดน้ํามันดิบในครึ่งปีหลังนี้ ยังมีความไม่แน่นอนจากการ ควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส ซึ่งอาจมีความยืดเยื้อจนส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจของโลก จะเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ํามันได้

 

 

สําหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม บริษัทฯ คาดว่าสถานการณ์ราคาและส่วนต่างราคาของผลิตภัณฑ์ในครึ่งปีหลังยังคงได้รับปัจจัย กดดันจากสถานการณ์ข้างต้น ส่งผลให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์น้ํามันต่าง ๆ โดยเฉพาะน้ํามันอากาศยาน และน้ํามันแก๊สโซลีน ลดลง แต่มีแนวโน้มความต้องการจะปรับตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ส่งผลให้ส่วนต่างราคาน้ํามันดีเซลกับน้ํามันดิบดูไบเฉลี่ยครึ่งปีหลังจะอยู่ที่ 8-9 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

 

 

 

 

 

และในขณะส่วนต่างราคาน้ํามันเตากํามะถันต่ํา (Low Sulfur Fuel Oil: LSFO) กับน้ํามันดิบดูไบครึ่งปี หลังจะอยู่ที่ 7-8 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และความต้องใช้น้ํามันเตาเกรดกํามะถันสูง (High Sulfur Fuel Oil: HSFO) ยังคงลดลง โดยคาดการณ์ส่วนต่างราคา HSEO กับน้ํามันดิบดูไบครึ่งปีหลังอยู่ที่ 6 ถึง -5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ํามันแก๊ซโซลีนยัง ได้รับปัจจัยกดดันจากระดับสินค้าคงคลังที่สูงและปริมาณการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูงจากการโรงกลั่นในภูมิภาคอเมริกาเหนือ คาดการณ์ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ครึ่งปีหลังอยู่ที่ 6-7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดําเนินการปรับลดการผลิตน้ํามัน อากาศยานที่มีแนวโน้มอุปสงค์ที่ปรับตัวลดลงและผลิตน้ํามันดีเซลที่ยังมีความต้องการที่ตอยู่ทดแทน บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถ ดําเนินการผลิตทั้งปีได้เต็มกําลังที่ร้อยละ 101

 

 

สําหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ทางบริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสในด้านราคาผลิตภัณฑ์เท่านั้น หางด้าน การผลิตยังคงเป็นไปตามแผน แนวโน้มผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์คาดว่าส่วนต่างของผลิตภัณฑ์พาราไซลืนกับแนฟทาในครึ่งปีหลังจะอยู่ที่ 160-220 เหรียญสหรัฐฯ ต่อต้น ปรับตัวลดลงจากครึ่งปีแรก เนื่องจากมีอุปทานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากผู้ผลิตรายใหม่ ในขณะที่อุปสงค์ จากภาคอุตสาหกรรมปลายน้ํา เส้นใยและสั่งหอ (Fiber Filament) กรดเทเรฟทาริคบริสุทธิ์ (PTA) โดยเฉพาะขวดบรรจุภัณฑ์ (PET Bottle Resin) อาจมีการชะลอตัวเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังอยู่ในสภาวะที่ยังไม่ดีขึ้น

 

 

สําหรับส่วนต่างของ ราคาเบนซินและแนฟหาจะอยู่ที่ประมาณ 90-110 เหรียญสหรัฐฯ ต่อต้น ปรับตัวลดลงจากครึ่งปีแรก เนื่องจากอุปทานใหม่ที่เพิ่มขึ้น ในช่วงไตรมาส 4/2563 ในขณะที่ความต้องการจากผลิตภัณฑ์ปลายน้ํา เช่น สไตรีนโมโนเมอร์ และฟีนอลยังคงทรงตัว สําหรับในปีนี้ บริษัทฯ มีแผนการปิดซ่อมบํารุงเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของหน่วยผลิตอะโรเมติกส์ 2 ในไตรมาสที่ 3 คาดการณ์การใช้ กําลังการผลิตของปี 2563 อยู่ที่ร้อยละ 92

 

 

 

 

 

ด้านแนวโน้มของสถานการณ์ผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มทรงตัวจากครึ่งปีแรก จาก การคาดการณ์ว่าจะมีกําลังการผลิตใหม่ในปี 2563 รวมทั้งราคาน้ํามันดิบที่ดีขึ้นเล็กน้อย คาดว่าราคาเฉลี่ยเม็ดพลาสติก HDPE ใน ครึ่งปีหลังจะอยู่ราว 830-910 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ในขณะที่สถานการณ์ราคา MEG คาดว่าจะมีแนวโน้มทรงตัวจากครั้งแรก

 

 

ซึ่ง ปัจจัยสําคัญมาจากปริมาณอุปทานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์การใช้งานของตลาดผลิตภัณฑ์ ปลายน้ําโดยเฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ยังคงเติบโตได้ บริษัทฯ คาดว่าราคา MEG (ASP) ในครึ่งปีหลังเฉลี่ยอยู่ที่ 420-480 เหรียญสหรัฐฯ ต่อต้น ทั้งนี้ในปี 2563 คาดการณ์การใช้กําลังการผลิตของธุรกิจโอเลฟินส์จะอยู่ที่ร้อยละ 97 จากการปิดซ่อมบํารุงที่ แล้วเสร็จไปในไตรมาสที่ 1 และคาดการณ์การใช้กําลังการผลิตของธุรกิจโพลิเมอร์จะอยู่ที่ร้อยละ 101

 

 

PTTGC

 

 



 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

HotNews : IAA เปิดผลสำรวจ SET สิ้นปีนี้ 1,300 จุด

ส.นักวิเคราะห์ คาดเป้าหมาย SET วันสิ้นปี 63 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,300 จุด ขณะที่คาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ...

ผันผวน By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ วันนี้ วันแรก เกณฑ์ขายชอร์ตและซิลลิ่ง-ฟลอร์ กลับมาปกติอีกครั้ง ภาคเช้า ตลาดหุ้นไทย คงแกว่ง

SETเด้งตามดาวโจนส์ By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม วันนี้ ตลาดหุ้นไทย SET คงเด้ง พ้น ทะลุ1240จุด ตามตลาดเอเชีย ปรับตัวขึ้น ตามดาวโจนส์ บวกๆบนความหวัง ทำเนียบ

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้