Today’s NEWS FEED

News Feed

HotNews : PTTGC ดันกำไรโค้ง 2 โต 64% แม้แบกค่าใช้จ่ายวัตถุดิบ GGC หาย

1,960

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (9 สิงหาคม 2561) PTTGC ดันกำไรโค้ง 2 โต 64% โกยรายได้ 128,923 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% มี Adjusted EBITDA 15,902 ล้านบาท แม้รับรู้ค่าใช้จ่ายจากความเสียหายจากวัตถุดิบคงคลังของบริษัทโกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด(มหาชน) GGC จำนวน 1,388 ล้านบาท พร้อมประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันในช่วงที่เหลือของปีคาดราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจะอยู่ 72 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล รับแรงหนุนมาตรการควบคุมกำลังการผลิตร่วมกันของกลุ่มโอเปกและนอกกลุ่มโอเปก

 

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) PTTGC เปิดเผยว่า ไตรมาส 2/2561 บริษัทฯ มีผลการดำเนินการที่ดีต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีรายได้จากการขาย 128,923 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 มี Adjusted EBITDA 15,902 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 10,828 ล้านบาท (2.40 บาท/หุ้น) ซึ่งกำไรสุทธิในไตรมาสนี้ได้รับรู้ค่าใช้จ่ายจากความเสียหายจากวัตถุดิบคงคลังของบริษัทโกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด(มหาชน) GGC จำนวน 1,388 ล้านบาท ตามสัดส่วนการถือหุ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากไตรมาส 1/2561 แต่เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 2/2560 กำไรสุทธิปรับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 64 และผลการดาเนินงานในครึ่งปีแรกของปี 2561 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิรวม 23,215 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

 

ในไตรมาสนี้ราคาผลิตภัณฑ์โพลีโอเลฟินส์เฉลี่ยอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาส 1/2561 ในขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์สายธุรกิจ Performance Materials & Chemical มีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากส่วนต่างของผลิตภัณฑ์ฟีนอลและบิสฟีนอลเอที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยและธุรกิจอะโรเมติกส์มีกาไรที่ลดลง สำหรับในส่วนของการรับรู้ส่วนแบ่งกาไรจากเงินลงทุนนั้นมีการปรับตัวลดลง โดยเป็นผลจากการกาไรที่ลดลงของอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากหนี้สกุลเหรียญสหรัฐของบริษัทร่วม จากการอ่อนตัวของค่าเงินบาทในช่วงสิ้นไตรมาส

 

สำหรับรายได้จากการขายในไตรมาส 2/2561 ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเป็นผลมาจากปริมาณการขายที่ปรับเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง เป็นผลจากประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้นและไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงในไตรมาสที่ผ่านมา ประกอบกับราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันกับราคาน้ามัน ค่าใช้จ่ายผันแปรอื่นในไตรมาส 2/2561 ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 ตามปริมาณการขายที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายการผลิตคงที่ ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเป็นผลจากค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเป็นหลัก สำหรับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 เนื่องจากมีปริมาณการขายเพิ่มมากขึ้น

 

ค่าเสื่อมราคาและรายการตัดบัญชีในไตรมาส 2/2561 เทียบกับไตรมาส 2/2560 ปรับตัวลดลงร้อยละ 4 เนื่องจากในไตรมาส 2/2560 มีการตัดจำหน่ายสินทรัพย์เพราะมีการเลื่อนแผนการปิดซ่อมบารุงเร็วขึ้นจึงมีการรับรู้ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มดังกล่าว

 

 

ขณะที่แนวโน้มราคาน้ำมันในช่วงที่เหลือของปีคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบค่าเฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 72 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล โดยคาดว่าจะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมกำลังการผลิตร่วมกันของกลุ่มโอเปกและนอกกลุ่มโอเปก ผลกระทบจากการดำเนินมาตรการคว่ำบาตรของประเทศสหรัฐอเมริกาต่อประเทศอิหร่าน และปัญหาการผลิตน้ำมันดิบที่ลดลงของประเทศเวเนซุเอล่าและประเทศแคนาดา เป็นปัจจัยหลักในการสนับสนุนระดับราคาน้ำมันดิบดูไบ อย่างไรก็ดีปริมาณการผลิตน้ามันดิบที่เพิ่มขึ้นของประเทศสหรัฐอเมริกาและการคาดการณ์ผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีนคาดว่าจะเป็นปัจจัยลบที่จะมากระทบต่อระดับราคาน้ามันดังกล่าว

 

สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ตลาดปิโตรเลียม บริษัทฯ คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลกับน้ำมันดิบดูไบจะเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 13.4 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการของน้ำมันเพื่อใช้ทำความร้อนในช่วงหน้าหนาวและระดับสินค้าคงคลังที่ปรับลดลงมาอยู่ในระดับที่ต่า ขณะที่ส่วนต่างราคาน้ามันเตากับน้ำมันดิบดูไบคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นไปอยู่ที่ -2.7 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ทั้งนี้ ในส่วนของปริมาณการผลิตและการขาย บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถเดินเครื่องโรงกลั่นได้เต็มที่ในปี 2561 ที่อัตราร้อยละ 101

 

 

ธุรกิจอะโรเมติกส์ บริษัทฯ คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีส่วนต่างผลิตภัณฑ์พาราไซลีนกับแนฟทาเฉลี่ยจะอยู่ระดับประมาณ 349 เหรียญสหรัฐ/ตัน ขณะที่ส่วนต่างราคาเบนซีนกับแนฟทาคาดว่าจะอยู่ในระดับ 191 เหรียญสหรัฐ/ตัน โดยผลิตภัณฑ์พาราไซลีนคาดว่าจะยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการของผลิตภัณฑ์ปลายทางโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์โพลีเอสเตอร์ที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เช่นเดียวกันกับผลิตภัณฑ์เบนซีนที่ยังได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการใช้เพื่อเป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์ปลายทางในส่วนของผลิตภัณฑ์สไตรีนโมโนเมอร์และผลิตภัณฑ์ฟีนอล อย่างไรก็ดีจากระดับราคาวัตถุดิบคอนเดนเสทที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามระดับราคาน้ำมันและกำลังการผลิตใหม่ที่คาดว่าจะเข้ามาโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังเป็นปัจจัยที่กดดันส่วนต่างของผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบคอนเดนเสท ทั้งนี้ ในส่วนของปริมาณการผลิตและการขาย บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถใช้กำลังการผลิตได้ดีขึ้นอยู่ที่อัตราร้อยละ 89 ในปี 2561 เพิ่มขึ้น จากร้อยละ 80 ในปี 2560 เนื่องจากในปี 2560 มีการปิดซ่อมบำรุงและปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงอะโรเมติกส์หน่วยที่ 2

 

แนวโน้มสถานการณ์ธุรกิจโอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง บริษัทฯ คาดว่าราคาเฉลี่ยเม็ดพลาสติก HDPE ในช่วงที่เหลือของปีจะอยู่ที่ประมาณ 1,349 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน โดยคาดว่าจะอ่อนตัวลง เนื่องจากในช่วงครึ่งปีหลังจะมีกำลังการผลิตใหม่จากประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามา ขณะที่ผลิตภัณฑ์โมโนเอทิลีนไกลคอล (MEG) ที่คาดว่าราคาเฉลี่ย MEG ACP อยู่ที่ 930 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน เนื่องจากยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการจากผลิตภัณฑ์โพลีเอสเตอร์และโพลีเอทิลีน เทเรฟทาเลต (PET) โดยในส่วนของการดาเนินงานของบริษัทฯ คาดว่าการใช้กาลังการผลิตโดยรวมจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่ร้อยละ 96 โดยคาดว่าในปี 2561 จะสามารถใช้กำลังการผลิตของโรงโอเลฟินส์อยู่ที่ร้อยละ 100 ถึงแม้ว่าบริษัทฯ มีแผนที่จะทำการหยุดซ่อมแซมโรงโอเลฟินส์ 1 และผลิตภัณฑ์ MEG คาดว่าจะมีการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยทั้งปีที่ร้อยละ 104

 

 


นอกจากนี้ วันนี้ PTTGC แจ้งที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯครั้งที่ 4/2561 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2561 ได้มีมติเห็นชอบให้บริษัทฯ ร่วมกับบริษัทในเครือเข้าซื้อหุ้นในบริษัท Siam Mitsui PTA Company Limited (SMPC) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจกลุ่มผลิตภัณฑ์กรดบริสุทธิ์เทเรพาธิค (PTA) ร้อยละ 74 และ Thai PET Resin Company Limited (TPRC) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจกลุ่มผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีนเรฟทาเลต (PET) ร้อยละ 74 ทั้งทางตรงและทางอ้อม จากบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (SCG Chemicals) และบริษัท Mitsui Chemicals, Inc. (MCI) คิดเป็นเงินลงทุนประมาณ 125 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 4,148 ล้านบาท (ณ อัตราแลกเปลี่ยน 33.3 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ) ซึ่งราคาซื้อขายสุดท้ายอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยบางประการ โดยได้มีการลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายหุ้นดังกล่าวเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2561 ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าวเป็นไปตามแผนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ที่จะขยายการลงทุนต่อยอดและเพิ่มศักยภาพในการทำตลาดเม็ดพลาสติกของบริษัทฯ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างหลากหลายและครบวงจร ทั้งนี้ บริษัทฯเป็นผู้ผลิตพาราไซลีน (PX) รายสำคัญของประเทศ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของ PTA และบริษัทฯ มีบริษัทในเครือเป็นผู้ผลิตโมโนเอทิลีนไกลคอล (MEG) รายใหญ่ในประเทศ ซึ่งเป็นวัตถุดิบของ PET โดยการเข้าทำสัญญาซื้อหุ้นในครั้งนี้จะสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับบริษัทฯ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการวัตถุดิบต้นทาง ทั้ง PX และ MEG อันจะส่งผลให้สามารถบริหารผลกำไรตลอดสายธุรกิจได้อย่างเหมาะสม



ขณะที่คาดว่าการโอนหุ้นที่ซื้อขายตามสัญญาจะซื้อจะขายหุ้นข้างต้นจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 4 ของปี 2561 ภายหลังจากการยื่นคำขออนุญาตควบรวมกิจการต่อหน่วยงานภาครัฐในประเทศที่เกี่ยวข้อง (Merger Control Filing) แล้วเสร็จ และบริษัทฯ ได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ภายใต้ข้อตกลงและเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาจะซื้อจะขายหุ้น

 


นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (หรือ "SCC") เปิดเผยว่า บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัดซึ่งเป็นบริษัทย่อยในธุรกิจเคมิคอลส์ที่ SCC ถือหุ้นทั้งหมด อยู่ระหว่างการดำเนินการขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ใน บริษัทสยาม มิตซุย พีทีเอ จำกัด (SMPC) ที่สัดส่วนร้อยละ 50 และในบริษัทไทย เพ็ท เรซิน จำกัด (TPRC) ที่สัดส่วนร้อยละ 20 ให้ PTTGC และบริษัทในเครือของ PTTGC โดยเอสซีจี เคมิคอลส์ จะมีรายรับจากการขายหุ้นประมาณ 2,600 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิหลังหักภาษีจากรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ (Non-recurring after tax gain) ประมาณ 150 ล้านบาท คาดว่าการทำรายการดังกล่าวจะดำเนินการแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 4 ของปี 2561 ซึ่งราคาซื้อขายสุดท้ายจะเป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาเมื่อดำเนินการซื้อขายหุ้นแล้วเสร็จ SMPC เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างเอสซีจี เคมิคอลส์ และ Mitsui Chemicals Inc. (MCI) ซึ่งเป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำของญี่ปุ่น ธุรกิจหลักของ SMPC ได้แก่การผลิตและจำหน่าย Purified Terephthalic Acid (PTA) มีกำลังการผลิต 1,440,000 ตันต่อปี โดยในปี 2560 มียอดขายประมาณ 23,140 ล้านบาท และมีสินทรัพย์รวมประมาณ 10,670 ล้านบาท TPRC เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างเอสซีจี เคมิคอลส์, MCI และ SMPC ซึ่งประกอบธุรกิจหลักเป็นผู้ผลิตและจำหน่าย Polyethylene Terephthalate (PET) มีกำลังการผลิต 133,000 ตันต่อปี โดยในปี 2560 มียอดขายประมาณ 5,080 ล้านบาท และมีสินทรัพย์รวมประมาณ 1,370 ล้านบาท PTTGC เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีที่หลากหลายและครอบคลุมการผลิตเคมีภัณฑ์ทั้งขั้นต้นและขั้นปลาย

 

PTTGC     SCC      SMPC      GGC 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความล่าสุด

HotNews : BAFS เปิดฉากลุยโซลาร์ฟาร์ม

BAFS เปิดฉากลุยโซลาร์ฟาร์ม ส่ง บาฟส์คลีน เอนเนอร์ยี่ ซื้อโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม รวม 36.40 เมกะวัตต์ จาก PDI มูลค่า....

เขียวต่อ By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เห็นตลาดหุ้นไทย เอเชียปรับตัวขึ้นต่อ เขียวอย่างต่อเนื่อง แถม เงินบาทยังแข็งค่า แบบว่า

ขี่ตัวใหญ่ By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม เห็นความสำเร็จของวัคซีน ต้านไวรัส โควิด-19 แต่ละค่าย แล้ว ใกล้แล้ว แต่ผลของวัคซีนก็ชวนให้ติดตามเป็นอย่างยิ่ง

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้