Today’s NEWS FEED

News Feed

HotNews : PTTGC กำไรโค้งแรกวูบ 48% หลังราคาปิโตรฯหด แม้มี Stock Gain

1,637

HotNews : PTTGC กำไรโค้งแรกวูบ 48% หลังราคาปิโตรฯหด แม้มี Stock Gain

 

PTTGC ไตรมาส 1/62 กำไรสุทธิหด 48% จากไตรมาส 1/61 ราคาผลิตภัณฑ์โดยรวมปรับลดลง แต่กำไรQ1/62 ปรับเพิ้มขึ้น 59% จากไตรมาส 4/61 เหตุรับรู้ Stock Gain ขณะที่เผยแนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลัง 62 มีแผนหยุดซ่อมบํารุงโรงกลั่นน้ํามันใน Q4/62 ราว 2 เดือน คาดการใช้กําลังการผลิตทั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่ 86% พร้อมคาดช่วงที่เหลือของปี 62 ราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 65-70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

 

 

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) PTTGC รายงานผลประกอบการ ไตรมาส 1/62 มีกำไรสุทธิ 6.44 พันล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 1.43 บาทเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1.24 หมื่นล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 2.75 บาท โดยมีรายได้จากการขาย112,783 ล้านบาท ปรับตัวลดลงร้อยละ 7 จากไตรมาส 1/2561 และร้อยละ 12 จากไตรมาส 4/2561 โดยเป็นผลจากราคาน้ำมันดิบดูไบที่มีการปรับตวัลดลงจากไตรมาส 1/2561 และไตรมาส 4/2561 ส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์โดยรวมปรับลดลงไปในทิศทางเดียวกัน

 

 

 

 

โดยในไตรมาสนี้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน 6,443 ล้านบาท (1.43 บาท/ หุ้น) ลดลงร้อยละ 48 จากไตรมาส 1/2561 แต่ปรับตัวเพิ้มขึ้นร้อยละ 59 จากไตรมาส 4/2561บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินการหลัก ไม่รวมผลของรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติเทียบกับไตรมาส 4/2561 ลดลงตามการปรับตัวลงของราคาผลิตภัณฑ์โดยธุรกิจโรงกลั่นน้ำมีค่าการกลั่น (GRM) ลดลงมาอยู่ที่ 3.22 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลจากภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ

 

 

ขณะที่ธุรกิจอะโรเมติกส์ ส่วนต่างผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์(BTX P2F) ลดลงมาอยู่ที่ 206 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ส่งผลให้ธุรกิจมี Adjusted EBITDA ร้อยละ 8 เนื่องจากตลาดมีความกงัวลเรื่องกำลงการผลิตใหม่ สำหรับธุรกิจโอเลฟินส์และโพลีเมอร์ ราคาผลิตภัณฑ์โพลีเอทิลีนยังคงได้รับแรงกดดันจากผลกระทบของสงครามการค้า แต่ปรับตัวดีขึ้น จากช่วงปลายปีที่แล้ว ส่งผลให้Adjusted EBITDA margin ของธุรกิจโอเลฟิ นส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องปรับตัวขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่รอ้ยละ 18

 

 

สำหรับบริษัทย่อยมีกำไรลดลงโดยเฉพาะธุรกิจเอทิลีนออกไซด์และธุรกิจฟีนอลโดยทั้งสองธุรกจิ มีการปิดซ่อมบำรุงตามแผนและมีส่วนต่างของผลิตภัณฑ์ที่่อ่อนตัวทำให้ Adjusted EBITDA ของบริษัทฯในไตรมาส 1/2562 เท่ากับ 9,768 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 20 จากไตรมาส 4/2561 ขณะทีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน มีการ ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1,186 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 17 จากไตรมาส 4/2561

 

 

 

 

โดยหลักเป็นผลจากการอ่อนตัวของธุรกิจอะคริโลไนไตรล์ (AN) ขณะที่ผลประกอบการในส่วนของธุรกิจไบโอพลาสติกที่บริษัทฯ ดำเนินการผ่านบริษัท Natureworksประเทศสหรัฐอเมริกาปรับตัวดีขี้น

 

ทั้งนี้ในไตรมาสนี้บริษัท ฯ มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 438 ล้านบาทจากการปรับตัวแข็งค่าของค่าเงินบาทและจากการปรับขึ้น ของราคาน้ามันดิบดูไบตั้งแต่ช่วงต้นไตรมาสส่งผลให้บริษัทฯ รับรู้Stock Gain และ NRVรวม 1,426 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน 6,443 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 59 จากไตรมาส 4/2561

 

 

 

 

PTTGC เผยแนวโน้มธุรกิจ ครึ่งปีหลังของปี 62

 

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) PTTGC เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดน้ํามันในช่วงที่เหลือของปี 2562 คาดว่าราคาน้ํามันดิบดูไบจะอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 65-70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยสํานักงานพลังงานสากล (IEA) ยังคงคาดการณ์ความต้องการใช้น้ํามันของโลกในปี 2562 อยู่ที่ระดับ 100.6 ล้านบาร์เรล ต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ดี ตลาดน้ํามันดิบในครึ่งปีหลังยังมีความไม่แน่นอน ทั้งจากสงครามการค้า ระหว่างประเทศสหรัฐฯ และประเทศจีน

 

 

ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจ ประกอบกับความกังวลในเศรษฐกิจโลก อาจ กดดันความต้องการใช้น้ํามัน และแม้ว่าหางกลุ่มโอเปคและรัสเซียมีความพยายามหาข้อตกลงในการลดกําลังการผลิต แต่ ปริมาณการผลิตน้ํามันดิบของสหรัฐฯ ที่มีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจะเป็นปัจจัยกดต้นราคาน้ํามัน

 


สําหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในช่วงที่เหลือของปี 2562 บริษัทฯ คาดว่าส่วนต่างราคาน้ํามันดีเซลกับน้ํามันดิบดูไบเฉลี่ยจะอยู่ที่ 14.1 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการของ International Marine Organization (IMO) ใน การควบคุมระดับกํามะถันในน้ํามันเตาที่ใช้ในอุตสาหกรรมเดินเรือ ทําให้มีความต้องการในการใช้น้ํามันดีเซลเข้าไปผสม เพื่อให้ได้มาตรฐาน ในขณะที่ส่วนต่างราคาน้ํามันเตาและแก๊ซโซลีนคาดว่าจะมีการปรับตัวลดลง

 

 

 

 

โดยคาดว่าจะมีการปรับตัว ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.9 และ 7.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลตามลําดับ โดยในส่วนของน้ํามันเตาคาดว่าจะได้รับผลกระทบ จากการดําเนินตามนโยบาย IMO โดยคาดว่าจะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 ขณะที่น้ํามันแก๊ซโซลีนยัง ได้รับปัจจัยกดดันจากระดับสินค้าคงคลังที่สูงและปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการใช้กําลังการผลิตในระดับสูงของโรงกลั่นใน ภูมิภาคอเมริกาเหนือ ทั้งนี้ในส่วนของการใช้กําลังการผลิตของโรงกลั่นน้ํามันนั้นมีแผนการหยุดซ่อมบํารุงในไตรมาส 4 ประมาณ 2 เดือน คาดว่าการใช้กําลังการผลิตทั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 86

 


แนวโน้มผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์คาดว่าส่วนต่างของผลิตภัณฑ์พาราไซลืนกับแนฟทาในช่วงที่เหลือของปี 2562 จะอยู่ที่ ประมาณ 352 เหรียญสหรัฐฯ ต่อต้น ลดลงจากครึ่งปีแรกเนื่องจากอุปทานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากอุปทานใหม่จากประเทศจีน ในขณะที่อุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรม เส้นโยและสิ่งทอ (Fiber Filament) กรดเทเรฟทาริคบริสุทธิ์ (PTA) และขวดบรรจุ ภัณฑ์ (PET Bottle Resin) ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง

 

 

สําหรับส่วนต่างของราคาเบนซินและแนฟทาจะอยู่ที่ประมาณ 68 เหรียญสหรัฐฯ ต่อต้น เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกจากการคาดการณ์ว่าอุปสงค์ของผลิตภัณฑ์เบนซินจะฟื้นตัวดีขึ้น โดยคาดว่า ความต้องการผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง เช่น สไตรีนโมโนเมอร์ (Styrene monomer) และฟีนอลจะเพิ่มสูงขึ้น สําหรับในปีนี้บริษัท ฯ มีแผนการหยุดซ่อมบํารุงเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของหน่วยผลิตอะโรเมติกส์ 1 ในไตรมาส 2 ประมาณ 2 เดือน คาดว่าการใช้กําลังการผลิตทั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 90

 

 

 


แนวโน้มของสถานการณ์ผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี 2562 มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นตาม ทิศทางของราคาน้ํามัน ซึ่งราคาผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับการพัฒนาด้านการเจรจาจากประเด็นความขัดแย้งทางด้านการค้า ซึ่ง ปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนและยังไม่สามารถบรรลุถึงข้อตกลงทางการค้าได้ ประกอบกับคาดว่าจะมีอุปทานเพิ่มขึ้นทั้งจาก ประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาในภูมิภาคมากขึ้น และกําลังการผลิตใหม่ในภูมิภาคนี้เอง

 

 

ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวคาดว่าราคาเฉลี่ย เม็ดพลาสติก HDPE จะอยู่ราว 1,117 เหรียญสหรัฐฯ ต่อต้น สําหรับสถานการณ์ราคา MEG คาดว่าจะมีแนวโน้มปรับตัว ลดลงจากครึ่งปีแรก ซึ่งปัจจัยสาคัญมาจากปริมาณอุปทานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากกาลังการผลิตใหม่ที่เริ่มทยอยเข้าสู่ ตลาดจากทวีปอเมริกา จีนรวมทั้งในภูมิภาค

 

 

ในขณะที่ปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์การใช้งานของตลาดผลิตภัณฑ์ปลายน้ํา โดยเฉพาะ Polyester ในจีนยังคงเติบโตได้ตามสภาพเศรษฐกิจของประเทศ บริษัทฯ คาดว่าราคา MEG ASP เฉลี่ยจะอยู่ ประมาณ 637 เหรียญสหรัฐฯ ต่อต้น ทั้งนี้คาดว่าการใช้กําลังการผลิตเฉลี่ยทั้งปีของธุรกิจโอเลฟินส์จะอยู่ที่ร้อยละ 102 และ ธุรกิจโพลิเมอร์จะอยู่ที่ร้อยละ 104

 

 

PTTGC

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

Hotnews : SCGP เข้าทำเนียบดัชนี SET50 และ SET100 ตั้งแต่ 28 ต.ค. 63

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นำหลักทรัพย์ของบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP) ซึ่งจดทะเบียนและเริ่มทำการ....

อ่อนกำลัง By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ มองเห็นหลายตลาดหุ้นในต่างประเทศ ปรับตัวลง บนความกังวลการแพร่ระบาดของไวรัศ โควิด-19 ยังคง

รอฟัง By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง วันนี้ มารอฟัง ความเห็น ทางออกทางการเมือง ในสภา ว่ามีแนวคิด เป็นอย่างไร ตามวิถี ตามระบอบประชา

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้