Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

HotNews: 2 เทพหุ้น เจาะตลาดหุ้นเดือน พ.ย. ส่อผันผวน ทรีนีตี้ แจก10หุ้นเด่น ด้านบัวหลวง เคาะ3 กลุ่มฟอร์มสวย

104

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(2 พฤศจิกายน 2569)--------------“ทรีนีตี้” ประเมินตลาดหุ้นไทยเดือนพฤศจิกายน 2569 ในช่วงแรกยังคงเผชิญแรงกดดันจาก Sentiment การลงทุนทั่วโลกและการโยกเงินเข้าสู่ตลาดพันธบัตร แนะนักลงทุนคงน้ำหนักลงทุนเพื่อรอความชัดเจนของสถานการณ์ โดยเฉพาะการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ดัชนีปัจจุบันถือว่าลงมาใกล้โซนอนุรักษ์นิยมแล้ว แนะ 10 หุ้นเด่นรับมือความผันผวน ได้แก่ BTG, TFG, AWC, ERW, CRC, COM7, EGCO, 3BBIF, BDMS และ BH


นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือนพฤศจิกายน 2569 ว่า ยังต้องใช้กลยุทธ์ลงทุนอย่างระมัดระวัง แม้ตลาดหุ้นไทยจะมีปัจจัยบวกทางเทคนิคที่อาจเข้ามาช่วยประคับประคองตลาด จากความเป็นไปได้ที่ หุ้นไทยจะได้รับการเพิ่มน้ำหนักเล็กน้อยในดัชนี MSCI Emerging Markets (MSCI EM) รอบการทบทวนเดือนพฤศจิกายน โดยจะทราบผลในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 12 พฤศจิกายน ตามเวลาประเทศไทย



อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความผันผวนของสินทรัพย์ทั่วโลกในช่วงต้นเดือน ซึ่งมีทั้งปัจจัยกดดันเดิมอย่างความเชื่อมั่นในกลุ่มเทคโนโลยีที่ลดลง และประเด็นสำคัญใหม่อย่างการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาในที่ 3 พฤศจิกายน ที่คาดว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาสครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ ขณะที่การแข่งขันในวุฒิสภายังมีความสูสี หากผลออกมาตามกรณีฐาน อาจทำให้โอกาสผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายภาครัฐและนโยบายลดภาษีของสหรัฐฯ ลดลง แต่จะเป็นผลดีวินัยการคลังที่ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นผลลบต่อหุ้นสหรัฐฯ แต่จะเป็นผลดีต่อตลาดพันธบัตร และอาจทำให้มีโอกาสเห็นเม็ดเงินโยกจากตลาดหุ้นเข้าสู่ตลาดบอนด์ต่อเนื่องในช่วงแรกของเดือนนี้


นายณัฐชาต กล่าวว่า สำหรับการลงทุนหุ้นไทย ยังคงแนะนำให้นักลงทุนคงน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไว้ที่ระดับเดิม เพื่อรอให้สถานการณ์โดยรวมมีเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องจากตราบใดที่ Sentiment ตลาดยังเป็นลบ ปัจจัยด้าน Valuation อาจยังไม่มีความสำคัญมากนักในการประเมิน Downside ของดัชนี



อย่างไรก็ตาม หากประเมินกรอบดัชนี SET ผ่านวิธี PE Model โดยไม่ยึดติดกับปัจจัยภายนอกอื่นๆ จะพบว่าดัชนีปัจจุบันได้ลงมาเข้าใกล้กรอบกรณีอนุรักษ์นิยม (Conservative) ของทรีนีตี้แล้ว ซึ่งมีระดับดัชนียุติธรรมอยู่ที่ 1310 จุด อิงตัวคูณ Forward P/E ที่ 13.76x และคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2569 ที่ 110 บาท ดังนั้น หากเป็นนักลงทุนระยะยาวที่สามารถถือหุ้นผ่านความผันผวนระยะสั้นได้ อาทิเช่นผู้ที่ต้องลงทุนในกองทุนหุ้นเพื่อลดหย่อนภาษีประจำปี มองว่าการเข้าลงทุนบริเวณนี้ถือเป็นบริเวณที่มีความปลอดภัยพอสมควร

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนรายหุ้นยังคงเลือกหุ้นเด่นจากกลุ่มที่คาดว่าผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 จะมีพัฒนาการดีขึ้นจากครึ่งปีแรก โดยให้น้ำหนัก 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มปศุสัตว์คือ BTG และ TFG กลุ่มโรงแรม คือ AWC และ ERW กลุ่มค้าปลีกสินค้าเฉพาะตัว คือ CRC และ COM7


ขณะเดียวกัน แนะนำเพิ่มหุ้น Defensive อีก 2 กลุ่ม เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน ได้แก่กลุ่มสาธารณูปโภคและกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ EGCO และ 3BBIF รับประโยชน์จากแนวโน้ม Bond Yield ทั่วโลกที่มีโอกาสปรับลดลง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจผ่านมาตรวัด Dividend Yield Gapและกลุ่ม Healthcare อาทิ BDMS และ BH ซึ่งคาดผลประกอบการไตรมาส 3 อยู่ในเกณฑ์ดี อีกทั้งอาจได้รับ Sentiment เชิงบวกจากธีมหุ้น Healthcare ทั่วโลก หากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาล่างสหรัฐฯ ตามคาด จากความหวังว่าจะชะลอหรือผ่อนปรนการลดเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลภายใต้โครงการ Medicaid รวมถึงขยายเงินอุดหนุนด้านสุขภาพ



กล่าวโดยสรุป หุ้น Top Picks ประจำเดือนพฤศจิกายน 2569 จำนวน 10 ตัว ได้แก่ BTG, TFG, AWC, ERW, CRC, COM7, EGCO, 3BBIF, BDMS และ BH โดยเน้นหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการเติบโต ควบคู่กับหุ้น Defensive เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดในช่วงที่ปัจจัยภายนอกยังมีความไม่แน่นอน

 


ด้านบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง  ระบุในบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ว่า  มองตลาดเดือน พ.ย. ยังมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะช่วงต้นเดือนจากทั้งข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ การเลือกตั้งกลางเทอม และความเสี่ยงสงคราม แม้ภาวะขายมากเกินไปเปิดโอกาสให้ SET เด้งกลับระยะสั้นบริเวณ 1,480–1,500 จุด แต่ยังไม่ใช่จังหวะเพิ่มความเสี่ยงทั้งพอร์ต กลยุทธ์จึงเน้น หุ้นปันผลและธุรกิจที่กำไรทนต่อความผันผวน ควบคู่กับหุ้นที่กำไร 3Q–4Q26 เด่น และหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัวหนุน

ภาพตลาดเดือน ต.ค. สะท้อนการหมุนเงินชัดเจน โดย SET ลดลง 2.6% MoM แต่แรงขายกระจุกในหุ้นอิเล็กทรอนิกส์และโรงกลั่น โดยเฉพาะ DELTA ซึ่งกดดัชนีราว 30 จุดจากทั้งหมด 41 จุดที่ SET ลดลง ขณะที่เงินไหลเข้าสู่พลังงาน โรงไฟฟ้า ธนาคาร ค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และหุ้นปันผล ส่งผลให้ SETHD สวนตลาดเพิ่มขึ้น 2.7% MoM สะท้อนว่าการเลือกกลุ่มและรายหุ้นยังสร้างโอกาสได้ แม้ดัชนีโดยรวมอ่อนตัว


ต่างชาติขายสุทธิเดือน ต.ค. ราว 6.6 พันล้านบาท แต่ตั้งแต่ต้นปียังซื้อสุทธิราว 1.8 หมื่นล้านบาท และแรงขายล่าสุดกระจุกในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ยังซื้อ PTTEP, CRC, CPN, TRUE, BDMS และ GULF ประกอบกับประมาณการกำไร SET เดือน ต.ค. ยังถูกปรับขึ้น 1.3% MoM และ 18.1% จากต้นปี โดยมี SCC, BGRIM, EGCO, GULF, PTTEP, BJC, COM7, TRUE, ICHI และ OSP ถูกปรับประมาณการขึ้น จึงยังไม่เห็นสัญญาณว่าการปรับฐานของตลาดเกิดจากภาพกำไรโดยรวมที่แย่ลง

แรงกดดันหลักยังอยู่ที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ หลังงบ Big Tech ทำให้ตลาดกังวลต่อภาระลงทุนและกระแสเงินสด ขณะที่ DELTA มีผลประกอบการต่ำกว่าคาดจากการตั้งสำรองสินค้าคงเหลือ และแผนสร้างฐานผลิตของบริษัทแม่ในมาเลเซียเพิ่มความกังวลต่อการจัดสรรคำสั่งซื้อในอนาคต ส่วนกลุ่มโรงกลั่นถูกกดดันเพิ่มเติมจากการปรับโครงสร้างราคา ณ โรงกลั่น ซึ่งประเมินกระทบกำไรปีหน้าของ BCP 12%, IRPC 24%, SPRC 16%, TOP 10% และ PTTGC 8%

ในทางกลับกัน ธนาคารเริ่มน่าสนใจขึ้น หลัง กนง.คงดอกเบี้ยและส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) 3Q26 ฟื้น QoQ เป็นครั้งแรกในรอบสองปี ทำให้แรงกดดันจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงเริ่มผ่านจุดแย่ที่สุด ขณะที่หาก กนง.ขึ้นดอกเบี้ย 25bps ในช่วงปลายปี 2027 คาดช่วยเพิ่มกำไรกลุ่มราว 3–4% ส่วนค้าปลีก เครื่องดื่ม ห้างสรรพสินค้า และโรงพยาบาลยังได้เปรียบจากฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อและความสามารถรักษาอัตรากำไรได้ดีกว่า ท่ามกลางการฟื้นตัวของกำลังซื้อที่ยังไม่ทั่วถึง

ปัจจัยที่ต้องติดตามเดือน พ.ย. ได้แก่ ข้อมูลภาคการผลิตและการจ้างงานสหรัฐฯ การเลือกตั้งกลางเทอม ความเสี่ยงสงคราม ความชัดเจนของเกณฑ์ Data Center ที่เตรียมเสนอ ครม. เงินเฟ้อไทย ผลประกอบการ 3Q26 และแนวโน้ม 4Q26 รวมถึงความคืบหน้า TISA ซึ่งอาจช่วยหนุนหุ้นปันผลมากกว่าดัชนีโดยรวม ขณะที่ GDP 3Q26 มีโอกาสได้แรงบวกหากมีการปรับข้อมูลภาคการผลิตให้สะท้อนอุตสาหกรรมใหม่มากขึ้น และภาคท่องเที่ยวกำลังเข้าสู่ฤดูกาลสูง โดยยังให้น้ำหนักนักท่องเที่ยวระยะไกลที่มีการใช้จ่ายต่อคนสูงมากกว่าการดูเพียงจำนวนผู้เดินทาง

กลยุทธ์ลงทุนเดือน พ.ย. แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
1. หุ้นปันผล–เชิงรับ: CPN คาด Dividend yield ปี 2027 ที่ 4.2%, OSP 5.2%, ICHI 7.6%, TLI 5.8%, BDMS 4.2% และ TRUE 4.2% รับทั้งกระแสเงินปันผลและโอกาสจาก TISA ในปีหน้า
2. หุ้นกำไรเด่น 3Q–4Q26: AWC และ CRC
3. หุ้นเก็งปัจจัยเฉพาะ: GULF และ EGCO (Non-rated) จากความคืบหน้าร่างเกณฑ์ Data Center
    



---จบ---

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

แรงกดดัน รอบด้าน By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ พบแรงกดดันรอบด้าน หนัก หนัก ก็มาจาก ปัจจัยภายนอก การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3...

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้