อัปเดตประเด็นสำคัญ
ในต่างประเทศ
Tech/AI Sell-off: ความกังวลต่อ AI Investment Cycle กดดันตลาด และเพิ่มความเสี่ยง Broad-based Sell-off
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงขายอย่างหนักในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Technology และ AI หลังผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่กระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการลงทุนด้าน AI Infrastructure โดย Nasdaq Composite ลดลง 2.0% WoW ขณะที่ S&P 500 และ Dow Jones ลดลง 0.6% และ 0.9% ตามลำดับ สวนทางกับ Russell 2000 ที่ยังเพิ่มขึ้น 1.3% WoW อย่างไรก็ตาม แรงขายทวีความรุนแรงในวันศุกร์ โดย Nasdaq ลดลงถึง 2.9% และ S&P 500 ลดลง 1.8% สะท้อนว่าความกังวลต่อ AI Investment Cycle กำลังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดในวงกว้างมากขึ้น
แรงกดดันสำคัญมาจากผลประกอบการของ Alphabet และ Amazon ซึ่งทำให้ตลาดกลับมาตั้งคำถามเกี่ยวกับภาระการลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดและผลตอบแทนจากการลงทุน ขณะที่ Intel ปรับตัวลงเกือบ 29% ในวันศุกร์ หลังผลประกอบการและแนวโน้มธุรกิจสร้างความผิดหวัง ส่งผลให้ Philadelphia Semiconductor Index หรือ SOX ลดลงมากกว่า 7% ในวันเดียว แม้ Microsoft จะรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งและธุรกิจ Azure เติบโตเร่งตัวขึ้น แต่ก็ไม่สามารถต้านทานแรงขายของกลุ่ม Technology โดยรวมได้
ทั้งนี้ แรงขายเริ่มมีความเสี่ยงที่จะเปลี่ยนจาก Sector Rotation ไปสู่ Broad-based Sell-off โดยก่อนหน้านี้ตลาดยังเห็นการหมุนเวียนเงินลงทุนจากหุ้น Technology ไปยังกลุ่ม Value, Energy และ Defensive อย่าง Healthcare และ Utilities ซึ่งช่วยพยุงดัชนีบางส่วน แต่การปรับลงของทุกดัชนีหลักในวันศุกร์สะท้อนว่าแรงขายเริ่มกระจายตัว ขณะที่ดัชนี VIX เพิ่มขึ้น 12.9% ในวันศุกร์ ปิดที่ 19.42 จุด หลังพุ่งสูงระหว่างวัน นอกจากนี้ S&P 500 หลุดระดับแนวรับสำคัญที่ 7,600 จุด ขณะที่ Nasdaq และ SOX หลุดระดับทางเทคนิคสำคัญเช่นกัน เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดแรงขายต่อเนื่อง
กำไรบริษัทจดทะเบียนยังแข็งแกร่ง แต่ Earnings Surprise เริ่มไม่เพียงพอต่อความคาดหวังของตลาด
แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเผชิญแรงขายอย่างหนัก แต่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนโดยรวมยังเติบโตแข็งแกร่ง โดยข้อมูล FactSet ณ วันที่ 30 ตุลาคม พบว่าบริษัทใน S&P 500 ที่ประกาศผลประกอบการแล้วคิดเป็น 60% ของดัชนี มีถึง 82% ที่รายงานกำไรสูงกว่าคาด ส่งผลให้กำไรไตรมาส 3 มีแนวโน้มเติบโตถึง 30.2% YoY ซึ่งหากเป็นไปตามคาดจะเป็นการเติบโตมากกว่า 25% ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 3 อย่างไรก็ตาม ขนาดของ Earnings Surprise โดยรวมอยู่ที่เพียง 1.9% เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 7.5% สะท้อนว่าแม้บริษัทส่วนใหญ่ยังสามารถรายงานกำไรดีกว่าคาด แต่ระดับการเติบโตที่สูงกว่าตลาดคาดเริ่มน้อยลง
เรามองว่าประเด็นดังกล่าวสะท้อนความเปราะบางของตลาดในระยะสั้น เนื่องจากความคาดหวังต่อผลประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม Technology และ AI อยู่ในระดับสูง ทำให้การรายงานกำไรดีกว่าคาดเพียงเล็กน้อยอาจไม่เพียงพอที่จะหนุนราคาหุ้น ขณะที่ผลประกอบการหรือ Guidance ที่ต่ำกว่าคาดอาจนำไปสู่แรงขายที่รุนแรงมากขึ้น ดังนั้น แม้ Earnings Growth ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนแนวโน้มตลาดในระยะกลางถึงยาว แต่ในระยะสั้นความเสี่ยงของการปรับลด Valuation และความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มกำไรในอนาคตอาจมีอิทธิพลต่อทิศทางราคาหุ้นมากกว่า
ปัจจัยสัปดาห์นี้: Midterm Election, ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน และการประกาศผลประกอบการ ยังเพิ่มความเสี่ยงให้กับตลาด
สำหรับสัปดาห์นี้ เราประเมินว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มผันผวนจากการเลือกตั้ง Midterm ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ซึ่งอาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจทางการเมือง หลังจาก Republicans ครองทั้งทำเนียบขาวและสภาคองเกรสในปัจจุบัน หาก Democrats สามารถกลับมาครองเสียงข้างมากได้อย่างน้อยหนึ่งสภา จะทำให้สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ Divided Government ซึ่งอาจเพิ่มข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายของรัฐบาล Trump อย่างไรก็ตาม แม้ Democrats จะครองสภาผู้แทนราษฎร ก็ยังไม่สามารถผลักดันกฎหมายใหม่ได้โดยง่าย เนื่องจากต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา และยังเผชิญอำนาจยับยั้งกฎหมาย (Veto) ของประธานาธิบดี ขณะที่การลบล้าง Veto ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนถึงสองในสามจากทั้งสองสภา
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นจึงอาจมาจากการตรวจสอบรัฐบาลและภาคธุรกิจที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม AI และ Data Center ซึ่งอาจเผชิญแรงกดดันเกี่ยวกับต้นทุนพลังงาน ผลกระทบต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อม ขณะที่กลุ่ม Healthcare และ Defense อาจได้รับผลกระทบจากการตรวจสอบนโยบายและการจัดสรรงบประมาณภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อแนวโน้มกำไรบริษัทอาจยังจำกัด หากการตรวจสอบดังกล่าวไม่ได้นำไปสู่ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบหรือการเปลี่ยนแปลงงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญ
อีกปัจจัยสำคัญคือความเสี่ยงจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยล่าสุดอิหร่านยังเดินหน้าเจรจาผ่านกาตาร์เพื่อหาทางยุติความขัดแย้ง ขณะที่ประธานาธิบดี Trump ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะดำเนินปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมหลังการเลือกตั้ง Midterm ทำให้ความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานบริเวณช่องแคบ Hormuz ยังอยู่ในระดับสูง หากสถานการณ์กลับมารุนแรงขึ้นและผลักดันราคาน้ำมันปรับตัวสูงต่อ อาจซ้ำเติมแรงกดดันเงินเฟ้อและเพิ่มโอกาสที่ Fed จะดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวต่อไป
นอกจากนี้ ตลาดยังต้องติดตามผลประกอบการของบริษัท Technology สำคัญ อาทิ Apple, AMD, Palantir และ Qualcomm ซึ่งจะช่วยประเมินความแข็งแกร่งของ AI Demand และความยั่งยืนของการลงทุนใน AI Value Chain รวมถึงรายงานการจ้างงานสหรัฐฯ เดือน ต.ค. ในวันศุกร์ที่ 6 พ.ย.
แนวโน้มตลาดและกลยุทธ์: ยังคงมุมมองระมัดระวัง โดยยังไม่เร่งกลับเข้าลงทุน แต่รอจังหวะที่ Risk-Reward น่าสนใจมากขึ้น
เรายังคงมุมมองระมัดระวังต่อตลาดหุ้นระยะสั้น เนื่องจากความกังวลด้าน Valuation ความไม่แน่นอนทางการเมือง และสถานการณ์ตะวันออกกลาง อาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดพร้อมกัน โดยประเมินว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีโอกาสปรับฐานต่อ และแรงขายอาจขยายจากกลุ่ม Technology ไปยังกลุ่มอื่นมากขึ้น จึงยังไม่แนะนำให้เร่งกลับเข้าลงทุน แต่รอให้ Valuation สะท้อนความเสี่ยงมากขึ้น จน Risk-Reward Profile กลับมาน่าสนใจก่อนทยอยเพิ่มน้ำหนักการลงทุน
ทั้งนี้ เรายังไม่มองว่า AI Investment Cycle สิ้นสุดลง แต่ตลาดกำลังให้ความสำคัญกับคุณภาพการเติบโตและผลตอบแทนจากการลงทุนมากขึ้น โดยแนะนำให้ติดตามทิศทาง VIX และการฟื้นตัวของหุ้น Semiconductor เพื่อประเมินว่าแรงขายเริ่มคลี่คลายลงหรือไม่ และใช้ประกอบการตัดสินใจกลับเข้าลงทุนในระยะถัดไป
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย อยู่ให้เป็นเย็นให้พอ รอเอาคืน
ความกลัวต่อเหตุการณ์ต่างๆที่คาดไม่ถึง กลายเป็นจุดเปลี่ยนตลาดหุ้นไทย รวมถึงสินทรัพย์ต่างๆทั่วโลก ให้ปรับตัวลงอย่างรุนแรง
โดยชนวนเหตุ ต่อความกังวลภัยสงครามน่าจะถูกยกมาเป็นประเด็นที่ร้อนแรงที่สุด ในช่วงระหว่างสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อหลายประเทศต่างประกาศให้ ปชช. ตุนเสบียงอาหาร-เงินสด เพื่อพร้อมรับมือเหตุการณ์เหนือความคาดหมายต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานของรัฐฯในแต่ละประเทศ ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีใครจะฟันธงได้ล่วงหน้า แต่ได้สร้างความกังวล และผลเสียต่อตลาดหุ้นและสินทรัพย์ต่างๆ ไปเป็นที่เรียบร้อย
หากจะมองหาต้นสายปลายเหตุ คงเป็นเรื่องความกังวลสงคราม สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน ซึ่งเป็นที่น่าจับตามองหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ หลังวันที่ 3 พย.นี้ ตามคำขู่ของ ปธน.ทรัมป์ ที่ให้สัมภาษณ์ประเด็นสงครามอิหร่าน ว่าจะมีการเร่งปิดเกม
ซึ่งเราอาจต้องรอให้ผ่านช่วงความกังวลตรงนี้ไปก่อน แล้วค่อยพิจารณาปรับหุ้นในพอร์ตอีกครั้งว่าจะ ถือหุ้นต่อ หรือ พอแค่นี้แล้วถือเงินสดเพิ่ม
ในส่วนของงบการเงิน บจ.ไทยที่จะทยอยประกาศงบ 3Q26 เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่พลิกจากบวกกลายเป็นความไม่แน่นอน เมื่อเห็น การเตือนกำไรต่ำคาดจากนักวิเคราะห์ เช่น CPF GFPT AMATA และงบในเครือ SCC และ DELTA ที่ต่ำกว่าคาด กลายเป็นตัวชี้วัดงบในกลุ่มธุรกิจเดียวกันที่จะออกงบถัดจากนี้-นลท.เกิดความลังเลไม่กล้าที่จะซื้อดักงบ เพราะกลัวผิดหวัง
กลยุทธ์หลักตอนนี้คือ การหยุดเก็งกำไรหุ้นตัวใหม่ ชะลอเพิ่มพอร์ต รอให้การปั่นกระแสเชิงลบหยุดและผ่านพ้นไปก่อน
มุมมองเทคนิค: “Break away gap & Confluence support zone”
SET Index อยู่ในช่วงปรับฐานในโครงสร้าง "Corrective Wave in Bullish Flag" โดยล่าสุดร่วงทดสอบโซนแนวรับประสานทางเทคนิค พร้อมเปิดช่องว่างทิ้งไว้สะท้อนถึงจุดชี้วัดสำคัญของตลาด
Confluence Support Zone: ดัชนีย่อตัวลงมาทดสอบจุดประสานทางเทคนิคซึ่งเป็นการทับซ้อนกันระหว่าง Fibonacci Retracement 23.6% & เส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว EMA 200 วัน ดังนั้น โซน 1,515 จุด จึงเป็นฐานแนวรับสำคัญ (Strong Support Base) เพื่อรักษาโครงสร้างขาขึ้นระยะยาว
Breakaway Gap: การย่อตัวแรงทำให้เกิดช่องว่าง Gap บริเวณโซนแนวรับประสาน อาจต้องจับตาเป็นพิเศษ หากเกิดการดีดตัวกลับและปิด Gap ได้เร็ว จะเปลี่ยนสภาพจากแรงขายตื่นตระหนก Breakaway Gap เป็น Reversal Gap
Oversold: RSI ดิ่งลงเข้าสู่เขต Oversold สะท้อนว่าแรงขายกดดันเริ่มเข้าสู่ภาวะตึงตัวในระยะสั้น และอาจเกิดการสวิงกลับ (Technical Rebound) ได้ทุกเมื่อหากมีปัจจัยหนุน
Action: บริเวณโซน 1,500-1,515 จุด หากดัชนีไม่หลุดฐานนี้ มีโอกาสสูงที่จะเกิดแรงซื้อสู้เพื่อปิด Gap และดันราคาฟื้นตัวกลับขึ้นไปเล่นกรอบบนของ Bullish Flag อีกครั้ง!
What to watch
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แจ้งบางประเทศในตะวันออกกลางให้เตรียมพร้อมรับมือ หากสหรัฐฯ กลับมาเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอมในสัปดาห์หน้า รวมถึงเตรียมรับมือการตอบโต้จากอิหร่านด้วย
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้กำลังเจรจากับอิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจมีปฏิบัติการทางทหารหลังการเลือกตั้งกลางเทอม
เลขาฯ สมช. นัดถก 4 พ.ย. เกาะติดสถานการณ์โลก เตรียมพร้อมรับมือวิกฤต ยันแผนอพยพ-สำรองพลังงานพร้อม, จัดเตรียมข้อมูลเพื่อแจ้งประชาชนในห้วงเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงมีข้อมูลข่าวกรองและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยประเมินจากการเคลื่อนกำลังของฝ่ายต่างๆ รวมถึงความเคลื่อนไหวทางการทูตของประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์ระดับความเสี่ยงของสถานการณ์
ตลาดให้น้ำหนักผลเลือกตั้งสหรัฐฯกลางเทอม แบ่งเป็น เดโมแครตครอง สภาสูง+ล่าง ให้โอกาส 61% (เรียกว่า Cohesive Democratic majority) และให้โอกาส 31% เดโมแครตครองสภาล่าง ส่วนรีพับลิกันครองสภาสูง (เรียกว่า Fragile Democratic majority)
จีนกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุม 3 ฝ่ายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน โดยคาดว่าจะจัดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่จีนเป็นเจ้าภาพในช่วงกลางเดือนพ.ย.นี้ ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ปูตินเสนอให้ผู้นำทั้งสามประเทศพบกันในเดือนหน้า เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ขณะที่ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมาว่า การประชุมดังกล่าวจะมุ่งหารือเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากทั้งสามประเทศต่างครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จำนวนมาก
BOJ เร่งระบาย ETF หวังเพิ่มกำไรนำส่งรัฐบาล รองรับแผนใช้จ่ายก้อนใหญ่ของญี่ปุ่น โดยจะเร่งทยอยขายกองทุน ETF ที่ถือครองอยู่ โดยเพิ่มวงเงินขายต่อปีเป็น 8.6 แสนล้านเยน (5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตั้งแต่เดือน ม.ค. จากเดิม 3.3 แสนล้านเยนต่อปี ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำไรส่วนเกินของธนาคารกลางและเงินที่นำส่งรัฐบาล ทำให้ภาครัฐมีรายได้เพิ่มเติมสำหรับรองรับแผนการใช้จ่ายขนาดใหญ่ของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น
BOJ ประกาศแผนดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ (30 ต.ค.) โดยคำนวณวงเงินขายจากมูลค่าตามบัญชี การปรับเพิ่มยอดขายจะทำให้ระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้ในการทยอยขาย ETF ทั้งหมดลดลงเหลือประมาณ 43 ปี จากเดิมที่ประเมินไว้ 112 ปี
รายงานพื้นฐานวันนี้
Alpha Pulse
เจาะภาวะตลาดและกลยุทธ์ลงทุนเดือน พ.ย.
เรามองตลาดเดือน พ.ย. ยังมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะช่วงต้นเดือนจากทั้งข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ การเลือกตั้งกลางเทอม และความเสี่ยงสงคราม แม้ภาวะขายมากเกินไปเปิดโอกาสให้ SET เด้งกลับระยะสั้นบริเวณ 1,480–1,500 จุด แต่ยังไม่ใช่จังหวะเพิ่มความเสี่ยงทั้งพอร์ต กลยุทธ์จึงเน้น หุ้นปันผลและธุรกิจที่กำไรทนต่อความผันผวน ควบคู่กับหุ้นที่กำไร 3Q–4Q26 เด่น และหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัวหนุน
ภาพตลาดเดือน ต.ค. สะท้อนการหมุนเงินชัดเจน โดย SET ลดลง 2.6% MoM แต่แรงขายกระจุกในหุ้นอิเล็กทรอนิกส์และโรงกลั่น โดยเฉพาะ DELTA ซึ่งกดดัชนีราว 30 จุดจากทั้งหมด 41 จุดที่ SET ลดลง ขณะที่เงินไหลเข้าสู่พลังงาน โรงไฟฟ้า ธนาคาร ค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และหุ้นปันผล ส่งผลให้ SETHD สวนตลาดเพิ่มขึ้น 2.7% MoM สะท้อนว่าการเลือกกลุ่มและรายหุ้นยังสร้างโอกาสได้ แม้ดัชนีโดยรวมอ่อนตัว
ต่างชาติขายสุทธิเดือน ต.ค. ราว 6.6 พันล้านบาท แต่ตั้งแต่ต้นปียังซื้อสุทธิราว 1.8 หมื่นล้านบาท และแรงขายล่าสุดกระจุกในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ยังซื้อ PTTEP, CRC, CPN, TRUE, BDMS และ GULF ประกอบกับประมาณการกำไร SET เดือน ต.ค. ยังถูกปรับขึ้น 1.3% MoM และ 18.1% จากต้นปี โดยมี SCC, BGRIM, EGCO, GULF, PTTEP, BJC, COM7, TRUE, ICHI และ OSP ถูกปรับประมาณการขึ้น จึงยังไม่เห็นสัญญาณว่าการปรับฐานของตลาดเกิดจากภาพกำไรโดยรวมที่แย่ลง
แรงกดดันหลักยังอยู่ที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ หลังงบ Big Tech ทำให้ตลาดกังวลต่อภาระลงทุนและกระแสเงินสด ขณะที่ DELTA มีผลประกอบการต่ำกว่าคาดจากการตั้งสำรองสินค้าคงเหลือ และแผนสร้างฐานผลิตของบริษัทแม่ในมาเลเซียเพิ่มความกังวลต่อการจัดสรรคำสั่งซื้อในอนาคต ส่วนกลุ่มโรงกลั่นถูกกดดันเพิ่มเติมจากการปรับโครงสร้างราคา ณ โรงกลั่น ซึ่งประเมินกระทบกำไรปีหน้าของ BCP 12%, IRPC 24%, SPRC 16%, TOP 10% และ PTTGC 8%
ในทางกลับกัน ธนาคารเริ่มน่าสนใจขึ้น หลัง กนง.คงดอกเบี้ยและส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) 3Q26 ฟื้น QoQ เป็นครั้งแรกในรอบสองปี ทำให้แรงกดดันจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงเริ่มผ่านจุดแย่ที่สุด ขณะที่หาก กนง.ขึ้นดอกเบี้ย 25bps ในช่วงปลายปี 2027 คาดช่วยเพิ่มกำไรกลุ่มราว 3–4% ส่วนค้าปลีก เครื่องดื่ม ห้างสรรพสินค้า และโรงพยาบาลยังได้เปรียบจากฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อและความสามารถรักษาอัตรากำไรได้ดีกว่า ท่ามกลางการฟื้นตัวของกำลังซื้อที่ยังไม่ทั่วถึง
ปัจจัยที่ต้องติดตามเดือน พ.ย. ได้แก่ ข้อมูลภาคการผลิตและการจ้างงานสหรัฐฯ การเลือกตั้งกลางเทอม ความเสี่ยงสงคราม ความชัดเจนของเกณฑ์ Data Center ที่เตรียมเสนอ ครม. เงินเฟ้อไทย ผลประกอบการ 3Q26 และแนวโน้ม 4Q26 รวมถึงความคืบหน้า TISA ซึ่งอาจช่วยหนุนหุ้นปันผลมากกว่าดัชนีโดยรวม ขณะที่ GDP 3Q26 มีโอกาสได้แรงบวกหากมีการปรับข้อมูลภาคการผลิตให้สะท้อนอุตสาหกรรมใหม่มากขึ้น และภาคท่องเที่ยวกำลังเข้าสู่ฤดูกาลสูง โดยยังให้น้ำหนักนักท่องเที่ยวระยะไกลที่มีการใช้จ่ายต่อคนสูงมากกว่าการดูเพียงจำนวนผู้เดินทาง
กลยุทธ์ลงทุนเดือน พ.ย. แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
1. หุ้นปันผล–เชิงรับ: CPN คาด Dividend yield ปี 2027 ที่ 4.2%, OSP 5.2%, ICHI 7.6%, TLI 5.8%, BDMS 4.2% และ TRUE 4.2% รับทั้งกระแสเงินปันผลและโอกาสจาก TISA ในปีหน้า
2. หุ้นกำไรเด่น 3Q–4Q26: AWC และ CRC
3. หุ้นเก็งปัจจัยเฉพาะ: GULF และ EGCO (Non-rated) จากความคืบหน้าร่างเกณฑ์ Data Center
CRC
เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น
กำไรเร่งตัวจากยอดขายฟื้นและต้นทุนดีขึ้น
เราคาดกำไรหลัก 3Q26 ที่ 1.7 พันล้านบาท เพิ่ม 31% YoY แต่ลด 20% QoQ โดยกำไร 3Q26 ที่โตแรง YoY มาจาก 4 ปัจจัย ได้แก่ รายได้คาดเพิ่ม 4% YoY เป็น 5.65 หมื่นล้านบาท จากยอดขายสาขาเดิมเฉลี่ย +2.5%, อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่ม 35bps YoY เป็น 27.0% จากการบริหารสินค้าและสัดส่วนสินค้าแบรนด์ของตัวเองที่สูงขึ้น, SG&A/ยอดขายลดลง 20bps และต้นทุนทางการเงินลดลง 18% YoY จากทั้งหนี้และต้นทุนเงินทุนที่ลดลง ส่วนกำไรที่อ่อนลง QoQ เป็นปัจจัยฤดูกาลและอัตรากำไรธุรกิจ Hardline ที่ลดลงหลังประโยชน์จากสินค้าต้นทุนต่ำเริ่มหมดไป
ภาพ 4Q26 ดูดีขึ้นชัดเจน โดยยอดขายสาขาเดิมเดือน ต.ค. เร่งเป็น +4% จากความต้องการหลังน้ำท่วม โดย Hardline โต 7–9% จากการซ่อมแซมและเปลี่ยนสินค้า ขณะที่ Food โต 5–7% จากการซื้อสินค้าสำรอง แม้ Fashion ลดลง 1% จากฝนที่กระทบจำนวนลูกค้าเข้าร้าน เราคาดกำไรหลัก 4Q26 โตทั้ง YoY และ QoQ และเป็น ไตรมาสดีที่สุดของปี จากยอดขายที่ฟื้น ช่วงเทศกาล และการท่องเที่ยว
จุดสำคัญคือ CRC เริ่มเห็น กำไรโตเร็วกว่ายอดขาย จากอัตรากำไรและการควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น ทำให้เมื่อยอดขายกลับมาเร่ง จะส่งผ่านลงกำไรได้มากขึ้น เราคาดกำไรหลักปี 2027 โต 10% YoY และทุก 0.5% ที่ยอดขายสาขาเดิมสูงกว่าสมมติฐาน จะเพิ่มประมาณการกำไรหลักปี 2027 ได้ราว 3%
Fundamental view: คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 34 บาท เรามองว่าประมาณการกำไรปี 2026 ยังมีโอกาสเพิ่มอีก 5–7% แม้ราคาหุ้นปรับขึ้น 14% นับจากการปรับคำแนะนำขึ้น แต่ PER ปี 2027 ยังเพียง 19 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปีที่ 25 เท่าราว 24%
THAI
การบินไทย
ค่าโดยสารยังแข็งแรง แต่ค่าน้ำมันกดกำไร 3Q26
เราคาดกำไรหลัก 3Q26 เพียง 885 ล้านบาท ลดลง 84% YoY และ 27% QoQ แม้รายได้เพิ่ม 12% YoY เป็น 4.81 หมื่นล้านบาท จากค่าโดยสารต่อหน่วยที่เพิ่ม 16% YoY และจำนวนผู้โดยสาร 3.97 ล้านคนเพิ่ม 2% YoY แต่ราคาน้ำมันเครื่องบินคาดอยู่ที่ 150 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพิ่ม 57% YoY และค่าใช้จ่ายจากน้ำท่วมทำให้ต้นทุนดำเนินงานเพิ่มเร็วกว่ารายได้
ผลกระทบน้ำท่วมคาด ไม่เกิน 1 พันล้านบาท จากเที่ยวบินยกเลิกและการชดเชยผู้โดยสาร การส่งสัมภาระตกค้างกลับบ้าน รายได้ Cargo ที่หายไป และค่าแรงพิเศษ โดยจะรับรู้ส่วนใหญ่ใน 3Q26 และคาดมีผลต่อ 4Q26 เพียงเล็กน้อย ก่อนหมดผลกระทบในปี 2027
4Q26 คาดเริ่มฟื้นแรงตามฤดูกาล โดย Load factor เพิ่มเป็น 84% สูงสุดของปี และกำไรหลักคาดกลับขึ้นเป็น 3.6 พันล้านบาท หรือประมาณ 4 เท่าของ 3Q26 แม้ราคาน้ำมันเครื่องบินที่ใช้ในสมมติฐานเพิ่มเป็น 170 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ค่าโดยสารต่อหน่วยยังทรงตัว QoQ
เราปรับลดประมาณการกำไรหลักปี 2026 เพียง 1% เหลือ 1.48 หมื่นล้านบาท แต่กลับปรับกำไรปี 2027 ขึ้น 9% เป็น 1.98 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 34% YoY แม้เพิ่มสมมติฐานราคาน้ำมันเครื่องบิน เพราะชดเชยด้วยค่าโดยสารต่อหน่วยและจำนวนผู้โดยสารที่สูงกว่าคาด รวมถึงเพิ่มสมมติฐานรายได้ดอกเบี้ยปี 2027 จาก 2 พันล้านบาทเป็น 4 พันล้านบาท
Fundamental view: อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาน้ำมันยังทำให้เรา ลด PER ที่ใช้ประเมินมูลค่าจาก 11 เท่าเหลือ 10 เท่า แม้ EPS ปี 2027 จะเพิ่มจาก 0.64 บาทเป็น 0.70 บาท (กลบกัน) ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ PER ปี 2027 ราว 7.3 เท่า ทั้งนี้ ยังคงแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 7.10 บาท
รายงานผลประกอบการวันนี้
PTTEP
ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม
(-) PTTEP รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 1.47 หมื่นล้านบาท (+16% YoY, -46% QoQ) ต่ำกว่าที่เราคาด 29% และต่ำกว่าตลาดคาด 23% จากขาดทุนรายการพิเศษที่สูงกว่าคาด จาก Oil hedging, FX และด้อยค่าสินทรัพย์โครงการ Malaysia Block K ขณะที่กำไรหลักอยู่ที่ 2.42 หมื่นล้านบาท (+100% YoY, ทรงตัว QoQ) เป็นไปตามที่เราคาด หนุนจากปริมาณขายและ ASP ที่สูงขึ้น YoY รวมถึง Unit cost ที่ลดลง โดยปริมาณขายอยู่ที่ 521k boe/d (+2% YoY, -9% QoQ), ASP ที่ 51.5 เหรียญสหรัฐ/boe (+19% YoY, -3% QoQ) และ Unit cost ที่ 28.2 เหรียญสหรัฐ/boe (-11% YoY, -5% QoQ) แนวโน้ม 4Q26 คาดกำไรหลักเพิ่มขึ้น YoY แต่ลดลง QoQ จาก Unit cost ที่สูงขึ้น แม้ปริมาณขายและ ASP จะเพิ่มขึ้น เราปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2026 ลง 4% เป็น 7.64 หมื่นล้านบาท (+27% YoY) จากรายการพิเศษ แต่ปรับเพิ่มประมาณการกำไรหลักขึ้น 4% เป็น 9.11 หมื่นล้านบาท จากการปรับเพิ่มสมมติฐาน ASP 2% เป็น 48.8 เหรียญสหรัฐ/boe คงคำแนะนำถือ ราคาเป้าหมาย 168 บาท โดย Dividend yield ยังอยู่ในระดับสูง
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์, IAA Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ธนรัตน์ อิศรกุล, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค