pI Daily กลุ่ม Tech ยังไร้สัญญาณฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง ดังนั้น Value Stock มีโอกาส Outperform สัปดาห์นี้หลากหลายปัจจัยทั้งกำไร แรงงานสหรัฐฯ และเลือกตั้งกลางเทอม
DJIA เมื่อคืนวันศุกร์ปิดลบ 572 จุด (-1.1%) รับแรงกดดันจาก ความผันผวนของหุ้นกลุ่ม TECH หลังจากบริษัททยอยประกาศ กำไร 3Q26 ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 2.4% สูงสุดตั้งแต่เดือน เม.ย. ตลาดกังวลกับสถานการณ์รุนแรงในตะวันออกกลาง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังอยู่ในช่วงกังวลกับผลประกอบการกลุ่ม TECH หลังบริษัท TECH สหรัฐฯ เห็นงบลงทุนอันมหาศาลและกระแสเงินสดอิสระ (FCF) หลายๆ บริษัทติดลบ (AMZN META GOOGL) กดดันการจ่ายปันผลและซื้อหุ้นคืนผสานกับเงินสดอิสระที่ติดลบนั้นอาจสะท้อนการลงทุนที่น้อยลงในอนาคตกดดันกลุ่ม SEMI ผสานกับสถานการณ์สงครามที่ยังไม่นิ่งเป็น ปัจจัยกดดัน นักลงทุนเริ่มปรับเปลี่ยนเงินเข้าไปยังตราสารหนี้สะท้อนผ่าน US Bond Yield ที่ปรับลงและ Dollar ที่แข็งค่าซึ่งกดดันบาทอ่อนค่า ระยะสั้นอาจดีกับหุ้นในกลุ่มส่งออก (ITC TU) คืนนี้รอติดตามตัวเลข ISM PMI ของสหรัฐฯ Consensus คาด ไว้ที่ 54.7
กลุ่ม ELECTRONICS ยังคงสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทยต่อไป (DELTA HANA KCE) แต่เม็ดเงินมีโอกาสไหลเข้าหากลุ่ม Value, Energy อย่างไรก็ตามเชื่อว่าทำได้เพียงประครองดัชนี เนื่องจากกลุ่ม ELEC มี Market Cap ค่อนข้างใหญ่ วันนี้คาด SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1500 – 1525 เช้านี้พบ KOSPI ลดลง -0.78% กลุ่ม AI อาจจะยังกดดันดัชนีต่อไป ดังนั้นกลยุทธ์การ ลงทุนอาจกลับมาเน้นที่ Value Stock อาทิ ธนาคาร (BBL KTB KBANK KKP SCB) กลุ่มค้าปลีก (CPALL CPN GLOBAL) กลุ่ม ส่งออก (ITC TU) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC INTUCH) กลุ่มการ แพทย์ (BH BDMS BCH)
หุ้นแนะนำ
BH: ซื้อ: TP: 220 Bt
รายได้รวมใน 3Q26 จะเติบโต +3.0% YoY ตามเป้าหมายของผู้บริหาร แนวโน้มกำไรใน 4Q26 คาดจะย่อตัว QoQ ตามฤดูกาล แต่เติบโต YoY จากรายได้ผู้ป่วยต่างชาติที่ยังเป็นขาขึ้น
KBANK: ซื้อ: TP: 270 Bt
4Q26 คาดว่ากำไรจะทรงตัว YoY โดยคาดว่ากำไรสุทธิจะปรับเพิ่มขึ้น 3% YoY ทั้งนี้ ธนาคารมีเครื่องมือในการบริหารเงินกองทุนที่มีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มระดับ ROE ตามเป้าหมาย