Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

77


สภาวะอึดอัด

HORIZON MARKET VIEW
• ศุกร์ที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ยังคงร่วงแรงต่อเนื่อง กดดันดัชนี NASDAQ -2.9% และ -6.5%MTD ขณะที่ดัชนี VIX พุ่งขึ้น 12.9% ทำจุดสูงสุดรอบวันนับแต่เม.ย.69 หลังตลาดการเงินเริ่มสงสัยความคุ้มค่าของการลงทุน AI จากสัญญาณธุรกิจโฆษณา ธุรกิจผู้บริโภค และธุรกิจค้าปลีก ซึ่งเป็นฐานรายได้หลักที่รองรับการลงทุน AIเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวแล้ว
• ส่วนราคาน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวนก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3พ.ย. 69 จากความกังวลของการกลับมาปะทุของสงคราม แต่ล่าสุดเช้านี้น้ำมันดิบBRENT ปรับตัวลงต่ำกว่า 112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีรายงานว่ าปธน. TRUMPต้องการเปิดโอกาสให้การเจรจากับอิหร่านดำเนินต่อ ก่อนตัดสินใจกลับมาโจมตีอีกครั้งรวมถึงกลุ่ม OPEC+ มีมติตรึงโควตาการผลิตน้ำมันในเดือน ธ.ค. 69 ไว้เท่าเดิม


REGION RADAR
• มุมมองของตลาดกำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้นEARNINGS STORY ไปสู่ CASH FLOW STORY โดยตลาดเริ่มกังวลกับบริษัทที่ลงทุน CAPEX สูงจนกดดัน FREE CASH FLOWติดลบ แม้ผลประกอบการออกมาดีกว่าคาดแต่ราคาหุ้นปรับตัวลง
• สัปดาห์นี้ (2-6 พ.ย.) จะเน้นไปที่การรายงานของกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AISUPPLY CHAIN เริ่มจากกลุ่มที่ SUPPLY CHAIN เริ่มตึงตัวที่สุดอย่างกลุ่ม PHOTONICS ได้แก่ LUMENTUM, COHERENT, AAOI,FABRINET นอกจากนี้ ยังมีกลุ่ม CPU และ AI SERVER


THAI FOCUS

• ราคาWTI เฉลี่ย ต.ค.69 อยู่ที่ ~96.9 ดอลลาร์/บาร์เรล (+61% YOY)หนุนเงินเฟ้อไทย ต.ค.69 (ประกาศวันพฤหัสฯ) ตลาดคาด +3.4%YOY (ก.ย. +2.8%)ถ้าตัวเลขจริงสูงกว่า 3% จะอยู่ใกล้กรอบบนของประมาณการ กนง. และกระทบ SENTIMENT ต่อทิศทางดอกเบี้ย
• งบ 3Q69 กลุ่ม REAL SECTOR รายได้ไม่ใช่ปัญหา แต่กำไรต่ำกว่าคาด ทั้ง SCC DELTA PTTEP ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจ ระยะสั้นระวังความผันผวนจากแรงขายต่างชาติ-รายย่อยแนะนำถือเงินสด ~20-30% ของพอร์ต


SYNAPSE STRATEGY
• ตลาดยังผันผวน จากการตั้งคำถาม FREE CASH FLOW กลุ่มTECH ลดลงเร็วจาก CAPEX เร่ง หนุนเม็ดเงินไหลเข้าตราสารหนี้ชัดขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันเริ่มย่อลง จากข่าวอิหร่านอยู่ในช่วงหาลือหาสันติกลับมาที่หุ้นไทยยังผันผวน งบ REAL SECTOR ตัวใหญ่ทยอยต่ำคาด อาทิ DELTA, SCC, PTTEP
• กลยุทธ์การลงทุนเดือน พ.ย. เลือกหุ้น ANTI-COMM BGRIM,THAI, หุ้น ANTI YIELD: SAWAD, และหุ้น DEFENSIVE : BH, CPN

 

HORIZON MARKET VIEW
ปัจจัยแวดล้อมเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ศุกร์ที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ยังคงร่วงแรงต่อเนื่อง กดดันดัชนี NASDAQ -2.9% และ -6.5%MTD
ขณะที่ดัชนี VIX พุ่งขึ้น 12.9% ทำจุดสูงสุดรอบวันนับแต่เม.ย. 69 หลังตลาดการเงินเริ่มสงสัยความคุ้มค่าของการลงทุน AI จากสัญญาณธุรกิจโฆษณา ธุรกิจผู้บริโภค และธุรกิจค้าปลีก ซึ่งเป็นฐานรายได้หลักที่รองรับการลงทุน AI เริ่มมีสัญญาณชะลอตัวแล้ว อีกทั้ง META ยังถูกจับตาการปรับลดอันดับเครดิตของ S&P GLOBAL RATINGS

ส่วนราคาน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวนก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย. 69จากความกังวลของการกลับมาปะทุของสงคราม แต่ล่าสุดเช้านี้น้ำมันดิบ BRENT ปรับตัวลงต่ำกว่า 112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลังมีรายงานว่าปธน.TRUMP ต้องการเปิดโอกาสให้การเจรจากับอิหร่านดำเนินต่อ ก่อนตัดสินใจกลับมาโจมตีอีกครั้ง รวมถึงกลุ่ม OPEC+ มีมติตรึงโควตาการผลิตน้ำมันในเดือน ธ.ค. 69 ไว้เท่าเดิม หลังจากยกเลิกการลดกำลังการผลิตโดยสมัครใจครั้งสุดท้ายในเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ผลสำรวจ POLYMARKET ชี้ว่า เดโมแครตมีโอกาสคุมทั้งสภาบนและ
สภาล่าง (BLUE WAVE) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมือง เสี่ยงเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงิน
จากความกังวลเศรษฐกิจชะงัก หากการผลักดันนโยบายเดิมของรัฐบาลทรัมป์ถูกสกัดกั้นและผ่านกฎหมายได้
ยากขึ้น


REGION RADAR
ตลาดกลับมากังวลเรื่อง CAPEX อีกครั้ง
เงินลงทุน AI CAPEX เริ่มกดดัน SHAREHOLDER RETURN สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทาง
การเงินของ 5 บริษัท BIG TECH ยักษ์ใหญ่ (MICROSOFT, ALPHABET, AMAZON, META และ ORACLE) โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ พบว่า แม้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง +29% YOY สู่ระดับ $5.43 แสนล้าน แต่ค่าใช้จ่าย CAPEX กลับพุ่งสูงขึ้น +100% YOY แตะระดับ $5.57 แสนล้าน ส่งผลให้กระแสเงินสดอิสระ (FREE CASH FLOW) พลิกกลับมาติดลบที่$1.4 หมื่นล้าน จากที่เคยเป็นบวกสูงถึง $1.44 แสนล้านในปีที่ผ่านมา ภาพรวมนี้ชี้ให้เห็นว่ามุมมองของตลาดกำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้น EARNINGS

STORY ไปสู่ CASH FLOW STORY และจะเห็นได้ว่าตลาดเริ่มกังวลกับบริษัทที่มีการลงทุน CAPEX สูงๆ จน
กดดัน FREE CASH FLOW ติดลบ แม้ผลประกอบการออกมาดีกว่าคาดแต่ราคาหุ้นมีการปรับตัวลงได้แรง ใน
ระยะสั้นจะยังเห็น FUND FLOW ไหลออกจากหุ้นเทคไปเข้าหุ้นกลุ่ม DEFENSIVE อาทิ กลุ่ม HEALTHCARE


สัปดาห์การรายงานงบของกลุ่ม AI SUPPLY CHAIN
สัปดาห์นี้ (2-6 พ.ย.) จะเน้นไปที่การรายงานของกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI SUPPLY CHAIN เริ่มจากกลุ่มที่
SUPPLY CHAIN เริ่มตึงตัวที่สุดอย่างกลุ่ม PHOTONICS ได้แก่ LUMENTUM, COHERENT, AAOI,
FABRINETและ ALAB ถัดมาเป็นกลุ่ม CPU อย่าง AMD และ ARM และกลุ่ม AI SERVER อย่าง SUPER MICRO

COMPUTER หุ้นในกลุ่ม MAG7 ที่จะมีการรายงานสัปดาห์นี้ได้แก่ APPLE นอกจากนี้ มีหุ้นในกลุ่ม HEALTH
CARE อาทิPFIZER, AMGEN, NOVO NORDISK และ MODERNA และยังมีกลุ่มที่แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 แข็งแกร่งที่น่าจับตาได้แก่ ESTEE LAUDER, PALANTIR และ SHOPIFY


THAI FOCUS
เงินเฟ้อไทยจ่อทะลุ 3% ขณะที่งบ 3Q69 หุ้นใหญ่ออกมาต่ำกว่าคาด กดดัน SET ช่วงสั้น
ราคาน้ำมันดิบ WTI เฉลี่ยเดือน ต.ค. 69 ปรับขึ้นจากเดือนก่อน(MOM) ราคาเฉลี่ย 96.9 เหรียญฯต่อบาร์เรลขณะที่ปี 2568 อยู่แถว 60 ดอลลาร์ +61%YOY หนุนให้วันพฤหัสนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อไทยประจำ ต.ค.69 ตลาดคาดอยู่ที่ +3.4%YOY สูงกว่าเดือนก่อนหน้าที่ +2.8%YOY ซึ่งหากตัวเลขจริงออกมาสูงกว่า 3% จะกระทบSENTIMENT ต่อทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต เพราะ อยู่กรอบบนของประมาณการ กนง. ขณะที่ CORE CPI ต.ค.69 คาด +1.6%YOY ยังไม่สูงมากนัก แปลว่า แรงกดดันส่วนใหญ่มาจากพลังงานและอาหาร ไม่ใช่อุปสงค์ภายในประเทศที่ร้อนแรง

หลังกำไร3Q69 กลุ่ม ธพ.ผ่านพ้นไป เริ่มเข้าสู่กลุ่ม REAL SECTOR ที่รายได้ไม่ใช่ปัญหา แต่กำไรต่ำคาด
1. SCC งบ Q3 กำไรต่ำกว่าคาด 35%จากส่วนธุรกิจปิโตรฯ จากการปิดซ่อมบำรุงและ SPREAD ราคาเคมีภัณฑ์ที่แคบลง สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนและมาร์จิ้น พลิกจากกำไร 4,820 ล้านบาทเป็นขาดทุน 1,738 ล้านบาทกดดันหุ้นในกลุ่มเดียวกัน PTTGC IVL
2. DELTA งบ Q3 กำไรต่ำกว่าคาด 12% จากการตั้งสำรองสินค้าคงคลัง อยู่ที่ 7.76 พันล้านบาท ซึ่งเป็น
สัญญาณของมาร์จิ้นที่บางลง แม้กำไร 3Q69 จะยังเติบโต YOY และ QOQ จากความต้องการระบบจ่ายไฟและ
ระบายความร้อนสำหรับศูนย์ข้อมูล AI งบจึงเติบโตดี แต่ไม่ถึงที่ตลาดคาดไว้
3. PTTEP งบ Q3 กำไรต่ำกว่าคาด 21%จากการตั้งด้อยค่าโครงการ SABA-K ในมาเลเซีย 6.6 พันล้านบาท และขาดทุน OIL HEDGING 2.7 พันล้านบาท

จึงทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนไทยต่องบ 3Q69 ของบล.ที่จะทยอยออกมา และหนุนให้นักลงทุนยังไม่
กล้าลงทุนในช่วงนี้ ดังนั้น ระยะสั้นควรระวังความผันผวนจากแรงขายต่างชาติ-รายย่อย และเงินบาทที่มีโอกาส
อ่อนค่าต่อได้ แนะนำถือเงินสดราว 20-30% ของพอร์ต

 

SYNAPSE STRATEGY
ตลาดยังสั่นๆ ท่ามกลางความกังวลกระแสเงินสด และผลประกอบการหุ้นไทย
ตลาดหุ้นโลกยังเผชิญความผันผวน หลังนักลงทุนให้น้ำหนักกับความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของ
บริษัทเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะกระแสเงินสดอิสระ หรือ FREE CASH FLOW ซึ่งสะท้อนเงินสดจากการ
ดำเนินงานที่เหลือหลังหักเงินลงทุน 9 เดือนแรกในบริษัทใหญ่เริ่มพลิกมาติดลบ การเร่งลงทุนด้าน AI และศูนย์
ข้อมูลทำให้รายจ่ายลงทุน หรือ CAPEX ของบริษัทขนาดใหญ่บางแห่งเพิ่มขึ้นเร็วกว่ากระแสเงินสดจากธุรกิจ
ส่งผลให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามถึงระยะเวลาคืนทุนและความจำเป็นในการระดมทุนเพิ่มเติมในเชิงกลยุทธ์ ความกังวลต่อกระแสเงินสดเพิ่มเหตุผลในการกระจายพอร์ตเข้าสู่ตราสารหนี้สะท้อนจาก BONDYIELD 10 ปี สหรัฐย่อตัวลงมาต่ำกว่า 5% อีกครั้ง เพื่อสร้างรายรับและลดการกระจุกตัวในหุ้นที่อ่อนไหวต่อ
ความคาดหวังการเติบโต

ด้านราคาน้ำมันเริ่มอ่อนตัวลง หลังมีข่าวการหารือผ่านตัวกลางเพื่อหาทางยุติความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับ
อิหร่าน โดยราคาน้ำมันปรับลดลงในการซื้อขายช่วงต้นตลาดเอเชียวันที่ 2 พฤศจิกายน หากสถานการณ์
คลี่คลายต่อเนื่อง จะช่วยผ่อนคลายแรงกดดันด้านต้นทุนของธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง และอาจช่วยลดแรงกดดันเงิน
เฟ้อในระยะถัดไป

สำหรับตลาดหุ้นไทย ความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศซ้อนทับกับความระมัดระวังในช่วงประกาศผล
ประกอบการ หลังบริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่ม REAL SECTOR อาทิ DELTA, SCC และ PTTEP รายงานกำไรต่ำกว่าคาด โดย DELTA ยังมีรายได้เติบโต แต่การฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าที่คาด ขณะที่ SCC ถูกกดดันจากธุรกิจเคมีภัณฑ์และผลขาดทุนของโครงการ LSP ส่วน PTTEP มีรายการด้อยค่าสินทรัพย์และผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันกระทบกำไรสุทธิ แม้กำไรจากการดำเนินงานปกติยังค่อนข้างแข็งแกร่ง ภาพดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงที่ตลาดจะทบทวนประมาณการกำไรเป็นรายบริษัท


กลยุทธ์การลงทุนเดือน พ.ย.: เลือกหุ้นได้ประโยชน์จากต้นทุนลดลง ควบคู่ธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอ
ภายใต้ภาวะที่ตลาดยังขาดความชัดเจน กลยุทธ์เดือนพฤศจิกายนให้น้ำหนักกับการ เลือกลงทุนรายตัว หรือ
SELECTIVE BUY โดยมองหาบริษัทที่มีปัจจัยสนับสนุนกำไรจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนเงินทุนที่มีโอกาสผ่อนคลาย ควบคู่กับธุรกิจที่มีฐานรายได้ต่อเนื่อง แบ่งเป็น 3 ธีมหลัก ได้แก่ ANTI-COMMODITY: BGRIM, THAI /ANTI-YIELD: SAWAD / DEFENSIVE: BH, CPN

1. ANTI-COMMODITY: BGRIM และ THAI
BGRIM มีโอกาสได้รับประโยชน์หากต้นทุนก๊าซธรรมชาติทยอยลดลง โดยเฉพาะส่วนธุรกิจขายไฟฟ้าให้ลูกค้า
อุตสาหกรรม ซึ่งต้องพิจารณาส่วนต่างระหว่างราคาขายไฟฟ้ากับต้นทุนเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตามการลดลงของ
ราคาน้ำมันดิบอาจส่งผ่านมายังต้นทุนก๊าซด้วยระยะเวลาที่ต่างกัน และผลบวกต่อกำไรยังขึ้นอยู่กับการปรับค่า
ไฟฟ้าและค่า FT ด้วย ประเด็นที่ควรติดตามจึงเป็นการลดลงของต้นทุนก๊าซเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของราคา
ขายไฟฟ้า รวมถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรม หากส่วนต่างดังกล่าวดีขึ้น จะเป็นแรงสนับสนุน
ต่ออัตรากำไรของบริษัท.

THAI เป็นอีกบริษัทที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานผ่อนคลาย หลังราคาน้ำมันเครื่องบินที่สูงขึ้นเป็น
แรงกดดันต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน หากราคาน้ำมันเครื่องบินปรับลดลงต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนผู้โดยสาร
และรายได้ค่าโดยสารยังทรงตัวได้ จะช่วยเพิ่มโอกาสฟื้นตัวของส่วนต่างกำไร อย่างไรก็ดีผลประโยชน์สุทธิต้อง
พิจารณาร่วมกับการปรับค่าธรรมเนียมน้ำมัน การแข่งขันด้านราคา และผลของสัญญาป้องกันความเสี่ยง จึง
ควรติดตามทั้งต้นทุนเชื้อเพลิงและรายได้ต่อผู้โดยสารควบคู่กัน.

2. ANTI-YIELD: SAWAD
SAWAD อยู่ในธีมที่มีโอกาสได้รับประโยชน์หากอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้และต้นทุนการระดมทุนในประเทศ
ผ่อนคลาย โดยการออกหุ้นกู้ใหม่หรือรีไฟแนนซ์หนี้เดิมด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำลงสามารถช่วยลดภาระต้นทุน
เงินทุน และสนับสนุนส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยในระยะถัดไป ผลบวกจะทยอยเกิดตามรอบการครบกำหนดและการ
ปรับต้นทุนหนี้ ขณะที่ความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของกำไรยังขึ้นอยู่กับคุณภาพลูกหนี้ การควบคุมหนี้เสีย และ
ค่าใช้จ่ายสำรอง หากบริษัทสามารถรักษาผลตอบแทนสินเชื่อพร้อมกับควบคุมความเสี่ยงด้านเครดิตได้ การ
ลดลงของต้นทุนเงินทุนจะส่งผ่านไปยังกำไรได้ชัดเจนขึ้น.


3. DEFENSIVE: BH และ CPN

BH มีจุดแข็งจากบริการทางการแพทย์เฉพาะทางและการรักษาโรคซับซ้อน ซึ่งในเชิงกลยุทธ์ช่วยให้ธุรกิจมีความ
ทนทานต่อวัฏจักรเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง จึงเป็นตัวเลือกสำหรับเพิ่มน้ำหนักธุรกิจที่มีความต้องการใช้บริการ
ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยต่างชาติเป็นฐานรายได้สำคัญของบริษัท ทำให้ยังต้องติดตามความสะดวกในการ
เดินทาง สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และกำลังซื้อของผู้ป่วยต่างประเทศ การประเมินความแข็งแกร่งของกำไรจึงควร
ดูทั้งจำนวนผู้ป่วย รายได้ต่อการรักษา และการควบคุมต้นทุนบริการ

CPN มีรายได้จากธุรกิจให้เช่าเป็นฐานสำคัญ โดยรายได้ส่วนนี้คิดเป็นประมาณ 88% ของรายได้รวมในไตรมาส
2 จึงมีลักษณะ DEFENSIVE ในด้านความต่อเนื่องของรายได้ พร้อมโอกาสเติบโตจากการบริหารพื้นที่เช่า การ
ปรับปรุงศูนย์การค้า และการเพิ่มอัตราเช่าในโครงการใหม่ อย่างไรก็ดี ความแข็งแกร่งของธุรกิจยังเชื่อมโยงกับ
จำนวนผู้ใช้บริการ ยอดขายผู้เช่า และภาวะกำลังซื้อ การติดตามอัตราการเช่าพื้นที่และการเติบโตของรายได้ค่า
เช่าในศูนย์เดิมจึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อความยั่งยืนของกำไร

สรุป : การเข้าลงทุนควรใช้จังหวะความผันผวนทยอยสะสมเมื่อราคาหุ้นเปิดส่วนต่างจากมูลค่าที่ประเมินอย่าง
เหมาะสม พร้อมติดตามว่าปัจจัยสนับสนุนเริ่มปรากฏในผลประกอบการจริงหรือไม่ โดยหุ้นกลุ่ม ANTICOMMODITY ต้องเห็นต้นทุนพลังงานลดลงเมื่อเทียบกับรายได้ กลุ่ม ANTI-YIELD ต้องเห็นต้นทุนระดมทุนผ่อนคลายควบคู่กับคุณภาพสินเชื่อที่ควบคุมได้ ส่วนกลุ่ม DEFENSIVE ต้องรักษาฐานรายได้และกระแสเงินสดได้ต่อเนื่อง เงื่อนไขเหล่านี้จะช่วยกำหนดจังหวะเพิ่มหรือลดน้ำหนักลงทุนตลอดเดือนพฤศจิกายน

 

 

จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์

ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985

สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

เด้ง ขึ้น เด้ง ลง By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม วันนี้ หุ้นไทย ระหว่าง ชั่วโมงการซื้อขาย คงเด้ง ขึ้น เด้ง ลง สลับไปมา ในกรอบแนวรับ แนวต้าน รอบนี้ ....

HotNews: BANPU ขยาย Biomass Co-firing ในโรงไฟฟ้าอีก 2 แห่งในจีน หนุนลดปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ -เพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ต่อยอดการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วมในกระบวนการผลิตไฟฟ้า....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้