Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

77



อัปเดตประเด็นสำคัญในต่างประเทศ การเปิดเผยเอกสาร S-1 ของ Anthropic ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในธีม AI หลังเผชิญแรงขายในช่วงก่อนหน้านี้ แต่การเติบโตของรายได้ที่ก้าวกระโดดยังมาพร้อมภาระลงทุนด้าน Compute มหาศาล ทำให้ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพการเติบโต ความสามารถในการสร้างผลตอบแทน และความยั่งยืนของ AI Investment Cycle มากขึ้น


Anthropic IPO: บททดสอบความเชื่อมั่นต่อ AI Investment Cycle
Anthropic ผู้พัฒนา Claude AI ยื่นเอกสารจดทะเบียนเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (Form S-1) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2026 โดยเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ภายใต้สัญลักษณ์ ANT ซึ่งอาจเป็นหนึ่งใน IPO ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นการนำบริษัทพัฒนา Frontier AI Model ชั้นนำเข้าสู่ตลาดทุนสาธารณะเป็นครั้งแรก ขณะที่การประเมินมูลค่ากิจการเบื้องต้นของนักลงทุนอยู่ในช่วงประมาณ 1.4–1.75 ล้านล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่ได้เปิดเผยจำนวนหุ้นและราคาเสนอขายอย่างเป็นทางการ


การยื่น S-1 เกิดขึ้นในช่วงที่หุ้นกลุ่ม AI เผชิญแรงขายจากความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สูงเกินไปและความไม่แน่นอนของผลตอบแทนจากการลงทุน อย่างไรก็ตาม ตลาดตอบรับข่าวดังกล่าวในเชิงบวก สะท้อนว่าความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการลงทุน AI ยังไม่ได้หายไป แม้ว่านักลงทุนจะมีความระมัดระวังมากขึ้นก็ตาม


เปิดงบ Anthropic: รายได้เติบโตก้าวกระโดด แต่ภาระลงทุนยังสูง
ข้อมูลทางการเงินที่เปิดเผยสะท้อนศักยภาพการสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ของ AI อย่างชัดเจน โดย Anthropic มีรายได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 อยู่ที่ 16.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 1.2 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือเติบโตประมาณ 1,300% YoY ขณะที่รายได้ราว 80% มาจากการคิดค่าบริการตามปริมาณการใช้งาน (Consumption-based Revenue) สะท้อนว่าการนำ AI ไปใช้งานจริงเริ่มสร้างรายได้ในระดับที่มีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าองค์กรผ่าน Claude Code และ Claude Cowork
นอกจากนั้น ฐานลูกค้ายังกระจายตัวมากขึ้น โดยมีลูกค้าประมาณ 250 รายที่สร้างรายได้ต่อปีอย่างน้อย 10 ล้านดอลลาร์ต่อราย และมี Net Revenue Retention ประมาณ 900% สะท้อนการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการใช้จ่ายจากลูกค้าเดิม นอกจากนี้ ต้นทุนด้าน Compute และ Infrastructure ลดลงเมื่อเทียบกับสัดส่วนรายได้มาอยู่ที่ประมาณ 55% ในครึ่งแรกของปี 2026 (จาก 201% ในครึ่งแรกของปี 2025) ขณะที่ผลขาดทุนจากการดำเนินงานลดลงเหลือประมาณ 693 ล้านดอลลาร์ และ Operating Cash Flow เป็นบวก สะท้อนพัฒนาการด้าน Operating Leverage ที่ดีขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม Anthropic รายงานผลขาดทุนสุทธิสูงถึง 80.7 พันล้านดอลลาร์ โดยประมาณ 72.4 พันล้านดอลลาร์เกิดจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของตราสารทางการเงินที่แปลงเป็นหุ้นได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายการทางบัญชีที่ไม่ใช่กระแสเงินสด


ความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่ภาระลงทุนด้าน Compute โดยบริษัทใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน 8.9 พันล้านดอลลาร์ในครึ่งแรกของปี เพิ่มขึ้น 283% YoY และทำสัญญาจัดหา Compute ใหม่ที่มีภาระผูกพันขั้นต่ำราว 417 พันล้านดอลลาร์นับจากสิ้นปี 2025 ขณะที่บริษัทเองเตือนว่าอัตราการเติบโตของรายได้ระดับปัจจุบันอาจไม่สามารถรักษาไว้ได้ในอนาคต


นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้าน AI Safety, กฎระเบียบ ความเพียงพอของกำลังประมวลผล และการแข่งขันด้านราคา ยังเป็นปัจจัยที่อาจกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร ในระยะยาว

 

Anthropic หนุนความเชื่อมั่นต่อ AI แต่ระยะสั้นยังคงมุมมองระมัดระวัง
เรามองการตอบรับเชิงบวกของตลาดต่อการเปิดเผย S-1 ของ Anthropic ว่ามีลักษณะเป็น Relief Rally หลังหุ้นกลุ่ม AI เผชิญแรงขายต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยข้อมูลรายได้ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งช่วยลดความกังวลว่า AI Investment ขาดความต้องการใช้งานจริง และสนับสนุนมุมมองว่าการลงทุนด้าน AI Infrastructure ยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง โดยกลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ชัดเจนที่สุดคือผู้ให้บริการ Compute Infrastructure และ Semiconductor เนื่องจากภาระผูกพันด้าน Compute ของ Anthropic สะท้อนความต้องการกำลังประมวลผลที่สามารถมองเห็นได้ล่วงหน้าหลายปี อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่าการเติบโตของรายได้จาก AI จะสามารถรองรับภาระการลงทุนด้าน Compute ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้มากน้อยเพียงใด


อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของหุ้น AI รอบนี้ยังมีความเปราะบาง โดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็กและบริษัทที่มีฐานะการเงินอ่อนแอ ซึ่งอาจเผชิญแรงกดดันจากการหมุนเวียนสภาพคล่องเข้าสู่ IPO ขนาดใหญ่ เพิ่มความเสี่ยงจากอุปทานหุ้นใหม่ในตลาด


ในระยะสั้นจนถึงการ IPO ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ตลาดหุ้นยังมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนจากปัจจัยชี้นำสำคัญหลายด้าน ทั้งการประกาศผลประกอบการ การประชุม Fed การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่ US 10-Year Treasury Yield ซึ่งทรงตัวบริเวณ 5.00% ยังคงเป็นแรงกดดันต่อ Valuation และบรรยากาศการลงทุน เราจึงประเมินว่าตลาดหุ้นอาจต้องใช้เวลาสร้างฐานต่อไปอีกระยะ ก่อนมีโอกาสกลับเข้าสู่ทิศทางการฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน เมื่อความไม่แน่นอนจากปัจจัยสำคัญทยอยคลี่คลายและฤดูกาลประกาศผลประกอบการเข้าสู่ช่วงท้าย โดยมีแรงขับเคลื่อนพื้นฐานจากการลงทุนด้าน AI ที่ยังแข็งแกร่ง และการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการผลิตโลก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนแนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทและสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในระยะถัดไป

 


แนวโน้มตลาดหุ้นไทย หุ้นไทย Bottom out
เราคงคาดตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้คาด จะพ้นจากกรอบ Sideway down ได้ โดยอาศัยการรีบาวด์ของหุ้นกลุ่มธนาคาร และสินค้าโภคภัณฑ์ บวกกับหุ้น Oversold เช่น รพ. โรงไฟฟ้า นิคมฯ ค้าปลีก


ซึ่งเราคาดปัจจัยหลักที่น่าจะหนุน บรรยากาศตลาดหุ้นไทย ยังคงมาจากการที่ นลท.ต่างชาติจะเริ่มกลับลำมาซื้อสุทธิหุ้นไทย หลังจากขายสุทธิต่อเนื่อง 2 เดือน ไปร่วม 5 หมื่นล้านบาท ส่วนปัจจัยมหภาคคาดการคงดอกเบี้ยในการประชุม เฟด, กนง. และ ECB ในสัปดาห์นี้ เมื่อผ่านไปแล้วจะทิ้งช่วงไปอีก 45 วัน ซึ่งเรามองว่าจะไม่มีการปรับพอร์ตรับต้นทุนดอกเบี้ยเหมือนกับช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา


ส่วนประเด็นอื่นๆ คาดมีผลบวกต่อหุ้นรายตัว เช่น เริ่มเปิดลงทะเบียน โซลาร์ภาคประชาชน เมื่อวานหุ้นแผงโซลาร์ตัวเล็กบวกดีกว่าตลาด
วันนี้ตลาดคงติดตามผลการประชุม กนง. ซึ่งตลาดคาดว่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% และเรามองเป็นกลางค่อนไปทางบวก ต่อตลาด อิงมุมมอง MS ที่เห็นแนวโน้มดอกเบี้ยแท้จริงไทยต่ำ ยังคงช่วยหนุนเม็ดเงินลงทุน Capex cycle ระลอกใหม่


SET 100 Smart Tactical แนะเพิ่มหุ้นเชื่อมโยงค้าปลีก เช่น ห้าง และพื้นที่เช่าห้าง CPN
มุมมองเทคนิค: To monitor: แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 3/2026 ภาพรวมเราคาดเติบโต 38% YoY แต่ลดลง 9% QoQ แรงหนุน YoY มาจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น-ค่าการกลั่น-ส่วนต่างปิโตรฯ, ดีมานด์ AI/data center ที่ยังแข็งแรง, รายได้จากบริการมือถือ–อินเทอร์เน็ต, กำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่และกำไรจากธุรกิจโรงไฟฟ้าต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวของกำไรกลุ่มธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง แต่ยังโดนกดดัน YoY จากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นกดดันกลุ่มสายการบิน และส่วนต่างดอกเบี้ยที่หดตัวกดดันกลุ่มธนาคาร
มุมมองเทคนิค: “Bullish Flag & Ending Corrective wave”

SET Index กำลังก้าวเข้าสู่ "จุดเปลี่ยนโครงสร้างครั้งสำคัญ (Structural Reversal)" หลังจากการปรับฐานในรูปแบบคลื่นขาลงเริ่มส่งสัญญาณชะลอลงและกำลังสะสมพลัง สร้างฐานระยะสั้น (ไม่มี new low) โดยมีรายละเอียดดังนี้:


Price Pattern: ดัชนีพักตัวออกข้างในกรอบแคบๆ ลักษณะ Bullish Flag เป็นการพักตัวรอการ breakout ขึ้นต่อ!
Ending Corrective Wave: โครงสร้างคลื่นปลายทางขาลง Wave C เริ่มแสดงอาการอ่อนแรงของฝั่งขาย มีโอกาสสูงที่จะจบวงจรขาลงเพื่อเปิดฉากขาขึ้นรอบใหม่

MACD: Flat ออกข้างล่าสุดกำลังตัดเส้น Signal Line ขึ้น ส่งสัญญาณเตือน (Leading Signal) ถึงการฟื้นตัวของ Momentum เชิงบวก

EMA 50 วัน: ดัชนีขึ้นทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย EMA 50 วัน บริเวณ 1,585 จุด ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวต้านไดนามิก (Dynamic Resistance) ของรอบนี้

สรุป: จับตาด่าน 1,585 จุด หากดัชนีทะลุผ่าน EMA 50 วัน พร้อมกับการเบรกกรอบบนของ Bullish Flag ได้สำเร็จ จะเป็นการยืนยัน Ending Corrective Wave อย่างสมบูรณ์ ปลดล็อกและเปลี่ยนโครงสร้างกลับเข้าสู่เทรนด์ขาขึ้นรอบใหม่!

 

 


What to watch

u ลูลา ชนะเลือกตั้ง ปธน.บราซิล โดยมีกำหนดจะเริ่มดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 4 ซึ่งมีวาระ 4 ปี ในวันที่ 5 ม.ค. 2570 ลูลาสนับสนุนการเพิ่มบทบาทของรัฐบาล นโยบายทางสังคมที่เข้มแข็งขึ้น และการยกระดับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน ส่วนในด้านนโยบายต่างประเทศ เขาให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในเวทีระหว่างประเทศ โดยได้ผนวกความร่วมมือกลุ่ม BRICS และความร่วมมือแบบ South-South Cooperation เข้าไว้ในวาระนโยบายต่างประเทศฉบับปรับปรุงใหม่


u คลัง-พลังงาน เห็นพ้องลดภาษีสรรพสามิต E20 B20 พยุงส่วนต่าง โดยหลักการ คือ พยายามช่วยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรักษาส่วนต่าง (Space) ของน้ำมัน B20 และ E20 ให้มีราคาถูกกว่า B7 และ E10 ลิตรละ 6 บาท หากเราไม่ช่วยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ก็จะทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นไปมากกว่านี้ เพราะตอนนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท


u ตลาดให้น้ำหนักผลเลือกตั้งสหรัฐฯกลางเทอม แบ่งเป็น เดโมแครตครอง สภาสูง+ล่าง ให้โอกาส 61% (เรียกว่า Cohesive Democratic majority) และให้โอกาส 31% เดโมแครตครองสภาล่าง ส่วนรีพับลิกันครองสภาสูง (เรียกว่า Fragile Democratic majority)

u ธปท.ขยายเกณฑ์ธุรกรรมเงินสด ตั้งแต่ 5 ล้านบาท ต้องรายงานตรวจสอบแหล่งที่มาของเงิน เริ่ม 1 พ.ย.นี้ (คาดส่งผลบวกต่อธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ประกันชีวิต จากการย้ายจากแหล่งเงินฝากส่วนหนึ่ง และ การเพิ่มธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเพื่อความคล่องตัวในการรายงานแหล่งที่มาของรายได้)


รายงานพื้นฐานวันนี้

AMATA
อมตะ คอร์ปอเรชัน
ยอดขายที่ดินชะลอ Backlog ลด และ Data Center เลื่อนไปปีหน้า
เราปรับลดคำแนะนำเป็น “ขาย” พร้อมราคาเป้าหมายใหม่ 28 บาท (จาก 40 บาท) โดยมองประเด็นลบ ได้แก่
1) ยอดขาย (Presales) ที่ดินของ AMATA อ่อนกว่าที่คาดอย่างชัดเจน: โดยตัวเลข 3Q26 ยอดขายที่ดินอยู่ที่ 228 ไร่ ลดลง 16% QoQ และ 6% YoY ในไทย ลดลง 34% QoQ และมาจาก Amata City ระยอง ทั้งหมด ขณะที่นิคมในชลบุรีรวมถึง Smart City ไม่มีการเซ็นขายที่ดินใหม่เลยในไตรมาส สาเหตุหลักมาจากดีลในห่วงโซ่ Data Center ที่ยังไม่เกิดขึ้น ลูกค้าชะลอการตัดสินใจจากความไม่แน่นอนด้านภาษีสหรัฐฯ และภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการอนุมัติลงทุนต่างประเทศของจีนที่เข้มงวดขึ้น


2) เป้าหมายยอดขายที่ดินปี 2026 เดิมแทบเป็นไปไม่ได้แล้ว: แม้บริษัทลดเป้าลงเหลือราว 1,400 ไร่ ก็ยังต้องขายเพิ่มถึงราว 795 ไร่ใน 4Q26 หรือเกือบ 4 เท่าของค่าเฉลี่ยรายไตรมาสใน 9M26 เราจึงใช้ประมาณการเพียง 1,000 ไร่ในปี 2026 และ 2027 โดยไม่รวมความต้องการจาก Data Center ราว 200–300 ไร่ ซึ่งคาดว่ายังไม่น่าปิดดีลได้ภายในปีนี้ หลังเกณฑ์ใหม่ของ Data Center ยังล่าช้าและผู้ประกอบการต้องทบทวนแผนลงทุนภายใต้กติกาใหม่


3) Backlog ที่เหลือ 1.64 หมื่นล้านบาท ไม่ได้รองรับรายได้ปี 2027 ได้มากเหมือนเดิม: หากรับรู้เพียง 50% จะสร้างรายได้ที่ดินราว 8.2 พันล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการใหม่ของเราที่ 8.7 พันล้านบาท ซึ่งยังต้องอาศัยยอดขายใหม่ช่วง 4Q26–1H27 เข้ามาช่วย ขณะที่ทุกการโอนที่ดินลดลง 100 ไร่มีผลต่อ EPS ปี 2027 ราว 6%


ทั้งนี้ เราคาดกำไรหลัก 3Q26 ที่ 847 ล้านบาท ลดลง 26% YoY และ 37% QoQ จากรายได้ที่ดินและจำนวนโอนที่ลดลง รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นธุรกิจที่ดินที่คาดลดเหลือราว 56% จาก 66% ใน 2Q26 เพราะสัดส่วนการโอนจาก ชลบุรี 2 ซึ่งให้ Margin สูงลดลง ขณะที่ 4Q26 กำไรหลักมีแนวโน้มอ่อนต่อเหลือราว 470 ล้านบาท ลดลง 54% YoY จากส่วนลดค่าน้ำและค่าบำรุงรักษา 50% ให้โรงงานที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมตั้งแต่เดือน ต.ค.

เราปรับประมาณการกำไรหลักปี 2027 ลงราว 9–10% เหลือ 4.01 พันล้านบาท ลดลง 5% YoY จากการลดสมมติฐานยอดขายที่ดินเหลือ 1,000 ไร่ การโอนเหลือ 1,100 ไร่ และรายได้ธุรกิจบริการที่ลดลง

 


TIDLOR
ติดล้อ โฮลดิ้งส์
ตลาดรับรู้ความกังวลไปมากแล้ว แต่กำไรยังพร้อมเดินหน้าต่อ!
แม้ราคาหุ้นช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา จะปรับลดลง ซึ่งผิดจากที่เราคาดไว้ จากความกังวลทั้งเรื่องเงินเฟ้อและน้ำท่วม แต่เรามองว่ากำไรใน 2H26 ยังเป็นไปตามที่คาดไว้ และ valuation ได้สะท้อนความกังวลไปค่อนข้างมากแล้ว เรายังแนะนำ ซื้อ จาก 3 เหตุผล
1) เราคาดกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 1.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% YoY (สินเชื่อและ NIM ขยายตัว) แต่ลดลง 4% QoQ (credit cost ปรับเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้)


2) แนวโน้มกำไร 4Q26 จะอยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 34% YoY (สินเชื่อเติบโตและ credit cost ลดลง) แต่จะลดลง 6% QoQ (ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล) สำหรับผลกระทบจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เราประเมินผลกระทบน่าจะจำกัดกว่าหาดใหญ่ปลายปีที่แล้วมาก โดยในช่วงหลังน้ำท่วมที่หาดใหญ่ credit cost เฉลี่ยของ TIDLOR ในช่วง 4Q25–2Q26 อยู่ที่เพียง 2.46% หรือเพิ่มขึ้น 26bps จาก 3Q25 เท่านั้น เราจึงคาดว่าน้ำท่วมรอบนี้ไม่น่าทำให้บริษัทต้องตั้งสำรองเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ
3) เราคาดกำไรสุทธิปี 2027 ของ TIDLOR จะเติบโต 12% YoY จากสินเชื่อเติบโตและ NIM ขยายตัว ทั้งนี้ เราได้ทำกรณีศึกษาทั้งเชิงบวกและลบของกำไรในปี 2027

โดยในกรณีเชิงลบ เราคาดว่า credit cost ปี 2027 สูงกว่ากรณีฐาน 30bps ซึ่งจะทำให้กำไรต่ำกว่าประมาณการปัจจุบันประมาณ 5% แต่กำไรปี 2027 ยังโตได้ 7% YoY

ส่วนกรณีเชิงบวก เราคาด credit cost จะต่ำกว่าที่เราคาด 20bps ซึ่งจะทำให้ประมาณการกำไรปี 2027 ปัจจุบันมี upside ราว 3%
Fundamental view: ด้าน valuation เรามองว่าเริ่มน่าสนใจมาก เพราะถูกกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตของตัวเองและค่าเฉลี่ยกลุ่มธนาคารมาก ปัจจุบัน TIDLOR มี PEG ratio เพียง 0.7x และแม้ใช้ EPS growth กรณีเชิงลบที่ 7% PEG ratio ก็ยังอยู่เพียง 1.0x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมาก นอกจากนี้ยังมี dividend yield ปี 2027 ประมาณ 4% ช่วยจำกัด downside ได้

 

 


รายงานผลประกอบการวันนี้

DELTA
เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย)

 

(-) DELTA รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 7.76 พันล้านบาท (+4% YoY, +28% QoQ) หักรายการพิเศษจากกำไร FX และขาดทุนด้อยค่าสินทรัพย์แล้ว มีกำไรหลัก 7.34 พันล้านบาท ทรงตัว YoY และเพิ่มขึ้น 31% QoQ ต่ำกว่าที่เราและตลาดคาด 17–18% จาก GM ที่ต่ำกว่าคาดและ SG&A ที่สูงกว่าคาด แม้รายได้เพิ่มขึ้น 42% YoY และ 16% QoQ เป็น 7.58 หมื่นล้านบาท โดย GM อยู่ที่ 27.3% ลดจาก 28.3% ใน 3Q25 แต่เพิ่มจาก 26.8% ใน 2Q26 ขณะที่ตั้งสำรองสินค้าคงเหลือเพิ่มเป็น 1.9 พันล้านบาท จาก 804 ล้านบาทใน 2Q26 แนวโน้ม 4Q26 คาดกำไรหลักฟื้นทั้ง YoY และ QoQ จากรายได้ที่ฟื้นต่อเนื่องและแรงกดดันด้านต้นทุนจาก Supply chain ที่ผ่อนคลายลง เราปรับลดประมาณการกำไรหลักปี 2026 ลง 18% เหลือราว 3.2 หมื่นล้านบาท และลดราคาเป้าหมายเหลือ 300 บาท (โดยในเชิงพื้นฐาน ยังคงคำแนะนำซื้อ) แต่หากกำไรไม่ฟื้นจริงตามที่คิด คาดว่าราคาหุ้นจะยังซื้อขายในกรอบ 230-240 บาท ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต

 

 

SCGP
เอสซีจี แพคเกจจิ้ง

 


(0) SCGP รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 2.03 พันล้านบาท (+113% YoY, -12% QoQ) หักขาดทุน FX 5 ล้านบาทแล้ว มีกำไรหลัก 2.03 พันล้านบาท (+99% YoY, -13% QoQ) เป็นไปตามที่เราและตลาดคาด โดยปัจจัยบวกคือ SG&A ต่ำกว่าคาด ขณะที่กำไรธุรกิจ Recycling อ่อนกว่าคาด ทั้งนี้ EBITDA margin ธุรกิจ Integrated Packaging อยู่ที่ 18% เพิ่มจาก 16% ใน 3Q25 แต่ลดจาก 20% ใน 2Q26 ส่วน Fibrous เพิ่มเป็น 10% จาก 7% และ 9% ตามลำดับ แนวโน้ม 4Q26 คาดกำไรหลักเพิ่มขึ้น YoY และ ทรงตัว QoQ จากกำไรธุรกิจ Integrated Packaging และ Fibrous ที่ดีขึ้น เรายังคงประมาณการตามเดิมและคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 38 บาท

 


HMPRO
โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์

 

(0) HMPRO รายงานกำไรสุทธิและกำไรหลัก 3Q26 ที่ 1.32 พันล้านบาท (+1% YoY, -17% QoQ) เป็นไปตามที่เราและตลาดคาด แม้ SSS ลดลง 2.5% จากกำลังซื้อที่อ่อนและฝนตกหนัก แต่รายได้หลักยังเพิ่มขึ้น 1% YoY จากการเปิดสาขาใหม่ ขณะที่ GM เพิ่มขึ้น 55bps YoY เป็น 28.2% จากสัดส่วนสินค้า Private label ที่สูงขึ้นและการบริหาร Inventory ที่ดีขึ้น ช่วยชดเชย SG&A ที่เพิ่มขึ้นราว 2% YoY แนวโน้ม 4Q26 คาดกำไรหลักเพิ่มขึ้น YoY และฟื้นแรง QoQ ตามฤดูกาลและอุปสงค์ซ่อมแซมหลังน้ำท่วม โดย SSS ของ HomePro และ MegaHome ในเดือน ต.ค. เพิ่มขึ้น 7–10% คงคำแนะนำถือ ราคาเป้าหมาย 7 บาท และคาด Dividend yield ราว 6%

 

 

GLOBAL
สยามโกลบอลเฮ้าส์


(+) GLOBAL รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 551 ล้านบาท (+41% YoY, -42% QoQ) ขณะที่กำไรหลักอยู่ที่ 545 ล้านบาท (+38% YoY, -43% QoQ) สูงกว่าที่เราคาด 10% และตลาดคาด 9% จาก GM ที่สูงกว่าคาด 83bps โดยรายได้ลดลง 2% YoY และ 11% QoQ เป็น 7.24 พันล้านบาท ตาม SSS ที่ลดลงราว 7% จากกำลังซื้ออ่อนและฝนตกหนัก ขณะที่ GM เพิ่มขึ้น 214bps YoY เป็น 28.6% จากการปรับราคาสินค้า House brand บางรายการและสัดส่วน House brand ที่เพิ่มขึ้น แนวโน้ม 4Q26 คาดกำไรหลักเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ แม้ SSS ยังไม่น่ากลับมาเป็นบวก จากสัดส่วน House brand ที่สูงขึ้นช่วยหนุน GM โดยกำไรหลัก 9M26 คิดเป็น 89% ของประมาณการทั้งปี และเรามองมี Upside 5–10% ต่อประมาณการกำไรปี 2026 ที่ 2.6 พันล้านบาท (+31% YoY) แต่ยังคงคำแนะนำขาย ราคาเป้าหมาย 6.60 บาท ยังมองแม้ระยะสั้นได้แรงหนุนจาก GM แต่ปีหน้าปัจจัยหนุนยังไม่ชัดเจน

 

 


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์, IAA Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ธนรัตน์ อิศรกุล, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

หุ้นพลังงาน By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง ยังคงอยู่ในโหมดหุ้นกลุ่มพลังงาน ปิโตร โรงกลั่น ด้วยเฝ้ารอ ผลประกอบการไตรมาส3ปีนี้ เร็วๆนี้....

HotNews: SUEN พร้อมเดินสายโรดโชว์ 5 เมืองใหญ่ สร้างความเชื่อมั่น ก่อนขายหุ้น IPO 196.24 ล้านหุ้น

SUEN เดินสายโรดโชว์พบนักลงทุน โชว์ศักยภาพกลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้างครบวงจรที่มีรากฐาน...

เงินไหลเข้า By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ พบ หุ้นใหญ่ หลายตัว มีแรงซื้อ ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น ตามแรงเงินไหลเข้ามา....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้