Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.ทิสโก้ : BTG แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 26 บาท

37

 

BTG
ผู้นำธุรกิจอาหารครบวงจร เข้าสู่ช่วงกำไรฟื้นตัว
BTG เป็นผู้นำธุรกิจเกษตรและอาหารครบวงจรของไทย ตั้งแต่อาหารสัตว์และฟาร์ม ไปจนถึงอาหารแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยง และส่งออกกว่า 35 ประเทศ หลังทำกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6,685 ล้านบาทในปี 2025 กำไรลงไปแตะจุดต่ำสุดใน 2Q26 เรามีมุมมองเชิงบวกเพราะกำไรกำลังฟื้นตัวจากราคาสุกรและไก่ที่สูงขึ้น การส่งออกที่เติบโต และการประหยัดต้นทุน เราคาดกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย 18% ต่อปีในช่วงปี 2026F-2028F และด้วย PER ปี 2027F ที่ 8.0 เท่า กับ PEG 0.4 เท่าซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่ม valuation จึงไม่แพง

การลงทุนใหม่: แพลตฟอร์ม B2B Freshket
BTG อยู่ระหว่างเข้าซื้อหุ้น 59% ใน Freshket แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอาหารแบบ B2B มูลค่าไม่เกิน 500 ล้านบาท และจะรวมงบตั้งแต่เดือน พ.ย. 2026 Freshket มียอดขายกว่า 2 พันล้านบาทต่อปี และฐานลูกค้า Foodservice ไม่ทับซ้อนกับ BTG จึงเปิดโอกาสให้ขายสินค้าข้ามกัน (cross-selling) เรามองว่าดีลนี้จะช่วยเร่งเป้าหมายช่องทางมาร์จิ้นสูงของ BTG ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าการสร้างแพลตฟอร์มเอง

กำไร 3Q26F เพิ่มขึ้นเท่าตัว QoQ; ปี 2027F โต 26%
เราคาดกำไรสุทธิ 3Q26F ที่ 1,264 ล้านบาท (+8% YoY, +111% QoQ) จากราคาสุกรและไก่เนื้อที่สูงขึ้นและการส่งออกที่เติบโต โดยอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นเป็น 14.5% เราคาดกำไร 4Q26F ใกล้เคียงกับ 3Q26F ขณะที่กำไร 9M26F คิดเป็น 72% ของประมาณการปี 2026F ที่ 3,976 ล้านบาท เราจึงเห็น upside ต่อประมาณการ และคาดกำไรสุทธิปี 2027F เติบโต 26% เป็น 5,030 ล้านบาท

แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 26.00 บาท รวม ESG Premium
ราคาเป้าหมาย 26.00 บาท อิง PER ปี 2027F ที่ 10 เท่า (+1SD) มาจาก PER ฐาน 9 เท่า ที่ระดับ +0.5SD เหนือค่าเฉลี่ย PER ล่วงหน้าของ BTG ที่ 8.0 เท่า บวก ESG premium 1 เท่า ด้านสังคม ความปลอดภัยอาหารและห่วงโซ่อุปทานช่วยหนุนการเติบโตของรายได้ผ่านการเข้าถึงตลาดส่งออก ด้านธรรมาภิบาล การกำกับดูแลอยู่ในมาตรฐานสูงสุด และคณะกรรมการมีการถ่วงดุลอำนาจอย่างมีประสิทธิภาพ หุ้นมี upside 25.6% และอัตราเงินปันผล 5.5%


ประเด็นการลงทุนสำคัญ

ผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจรของไทย
เบทาโกร (BTG) เป็นผู้นำธุรกิจเกษตรและอาหารครบวงจรของไทย ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด ตั้งแต่อาหารสัตว์ (โรงงาน 11 แห่ง กำลังผลิต 4.4 ล้านตันต่อปี) และผลิตภัณฑ์สุขภาพสัตว์ ไปจนถึงการเลี้ยงสัตว์ โรงชำแหละ อาหารแปรรูปและอาหารพร้อมรับประทาน และอาหารสัตว์เลี้ยง มีการดำเนินธุรกิจในไทย กัมพูชา ลาว และสิงคโปร์ และส่งออกไปกว่า 35 ประเทศ ในปี 2025 BTG มีรายได้ 1.224 แสนล้านบาท และกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6,685 ล้านบาท หลังผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักรใน 1H26 เราคาดกำไรจะฟื้นตัวตั้งแต่ 3Q26F จากราคาสุกรและไก่ที่ฟื้นตัว การส่งออกที่เติบโต และผลจากการประหยัดต้นทุน

โอกาสการเติบโต: กำไรสุทธิโตเฉลี่ย 18% ต่อปี ในปี 2026F-2028F
เราคาดรายได้จะเพิ่มขึ้นจาก 1.193 แสนล้านบาทในปี 2026F เป็น 1.337 แสนล้านบาทในปี 2028F (CAGR +6%) และกำไรสุทธิเพิ่มจาก 3,976 ล้านบาท เป็น 5,537 ล้านบาท (CAGR +18%) โดยอัตรากำไรสุทธิดีขึ้นจาก 3.3% เป็น 4.1% การเติบโตจะนำโดยธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูง ได้แก่ ธุรกิจต่างประเทศและส่งออก และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งสัดส่วนรายได้จะเพิ่มจาก 25% ในปี 2026F เป็น 27% ในปี 2028F ขณะที่สัดส่วนผลิตภัณฑ์มาร์จิ้นสูงในธุรกิจอาหารในประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 66% ยังมี upside จาก M&A ใหม่ ทั้ง Freshket และดีลที่อาจเกิดขึ้นในฟิลิปปินส์ ซึ่งเรายังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการ

 


ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตรายธุรกิจ
• ธุรกิจอาหารในประเทศ: รายได้จะฟื้นตัว 4% ต่อปี เป็น 6.46 หมื่นล้านบาทในปี 2028F จากการมุ่งสู่อาหารแปรรูปและเนื้อสัตว์ภายใต้แบรนด์ (BETAGRO, S-Pure, ITOHAM) และช่องทางมาร์จิ้นสูงที่เพิ่มเป็น 52% ของยอดขาย ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มจาก 12.6% ในปี 2026F เป็น 13%
• ธุรกิจเกษตร: เติบโตสม่ำเสมอ 3% โดยอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มเป็น 16-17% จากอาหารสุกรมาร์จิ้นสูง บริการห้องปฏิบัติการ อุปกรณ์ฟาร์ม และผลิตภัณฑ์สุขภาพสัตว์ ขณะที่การเปลี่ยนจากถ่านหินเป็นชีวมวลและพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยลดต้นทุนพลังงาน
• ธุรกิจต่างประเทศและส่งออก: เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่โตเร็วที่สุด (+11% ต่อปี) หนุนโดยกำลังผลิตสินค้าปรุงสุกใหม่ 15,540 ตัน คำสั่งซื้อที่ยาวถึง 1Q27 ความเป็นผู้นำตลาดในสิงคโปร์ และการเติบโตในกัมพูชาและลาว
• ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง: ธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูงสุด (อัตรากำไรขั้นต้น 28%) เติบโตราว 20% ต่อปี จากผลิตภัณฑ์พรีเมียมและอาหารเฉพาะโรค และการส่งออกไปสหรัฐฯ และเอเชีย
• แพลตฟอร์มใหม่: Freshket เพิ่มช่องทางอีคอมเมิร์ซ B2B สู่ลูกค้า Foodservice และฟิลิปปินส์อาจเป็นประเทศใหม่ที่บริษัทเข้าไปดำเนินธุรกิจ

 

มุมมองการลงทุน

• กำไรฟื้นตัว: กำไรปกติจะฟื้นตัว 70% QoQ ใน 3Q26F และทรงตัวในระดับใกล้เคียงกันใน 4Q26F ก่อนเติบโต 22% ในปี 2027F
• แพลตฟอร์มการเติบโตใหม่: Freshket (อีคอมเมิร์ซ B2B) ความเป็นผู้นำตลาดในสิงคโปร์ กำลังผลิตส่งออกเพิ่มขึ้น 10% และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงโต 20% ต่อปี
• ผู้นำด้าน ESG: SET ESG ระดับ 'AAA' CGR 5 ดาวจาก IOD ได้รับการรับรอง CAC และคะแนน BESG สูงกว่าค่าเฉลี่ย สนับสนุน valuation premium 1 เท่า
• Valuation น่าสนใจ: PER ปี 2027F 8.0 เท่า โดยมี PEG ต่ำสุดในกลุ่ม (0.4 เท่า) และอัตราเงินปันผล 5.5% ในปี 2027F

คาดการณ์กำไร 3Q26F

กำไรสุทธิ 3Q26F 1.26 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นเท่าตัว QoQ
เราคาด BTG จะรายงานกำไรสุทธิ 3Q26F ที่ 1,264 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% YoY และ 111% QoQ รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนราว 30 ล้านบาท กำไรปกติคาดอยู่ที่ 1,234 ล้านบาท ทรงตัว YoY และเพิ่มขึ้น 70% QoQ เราคาดรายได้ 3.24 หมื่นล้านบาท (+6% YoY, +10% QoQ) สอดคล้องกับแนวทางของผู้บริหารที่คาดเติบโต 5-8% YoY และ 10-12% QoQ หนุนโดยราคาสุกรและไก่ที่สูงขึ้น มาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ และปริมาณส่งออกไปยุโรป สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น
• ยอดขายเพิ่มขึ้น 10-12% QoQ และ 5-8% YoY: การเติบโตมาจากราคาสุกรและไก่ที่สูงขึ้น เนื่องจากการบริโภคในประเทศฟื้นตัวภายใต้โครงการ 'ไทยช่วยไทย' (มิ.ย.-ก.ย.) อุปทานสุกรและไก่ที่จำกัด และการส่งออกที่เติบโตทั้ง QoQ และ YoY โดยหลักจากปริมาณส่งออกไปยุโรป สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น
• อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ระหว่าง 14-15%: อัตรากำไรขั้นต้นคาดสูงกว่า 2Q26 (14%) แต่ต่ำกว่า 3Q25 (15%) เนื่องจากราคาข้าวโพด กากถั่วเหลือง และข้าวสาลีสูงกว่าปีก่อน แม้ราคาข้าวโพดจะลดลง QoQ ผู้บริหารระบุว่ามาร์จิ้นอยู่ราวกึ่งกลางของช่วงดังกล่าว
• สัดส่วน SG&A ต่อยอดขายใกล้ 10%: ค่าใช้จ่าย SG&A ใกล้เคียงกับ 2Q26 ในเชิงมูลค่า สัดส่วนต่อยอดขายจึงลดลงทั้ง QoQ และ YoY ตามยอดขายที่เติบโต นอกจากนี้ 3Q26 มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนราว 30 ล้านบาท และอัตราภาษีที่แท้จริงราว 18%
• คาด 4Q26 ใกล้เคียง 3Q26: ราคาสุกรปรับขึ้น 4 บาท/กก. ในช่วงปลายเดือน ก.ย. และน่าจะปรับขึ้นต่อในช่วงไฮซีซั่นปลายปี คำสั่งซื้อส่งออกใน 4Q26 ทรงตัวเมื่อเทียบกับ 3Q26 และมียอดจองถึง 1Q27 รวมถึงคำสั่งซื้อที่เลื่อนมาจาก 2Q26 และอุปสงค์ใหม่ โดยเฉพาะจากลูกค้าเดิมในญี่ปุ่น
• ปัญหาฟาร์มไก่คลี่คลายแล้ว: ปัญหาที่ฟาร์มไก่ใน 2Q26 สิ้นสุดลงในเดือน ส.ค. ราคาข้าวโพดอยู่ในแนวโน้มขาลง ขณะที่กากถั่วเหลืองและข้าวสาลีมีแนวโน้มปรับขึ้น
• อัตรากำไรขั้นต้นคาดดีขึ้นเป็น 14.5% จาก 14.1% ใน 2Q26 ซึ่งเป็นกึ่งกลางของกรอบ 14-15% ที่ผู้บริหารให้ไว้ แต่ยังต่ำกว่า 15.0% ใน 3Q25 เนื่องจากต้นทุนกากถั่วเหลืองและข้าวสาลีสูงขึ้น YoY ราคาสุกรเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นราว 69 บาท/กก. ใน 3Q26 (+15% QoQ) และราคาไก่เนื้อราว 42.5 บาท/กก. (+13% QoQ) ขณะที่ราคาข้าวโพดในประเทศลดลงราว 10% QoQ เป็น 10.6 บาท/กก. สัดส่วน SG&A ต่อยอดขายคาดลดลงเป็น 10.0% จาก 10.8% ตามยอดขายที่เติบโตขณะที่ค่าใช้จ่ายทรงตัว และอัตราภาษีจะกลับสู่ระดับปกติราว 18% หลังรายการภาษีพิเศษในกัมพูชา 150 ล้านบาทใน 2Q26
• กำไรสุทธิ 9M26F 2,865 ล้านบาท (-49% YoY) คิดเป็น 72% ของประมาณการปี 2026F ที่ 3,976 ล้านบาท บ่งชี้กำไรสุทธิ 4Q26F ราว 1.1 พันล้านบาท (+8% YoY) เนื่องจากผู้บริหารคาด 4Q26 จะใกล้เคียง 3Q26 เราจึงเห็น upside ต่อประมาณการปี 2026F หากกำไรสุทธิ 4Q26 เท่ากับ 3Q26F กำไรสุทธิปี 2026F จะอยู่ที่ราว 4.1 พันล้านบาท

 

การลงทุนใหม่: Freshket


BTG อยู่ระหว่างเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเพื่อถือหุ้น 59% ใน Freshket แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอาหารแบบ B2B ด้วยมูลค่าไม่เกิน 500 ล้านบาท คาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จในเดือน ต.ค. 2026 และจะรวมงบ Freshket ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2026

เรามองว่าดีลนี้เป็นการเร่งกลยุทธ์ช่องทางมาร์จิ้นสูงของ BTG โดยใช้เงินลงทุนไม่มาก Freshket ให้บริการฐานลูกค้าร้านอาหารและ Foodservice ที่กว้างและไม่ทับซ้อนกับลูกค้าของ BTG จึงสร้างโอกาสในการขายข้ามช่องทาง และ BTG ก็เป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์ 5 อันดับแรกของ Freshket อยู่แล้ว การสร้างแพลตฟอร์ม B2B ในลักษณะเดียวกันเองจะต้องใช้ capex และ opex สูงกว่าต้นทุนการเข้าซื้อ ระบบคลังสินค้าและโลจิสติกส์ของ Freshket ยังสามารถรวมเข้ากับศูนย์กระจายสินค้าและฮับของ BTG ได้ จึงไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมมากนัก

ผลกระทบต่อกำไรมีไม่มาก Freshket มียอดขายมากกว่า 2 พันล้านบาทต่อปี ซึ่งน้อยเมื่อเทียบกับฐานรายได้ 1.2 แสนล้านบาทของ BTG Freshket เรายังไม่ได้รวม Freshket ไว้ในประมาณการ ผู้บริหารยืนยันว่าจะไม่มีดีลแพลตฟอร์ม B2B ในประเทศลักษณะนี้เพิ่มเติม


อัปเดตธุรกิจต่างประเทศ

ในกัมพูชา ยอดขายเติบโตทั้ง YoY และ QoQ จากการปรับสัดส่วนไปสู่เนื้อสุกรและเนื้อไก่ ในลาว ยอดขายเติบโต YoY แต่อ่อนตัวเล็กน้อย QoQ จากข้อจำกัดการเคลื่อนย้ายสุกรหลังการระบาดของ ASF ใน 3Q26 ซึ่งสถานการณ์กลับสู่ปกติแล้ว โอกาสในฟิลิปปินส์ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและยังไม่มีข้อสรุป กลยุทธ์ต่างประเทศของ BTG มี 2 ด้าน คือ ฟาร์มและโรงงานที่ให้บริการตลาดในประเทศนั้นๆ และฐานส่งออกระดับภูมิภาค เช่น สิงคโปร์และกัมพูชา ที่ใช้ความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์และสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก FTA เพื่อขายไปยังตลาดอื่น

 

ประมาณการของเราเทียบเป้าหมายบริษัท

แผนปี 2026-2028 ของ BTG ตั้งอยู่บน 3 กลยุทธ์ ได้แก่ การขยายธุรกิจต่างประเทศผ่าน M&A และพันธมิตร; การปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์และช่องทาง โดยเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มาร์จิ้นสูงจาก 57% ของยอดขายในปี 2025 เป็น 60% ในปี 2026 และ 65% ในปี 2028 และช่องทางมาร์จิ้นสูงจาก 47% เป็น 48% และ 52%; และการปรับโครงสร้างต้นทุน โดยประหยัดได้ 1.5 พันล้านบาทในปี 2026 และ 1.7 พันล้านบาทภายในปี 2028 บริษัทตั้งเป้ารายได้ 1.20-1.30 แสนล้านบาทในปี 2026 และ 1.50-1.60 แสนล้านบาทในปี 2028 (CAGR +7-10%) ประมาณการของเราต่ำกว่าเป้าหมายบริษัทในทุกกลุ่มธุรกิจ เนื่องจากเราใช้สมมติฐานราคาสัตว์ที่อนุรักษ์นิยมกว่า และไม่รวม M&A ในอนาคต

รายได้รวม: ประมาณการรายได้ปี 2026F ของเราที่ 1.193 แสนล้านบาท ต่ำกว่าขอบล่างของเป้าหมาย 1.20-1.30 แสนล้านบาทเล็กน้อย เนื่องจากรายได้ 9M26F ลดลงแล้ว 2% YoY ส่วนปี 2028F ที่ 1.337 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 1.50-1.60 แสนล้านบาทราว 14% ซึ่งเราเชื่อว่าเป้าหมายรวมผลจาก M&A ใหม่และราคาสัตว์ที่สูงขึ้น SG&A: เราสมมติสัดส่วน 10.3-10.5% ของยอดขาย เทียบเป้าหมาย 9.5-10.5% โดยยังไม่รวมการประหยัดเพิ่มเติมจนกว่าจะเห็นในผลประกอบการ

ธุรกิจอาหารในประเทศ: บริษัทตั้งเป้า 6.7 หมื่นล้านบาทในปี 2026 และ 7.7 หมื่นล้านบาทในปี 2028 (CAGR +7%) แต่รายได้ 1H26 ลดลง 13% YoY เหลือ 2.88 หมื่นล้านบาท เราคาด 5.94 หมื่นล้านบาทในปี 2026F และ 6.46 หมื่นล้านบาทในปี 2028F โดยสมมติราคาสุกร 70 บาท/กก. แทนระดับสูงสุดในปี 2025 และอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นเป็น 13% ตามสัดส่วนผลิตภัณฑ์มาร์จิ้นสูงที่เพิ่มเป็น 64-66%
ธุรกิจเกษตร: ประมาณการของเราที่ 3.06 หมื่นล้านบาทในปี 2026F และ 3.25 หมื่นล้านบาทในปี 2028F ต่ำกว่าเป้าหมาย 3.2-3.5 หมื่นล้านบาทราว 4-7% เนื่องจากราคาขายอาหารสัตว์ปรับตามต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง แต่อาหารสุกรมาร์จิ้นสูงช่วยหนุนอัตรากำไรขั้นต้นเป็น 16-17%

ธุรกิจต่างประเทศ: เราคาด 2.61 หมื่นล้านบาทในปี 2026F (+10% YoY) และ 3.21 หมื่นล้านบาทในปี 2028F เทียบเป้าหมาย 2.9 หมื่นล้านบาท และ 3.7 หมื่นล้านบาท ส่วนต่างหลักมาจาก M&A ในประเทศใหม่ เช่น ฟิลิปปินส์ ซึ่งเรายังไม่รวมจนกว่าจะมีการลงนามดีล ธุรกิจส่งออก: บริษัทตั้งเป้า 1.7 หมื่นล้านบาทในปี 2026 และ 2.3 หมื่นล้านบาทในปี 2028 (CAGR +16%) เราคาด 1.57 หมื่นล้านบาท และ 1.82 หมื่นล้านบาท (CAGR +8%) จากเงินบาทที่แข็งค่า แม้กำลังผลิตใหม่และคำสั่งซื้อที่ยาวถึง 1Q27 จะสนับสนุนมุมมองของเรา

ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง: ประมาณการปี 2026F ของเราที่ 3.2 พันล้านบาท ใกล้เคียงเป้าหมาย 3.3 พันล้านบาท จากการเติบโต 25% ใน 1H26 สำหรับปี 2028F เราคาด 4.6 พันล้านบาท (+20% ต่อปี) เทียบเป้าหมาย 5.6 พันล้านบาท (CAGR +30%) เนื่องจากอัตราการใช้กำลังผลิตของโรงงาน 108,500 ตัน ตั้งเป้าเพิ่มจาก 61% ในปี 2025 เป็นเพียง 80% ในปี 2027F ซึ่งจำกัดการเติบโตของปริมาณหากไม่มีการขยายกำลังผลิตเพิ่ม

กำลังผลิตส่งออกและสิงคโปร์: สายการผลิตสินค้าปรุงสุกใหม่ 3 สาย เพิ่มกำลังผลิต 15,540 ตัน ทำให้กำลังผลิตส่งออกรวมเพิ่มขึ้น 10% เป็น 105,780 ตัน/ปี ได้แก่ B.Food Product International (+9,000 ตัน ตั้งแต่ ก.ค. 2026), Central Kitchen (+3,840 ตัน ตั้งแต่ ก.ย. 2026) และ Betagro Specialty Food (+2,700 ตัน ตั้งแต่ พ.ค. 2026) ในสิงคโปร์ ยอดขายรายไตรมาสเพิ่มเป็น 37 ล้านเหรียญสิงคโปร์ใน 2Q26 โดยปริมาณขายไข่เพิ่มขึ้น 28% YoY เทียบเป้าหมายทั้งปี 157 ล้านเหรียญสิงคโปร์ในปี 2026 และ 170 ล้านเหรียญสิงคโปร์ในปี 2028


แนวโน้มผลประกอบการ

ปี 2026F: ฟื้นตัวชัดเจนตั้งแต่ 3Q26F
เราคาดกำไรสุทธิปี 2026F ที่ 3,976 ล้านบาท (-41% YoY) และกำไรปกติ 4,126 ล้านบาท (-37% YoY) สะท้อน 1H26 ที่อ่อนแอ จากราคาสุกรและไก่เนื้อที่ต่ำ ต้นทุนข้าวโพดที่สูงขึ้น และรายการภาษีพิเศษในกัมพูชา กำไรจะฟื้นตัวแข็งแกร่งใน 2H26F เป็นราว 2.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% จาก 1H26 เราคาดรายได้ปี 2026F ที่ 1.193 แสนล้านบาท (-2.5% YoY) อัตรากำไรขั้นต้น 14.6% และสัดส่วน SG&A ต่อยอดขาย 10.5%

ปี 2027F-2028F: กำไรเติบโต 26% และ 10%
เราคาดกำไรสุทธิจะเติบโต 26% YoY เป็น 5,030 ล้านบาทในปี 2027F และ 10% YoY เป็น 5,537 ล้านบาทในปี 2028F หนุนโดย (1) อุปทานสุกรที่ตึงตัว ซึ่งต้องใช้เวลาราว 1.5 ปีจึงจะกลับสู่ปกติ ทำให้ราคาสุกรทรงตัวราว 70 บาท/กก. (2) ราคาไก่เนื้อราว 40 บาท/กก. พร้อมอุปสงค์ส่งออกที่แข็งแกร่ง (3) กำลังผลิตส่งออกเพิ่มขึ้น 10% เป็น 105,780 ตัน/ปี (4) การประหยัดต้นทุน 1.5-1.7 พันล้านบาทต่อปี และ (5) การเติบโตระดับสองหลักของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและต่างประเทศ รายได้จะเติบโต 6% ต่อปี เป็น 1.337 แสนล้านบาทภายในปี 2028F โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น 15.1-15.2% และอัตรากำไรสุทธิ 4.0-4.1%

 

ผลประกอบการในอดีตและฐานะการเงิน
ปี 2025: กำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากราคาสัตว์ที่สูงสุด
ในปี 2025 BTG มีกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6,685 ล้านบาท (+171% YoY) จากรายได้ 1.224 แสนล้านบาท (+7% YoY) หนุนโดยราคาสุกรที่สูงใน 1H25 (80-87 บาท/กก.) และต้นทุนอาหารสัตว์ที่ต่ำ อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 16.9% จาก 13.5% ROE อยู่ที่ 22.5% และบริษัทจ่ายเงินปันผล 1.50 บาท/หุ้น
1H26: จุดต่ำสุดของวัฏจักร
กำไรปกติ 1H26 ลดลง 62% YoY เหลือ 1,675 ล้านบาท เนื่องจากราคาสุกรลดลงเหลือราว 60 บาท/กก. และราคาไก่เนื้ออ่อนตัว ขณะที่ราคาข้าวโพดเพิ่มขึ้นเป็น 11.8 บาท/กก. ใน 2Q26 กำไรสุทธิ 2Q26 อยู่ที่ 598 ล้านบาท ซึ่งได้รับผลกระทบจากรายการภาษีพิเศษในกัมพูชา 150 ล้านบาทด้วย ธุรกิจต่างประเทศและส่งออก (+3% YoY) และอาหารสัตว์เลี้ยง (+25% YoY) ยังเติบโตต่อเนื่อง

 

งบดุล กระแสเงินสด และเงินปันผล
เราคาด ROE จะฟื้นตัวจาก 11.9% ในปี 2026F เป็น 14.0-14.3% ในปี 2027F-2028F อัตราส่วน D/E จะลดลงจาก 1.50 เท่าในปี 2024 เป็น 0.82 เท่าในปี 2026F และ 0.64 เท่าในปี 2028F ต่ำกว่า covenant ที่ 2.0 เท่าอย่างมาก และ TRIS ยืนยันอันดับเครดิต BTG ที่ 'A' แนวโน้ม Stable กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 8-11 พันล้านบาทต่อปี เพียงพอสำหรับ capex 3.8-5.0 พันล้านบาท รวมถึงงบปี 2026 ที่ 4.2 พันล้านบาท ซึ่งมี 0.6 พันล้านบาทสำหรับ M&A เราสมมติอัตราการจ่ายเงินปันผล 44% คิดเป็น DPS 0.94 บาทในปี 2026F, 1.15 บาทในปี 2027F และ 1.26 บาทในปี 2028F

การประเมินมูลค่า
เราแนะนำ ซื้อ BTG ราคาเป้าหมาย 26.00 บาท อิง PER ปี 2027F ที่ 10 เท่า ซึ่งประกอบด้วย PER ฐาน 9 เท่า ที่ระดับ +0.5SD เหนือค่าเฉลี่ย PER ล่วงหน้าของ BTG ที่ 8.0 เท่า บวก ESG premium 1 เท่า ทำให้ PER เป้าหมายอยู่ที่ระดับ +1SD เราใช้กำไรปี 2027F เนื่องจากกำไรปี 2026F ถูกกดดันจากจุดต่ำสุดของวัฏจักรใน 1H26

เราให้ ESG premium 1 เท่า เพราะจุดแข็งด้าน ESG ของ BTG ช่วยทั้งหนุนการเติบโตของรายได้และลด risk premium BTG ได้ SET ESG ระดับ ‘AAA’, CGR 5 ดาว และการรับรอง CAC โดยคะแนน BESG ที่ 4.62 สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 4.21 ด้านสังคม ความปลอดภัยอาหารและห่วงโซ่อุปทานเป็นใบเบิกทางสู่ตลาดส่งออกอย่างญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และ EU ซึ่งสนับสนุนการเติบโตของรายได้อย่างยั่งยืน BTG ไม่มีการเรียกคืนสินค้า ลดการใช้ยาปฏิชีวนะได้ 63% จากปี 2021, คัดกรองซัพพลายเออร์ครบ 100% และพร้อมรับกฎใหม่ของ EU มาตรา 118 เรื่องความปลอดภัยอาหาร ส่งผลต่อปริมาณและราคาใน EU, ด้านธรรมาภิบาล การกำกับดูแลอยู่ในมาตรฐานสูงสุด โดยคณะกรรมการมีการถ่วงดุลอำนาจอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน ด้านสิ่งแวดล้อมยังอ่อน เพราะการปล่อย Scope 1+2 ในปี 2025 สูงกว่าปีฐาน 2022 อยู่ 1.4% ตามการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากกำลังผลิตใหม่ และการใช้น้ำยังพึ่งพาน้ำบาดาลถึง 91% แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนเพิ่มการใช้ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และโซลาร์ ซึ่งลดการปล่อยได้แล้ว 57,433 ตันและลดการใช้ถ่านหินลง 38% เพื่อไปสู่เป้าลดการปล่อย 20% ภายในปี 2030 เมื่อให้น้ำหนัก E 35%, S 35% และ G 30% เราได้ premium +1 เท่า ทำให้ PER เป้าหมายเพิ่มจาก 9 เท่าเป็น 10 เท่า

BTG ซื้อขายที่ PER ปี 2027F 8.0 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 6.5 เท่า แต่การเติบโตของ EPS ปี 2027F ที่ 22% สูงที่สุดในกลุ่ม ทำให้มี PEG ต่ำสุดที่ 0.4 เท่า (ค่าเฉลี่ยกลุ่ม 0.8 เท่า) หุ้นมี upside 25.6% และอัตราเงินปันผลปี 2027F 5.5% รวมผลตอบแทนที่คาดหวังราว 31%

Forward P/E ของ BTG
BTG ซื้อขายที่ PER ล่วงหน้าราว 8.0 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2024 ที่ 8.0 เท่า PER ลดลงจากราว 15 เท่าในต้นปี 2024 แตะจุดต่ำสุดราว 5.5 เท่าในต้นปี 2025 แล้วเคยขึ้นไปราว 11.5 เท่าในต้นปี 2026 ซึ่งสูงกว่า +1SD PER เป้าหมายของเราที่ 10 เท่า อยู่ที่ระดับ +1SD (10.0 เท่า) มาจาก PER ฐาน 9 เท่า (+0.5SD) บวก ESG premium 1 เท่า และเราคาดว่าหุ้นจะ re-rating ขึ้นไปที่ระดับนี้เมื่อกำไรฟื้นตัว

Forward P/BV ของ BTG
BTG ซื้อขายที่ P/BV ล่วงหน้าราว 1.1 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 1.32 เท่า และใกล้ระดับ -0.5SD (1.13 เท่า) P/BV อยู่บริเวณขอบล่างของกรอบมาตั้งแต่ปี 2025 สะท้อน ROE ที่อ่อนตัวในช่วงจุดต่ำสุดของวัฏจักร เมื่อ ROE ฟื้นตัวเป็น 14% ในปี 2027F เราคาดว่า P/BV จะกลับเข้าหาค่าเฉลี่ย

PER เทียบการเติบโตของ EPS (2027F)
BTG มี PER ปี 2027F สูงที่สุดในกลุ่มอาหารไทยที่ 8.0 เท่า แต่ EPS ก็เติบโตสูงที่สุดราว 22% BTG อยู่บนเส้นแนวโน้มพอดี จึงถือว่าราคาสอดคล้องกับการเติบโต และมี PEG 0.4 เท่าซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่ม ขณะที่ CPF, TFG, GFPT และ FM ซื้อขายที่ 5.5-6.9 เท่า แต่ EPS เติบโตเพียง 4-12%

PBV เทียบ ROA (2027F)
BTG ซื้อขายที่ P/BV ปี 2027F 1.1 เท่า โดยมี ROA 7.8% ซึ่งสูงกว่าเส้นแนวโน้มที่ราว 0.8 เท่า เรามองว่า premium นี้สมเหตุสมผล เพราะ ROA ดีขึ้นจาก 6.1% ในปี 2026F การเติบโตของ EPS ปี 2027F ที่ 22% สูงที่สุดในกลุ่ม และ BTG มีคะแนน ESG แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม ขณะที่ TFG มี ROA (15.5%) และ P/BV (2.0 เท่า) สูงสุด ส่วน CPF และ GFPT ซื้อขายที่ 0.5 เท่า

 

ปัจจัยเสี่ยง

ความผันผวนของราคาสัตว์และเนื้อสัตว์
ราคาสุกร ไก่เนื้อ และไข่มีความผันผวน ขึ้นกับอุปสงค์อุปทาน การระบาดของโรค และการควบคุมราคาของภาครัฐ การฟื้นตัวของอุปทานสุกรที่เร็วกว่าคาด หรือการบริโภคที่อ่อนตัวหลังมาตรการกระตุ้นสิ้นสุด อาจกดดันราคาและมาร์จิ้น BTG ลดความเสี่ยงผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การมุ่งสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปและมาร์จิ้นสูง และการกระจายธุรกิจในหลายกลุ่มและหลายประเทศ

ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ
วัตถุดิบอาหารสัตว์คิดเป็นราวสองในสามของต้นทุนการผลิต ราคาข้าวโพด กากถั่วเหลือง และข้าวสาลีขึ้นกับผลผลิตโลก สภาพอากาศ ภูมิรัฐศาสตร์ ค่าขนส่ง และกฎการนำเข้า ปัจจุบันราคากากถั่วเหลืองและข้าวสาลีมีแนวโน้มปรับขึ้น BTG ใช้ระบบ Raw Material Price Intelligence ที่ขับเคลื่อนด้วย AI การปรับสูตรอาหารสัตว์ และกลยุทธ์ซัพพลายเออร์แบบรวมศูนย์ในการบริหารต้นทุน

การระบาดของโรคสัตว์
การระบาดของโรค เช่น ASF, PRRS หรือไข้หวัดนก อาจกระทบการผลิตและการส่งออก ดังที่เห็นจากข้อจำกัดการเคลื่อนย้ายสุกรที่เกี่ยวข้องกับ ASF ในลาวใน 3Q26 BTG มีมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพที่เข้มงวด แต่การระบาดในอุตสาหกรรมยังอาจกระทบราคาตลาดได้

อัตราแลกเปลี่ยน
การส่งออกและธุรกิจต่างประเทศคิดเป็นราว 22% ของรายได้ ขณะที่กากถั่วเหลืองและข้าวสาลีนำเข้าในสกุลดอลลาร์สหรัฐ เงินบาทที่แข็งค่ากดดันความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก BTG ใช้การป้องกันความเสี่ยงตามธรรมชาติและสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

ESG และกฎระเบียบด้านคาร์บอน
ภาษีคาร์บอนและ ETS ภาคบังคับภายใต้ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กฎการค้าของ EU และการเปลี่ยนไปใช้ FTSE Russell ESG Scores อาจเพิ่มต้นทุนหรือกระทบการจัดอันดับ หากการปล่อยก๊าซไม่ลดลงและการเปิดเผยข้อมูลไม่ดีขึ้น

ภาพรวมบริษัท

บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) (BTG) เป็นผู้นำธุรกิจอาหารครบวงจร ก่อตั้งในปี 1967 โดยมีโรงงานอาหารสัตว์แห่งแรกที่สมุทรปราการ มีพันธกิจ 'ช่วยเสริมสร้างชีวิตที่ดีของผู้คนด้วยอาหารที่ดีกว่า (Better Food)' ครอบคลุมห่วงโซ่ทั้งหมดตั้งแต่อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์สุขภาพสัตว์ และการเลี้ยงสัตว์ ไปจนถึงโรงชำแหละ อาหารแปรรูป และการจัดจำหน่าย BTG ดำเนินธุรกิจ 4 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจอาหารในประเทศ (สุกร ไก่ ไข่ และอาหารแปรรูปภายใต้แบรนด์ BETAGRO, S-Pure, ITOHAM และ B-Foods) ธุรกิจเกษตร (อาหารสัตว์ภายใต้ Balance และ MASTER ผลิตภัณฑ์สุขภาพสัตว์ภายใต้ Better Pharma บริการห้องปฏิบัติการ และอุปกรณ์ฟาร์ม) ธุรกิจต่างประเทศ (ส่งออกและดำเนินงานในกัมพูชา ลาว สิงคโปร์ และเมียนมา) และธุรกิจสัตว์เลี้ยง (Perfecta, DOG n joy, CAT n joy และ Bingo Star) BTG เป็นสมาชิกดัชนี MSCI Global Small Cap, FTSE SET Mid Cap, SET100, SETWB และ SETESG ผู้ถือหุ้นใหญ่ได้แก่ Betagro Holding (37.83%), TAE HK Investment (20.67%) และตระกูลแต้ไพสิฐพงษ์ (6.37%)

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

PTG ผนึก ศิริราช – ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมส่งต่อโลหิตผ่าน "Social Innovation" ปี 2 เพื่อสังคมไทย "อยู่ดี มีสุข"

PTG ผนึก ศิริราช – ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมส่งต่อโลหิตผ่าน "Social Innovation" ปี 2 เพื่อสังคมไทย "อยู่ดี มีสุข"

มีหวัง By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม มอง ตลาดหุ้นไทย มีความหวัง เสมอ เช่นเดียวกับ หุ้นใหญ่ แบงก์หลายตัว ประกาศงบไตรมาส3 ปีนี้ ออกมาแล้ว .....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้