สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(7 ตุลาคม 2569)------ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลายได้สร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงขยายตัวในระดับต่ำ ส่งผลให้การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ผู้ออกอันดับเครดิตสูงยังคงสามารถระดมทุนได้ตามเป้าหมาย
ขณะที่ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ไทยยังคงขยายตัวได้ที่ระดับ 2.9% โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของพันธบัตรรัฐบาล
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวสรุปประเด็นสำคัญ ดังนี้
• มูลค่าตลาดตราสารหนี้ไทยขยายตัว 2.9%: ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 18.4 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 97% ของ GDP) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.9% จากสิ้นปี 2568 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของพันธบัตรรัฐบาลเป็นสำคัญ
• มูลค่าคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนลดลงเล็กน้อย: ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 มูลค่าคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนเท่ากับ 4.5 ล้านล้านบาท ลดลง 0.7% จากสิ้นปี 2568 โดยกลุ่มที่ลดลงมากที่สุดได้แก่ PROPERTY BANK และ ICT จากความต้องการระดมทุนลดลง และบางรายหันไประดมทุนจากต่างประเทศแทน
• การออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาวเท่ากับ 629,662 ล้านบาท: ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2569 การออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้) มีมูลค่ารวม 629,662 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.6% ทั้งนี้ผู้ออกที่มีอันดับเครดิตสูงยังสามารถเสนอขายได้ตามจำนวนที่ต้องการ กลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ENERGY FINANCE และ PROPERTY ตามลำดับ
• เงินทุนต่างชาติไหลออกสุทธิ 9,210 ล้านบาท: จากความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน ทำให้ในไตรมาส 3/2569 เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดตราสารหนี้สุทธิ 39,309 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 เงินทุนต่างชาติไหลออกสุทธิ 9,210 ล้านบาท ส่วนใหญ่จากพันธบัตรระยะสั้น โดยยังมีการซื้อสุทธิในพันธบัตรระยะยาว 2.5 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดการถือครองสะสม ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 9.1 แสนล้านบาท คิดเป็น 5% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.4 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.1 ปี เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา
• เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวสูงขึ้นและมีความชันเพิ่มขึ้น: ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Government Bond Yield Curve) ปรับตัวสูงขึ้นและมีความชันมากขึ้นในลักษณะ Bear Steepening ที่อัตราผลตอบแทนระยะยาวปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าระยะสั้นจากความกังวลเรื่อง
อัตราเงินเฟ้อและเป็นการปรับตัวสูงขึ้นตาม Bond yield สหรัฐฯ ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 26 bps 52 bps และ 71 bps. จากสิ้นปี 2568 มาอยู่ที่ระดับ 1.39% 1.80% และ 2.37% ตามลำดับ
• เส้นอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนปรับตัวสูงขึ้นในทิศทางเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล: ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ทุกอันดับเครดิตปรับตัวสูงขึ้น 18-41 bps. ในทิศทางเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้รุ่นอายุ 5 ปี อันดับเครดิต AAA AA A และ BBB+ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.06% 2.45% 2.71% และ 4.19% ตามลำดับ
• คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เหลือของปี 2569 คงที่ที่ระดับ 1.00%: ผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า ในช่วงที่เหลือของปี 2569 กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% ส่วน Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี คาดว่า ณ สิ้นไตรมาส 4/2569 จะทรงตัวในระดับใกล้เคียงกับสิ้นไตรมาส 3 โดย Bond yield รุ่นอายุ 5 ปี เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1.77 - 1.86% และ Bond yield รุ่นอายุ 10 ปี อยู่ในกรอบ 2.33% - 2.47%
โดยปัจจัยชี้นำที่สำคัญคือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ และแผนการระดมทุนของภาครัฐ