สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 5 ตุลาคม 2569)----------------บล.ทิสโก้มองหุ้นไทยเริ่มกลับมามีเสน่ห์ หลังเศรษฐกิจเข้าสู่รอบฟื้นตัว กำไรบริษัทจดทะเบียนทำสถิติสูงสุดใหม่ และมีแรงหนุนระยะยาวจากเมกะโปรเจกต์ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2-3 ล้านล้านบาท ชี้ Valuation ยังไม่แพง แนะใช้จังหวะตลาดอ่อนตัวทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, IAA, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า บล.ทิสโก้มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งขึ้น จากแรงหนุนของการลงทุนภาคเอกชน วัฏจักรการลงทุนด้าน AI และ Data Center รวมถึงการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตต่อเนื่อง และยังมี Upside ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) ที่คาดจะมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 2-3 ล้านล้านบาท ช่วยรองรับความต้องการไฟฟ้าจาก AI, Data Center และอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ หากดำเนินการได้ตามแผน เบื้องต้นคาดว่าจะช่วยเพิ่มอัตราเติบโตของ GDP ได้ไม่น่าต่ำกว่า 0.5% ต่อปี ถือเป็นปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของไทยในรอบหลายสิบปี
ในด้านตลาดทุน ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/2026 ทำสถิติสูงสุดใหม่ทั้งรายได้ กำไรสุทธิ และ EBITDA ขณะที่ตลาดยังทยอยปรับเพิ่มประมาณการกำไรอย่างต่อเนื่อง เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทย โดยความสัมพันธ์ระหว่าง SET Index และกำไรบจ.อยู่ในระดับสูงมากด้วยค่า Correlation ถึง +0.88 ดังนั้น การประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ในช่วงกลางเดือนนี้จะเป็น "Reality Check" สำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดในระยะถัดไป
ในเชิง Valuation บล.ทิสโก้ยังคงมุมมองว่าหุ้นไทยยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจและต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น หากไม่รวมหุ้น DELTA ตลาดหุ้นไทยซื้อขายบนระดับ 12m Forward PER เพียง 11.8 เท่า ขณะที่บริษัทจดทะเบียนไทยประมาณ 60% ยังมีราคาซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี และตลาดหุ้นไทยยังมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยราว 3.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดหุ้นภูมิภาคที่ประมาณ 3.4%
สำหรับปัจจัยต่างประเทศ บล.ทิสโก้มองว่าการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย.นี้ มีแนวโน้มเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดการเงินโลก โดยโพลและตลาดคาดการณ์สะท้อนว่าพรรคเดโมแครตมีโอกาสสูงที่จะกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่วุฒิสภายังมีการแข่งขันสูสี หากผลเลือกตั้งนำไปสู่ภาวะ "Divided Government" หรือการถ่วงดุลอำนาจในสภาคองเกรส จะช่วยลดความเสี่ยงจากนโยบายที่สร้างความผันผวนและสนับสนุนบรรยากาศการลงทุน ขณะที่สถิติย้อนหลังราว 90 ปี พบว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 7.2% หลังการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งอาจเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า
แม้ในระยะสั้นยังมีแรงกดดันของ Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูง ความกังวลเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง รวมถึงปัจจัยฤดูกาลที่มักไม่เอื้อต่อการลงทุน แต่บล.ทิสโก้มองว่าปัจจัยลบส่วนใหญ่ได้รับการสะท้อนในราคาหุ้นไปมากแล้ว ขณะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศเริ่มลดลง และหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ตลาดมีโอกาสกลับเข้าสู่ภาวะ Risk-on อีกครั้ง
ภายใต้ภาพดังกล่าว บล.ทิสโก้แนะนำกลยุทธ์กระจายการลงทุนในหลายธีมเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและการป้องกันความเสี่ยง โดยกลุ่ม Cyclical ที่ได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนและการเติบโตของสินเชื่อ ได้แก่ KBANK กลุ่ม Commodity Hedge ที่ได้รับอานิสงส์ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูง ได้แก่ PTTEP และ TVO กลุ่ม Growth ที่ได้อานิสงส์จาก AI, Data Center และโลจิสติกส์ ได้แก่ DELTA, SJWD และ TRUE ขณะที่กลุ่ม Defensive ที่มีความแข็งแกร่งของรายได้และเข้าสู่ช่วง High Season ได้แก่ BH
สรุปหุ้นเด่นประจำเดือน ต.ค. ได้แก่ BH, DELTA, KBANK, PTTEP, SJWD, TRUE และ TVO บล.ทิสโก้ประเมินแนวรับสำคัญบริเวณ 1560-80 จุด และ 1540 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1610, 1630 และ 1660 จุด ตามลำดับ มองการอ่อนตัวของตลาดในระยะสั้นเป็นโอกาสสำหรับการทยอยสะสม
ด้านทางเลือกการลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยผ่าน DR เดือน ต.ค. นี้ บล.ทิสโก้เลือก NVDA80 และ ZIJIN80 จากราคาที่ Laggard (NVDA เพิ่มขึ้น 20% เทียบกับ SOXX ที่เกิน 80%) ที่ทำให้มีความเสี่ยงเชิงลบจำกัดและมีศักยภาพในการเติบโตสูงของทั้งชิปและแร่ที่มีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจยุคใหม่