
สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (29 กันยายน 2569 ) ---- น้ำท่วมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหลายจังหวัดเริ่มกระทบกิจกรรมเศรษฐกิจ แต่คำถามสำหรับตลาดหุ้นคือ น้ำจะลดเร็วแค่ไหน และจะลามถึงโรงงานกับเส้นทางขนส่งหลักหรือไม่
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจสุทธิเบื้องต้น 7,000–17,000 ล้านบาท หรือราว 0.03–0.11% ของ GDP ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์กินเวลาประมาณ 3–7 วัน โดยผลกระทบระยะแรกอยู่ที่ค้าปลีก ร้านอาหาร บริการ และการเดินทางเป็นหลัก ตัวเลขนี้ยังมีโอกาสเพิ่ม หากน้ำท่วมยืดเยื้อหรือกระทบฐานการผลิต
อย่างไรก็ดี ผลกระทบบางส่วนอาจถูกชดเชยในภายหลัง เนื่องจากกิจกรรมบางประเภทเป็นเพียงการเลื่อนการใช้จ่ายออกไป ขณะที่บางกิจกรรม เช่น การซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น อาจได้รับแรงหนุนจากการเร่งซื้อในช่วงก่อนหรือระหว่างเกิดเหตุ นอกจากนี้ เดือนกันยายนไม่ได้เป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยสูงมาก จึงช่วยจำกัดผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยวในระดับหนึ่ง
ฝั่งตลาดหุ้น บล.กสิกรไทยเปิดสถิติเหตุน้ำท่วมในอดีตตั้งแต่ปี 2549 พบว่า SET ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว ติดลบ 1% ในช่วงหนึ่งเดือน หากไม่นับมหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่งดัชนีลดลง 14% ในช่วงที่ศึกษา ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลตอบแทนในช่วงเกิดเหตุ ไม่อาจสรุปว่าการลดลงทั้งหมดมีสาเหตุจากน้ำท่วมเพียงปัจจัยเดียว โบรกฯ ประเมินว่าผลกระทบของเหตุการณ์รอบนี้ต่อกำไรต่อหุ้นรวมของตลาดปี 2569 ยังจำกัด
หุ้นที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ค้าปลีกและศูนย์การค้าที่มีสาขาในพื้นที่น้ำท่วม ขนส่งที่ส่งสินค้าได้ช้าลง รวมถึงประกันภัยที่อาจมีค่าสินไหมเพิ่ม ส่วนโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมเป็นจุดชี้ขาด หากต้องหยุดผลิตนาน ผลกระทบจะขยับจากยอดขายที่เลื่อนออกไปสู่กำไรและห่วงโซ่อุปทานโดยตรง ขณะที่วัสดุซ่อมแซมบ้านอาจมีความต้องการเพิ่มหลังน้ำลด แต่ยอดขายที่เพิ่มต้องหักลบกับต้นทุนและสาขาที่ได้รับผลกระทบด้วย
ในทางกลับกันหุ้นที่น่าจะมีโอกาสได้ประโยชน์ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมิน HMPRO, GLOBAL, DOHOME หลังน้ำลด ความต้องการปั๊มน้ำ อุปกรณ์ทำความสะอาด และวัสดุซ่อมบ้านอาจเพิ่มขึ้น เลือก HMPRO และ GLOBAL เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มนี้
ส่วนหุ้นที่ได้แรงหนุนระยะสั้น จากความต้องการซื้ออาหารและของจำเป็นอาจเพิ่ม CPALL, CPAXT, BJC
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ประเมินน้ำท่วมหนักหลายพื้นที่หลายจังหวัด และยังเสี่ยงต่อในสัปดาห์นี้ เป็นลบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรมขนส่ง และประกันวินาศภัย
อย่างไรก็ตาม มีบางธุรกิจได้ประโยชน์จากน้ำท่วมรุนแรง และหลังน้ำลดแล้วต้องซ่อมแซม เช่น CPALL, CPAXT, CRC, CPN (ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค) ADVANC, TRUE (สื่อสาร) TASCO (ยางมะตอย) DCC, SCGD (กระเบื้องปูพื้น & บุผนัง) SCC, SCCC, TPIPL(ปูนซีเมนต์ ) HMPRO, GLOBAL, DOHOME (ค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง) และผู้รับเหมาย่อยตามท้องถิ่น เป็นต้น
บล.พาย ให้ความเห็นในเชิงกลยุทธ์ประเมินน้ำท่วมรอบปัจจุบันสถานการณ์ห่างไกลจากปี 2011 เพราะ 2011 ประเทศไทยเผชิญกับลานีญาที่ปริมาณน้ำฝนมากกว่าปกติและกินพื้นที่มากถึง 74 จังหวัด ครอบคลุมเขตพื้นที่เศรษฐกิจโดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมช่วงอยุธยา แต่กับรอบปัจจุบันกดดันเพียงบางพื้นที่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ขณะที่ปัจจุบันระดับน้ำเริ่มลดลงและหน่วยงานรัฐประเมินว่าใกล้จะกลับมาเป็นปกติสำหรับการเดินทาง ระยะสั้นมองผลกระทบต่อกลุ่มท่องเที่ยว การบริโภค (เล็กน้อย) เพราะอีกส่วนได้แรงกระตุ้นจากการกักตุนอาหาร อิงสถิติปี 2011 พบว่ากลุ่มที่ Outperform ช่วงเกิดเหตุการณ์ได้แก่ การแพทย์ (-1.4%) ICT (-5.1%) REIT (-7.5%) Commerce (-12.6%) และ Underperform ได้แก่ PETRO -43% PACK -42% ETRON -34% แต่หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย 1 เดือนให้หลังพบ Sector Outperform ได้แก่ PETRO +32% วัสดุก่อสร้าง +22% Pack +18%
เช่นเดียวกับ บล.ลิเบอเรเตอร์ ที่มองว่าในระยะสั้นคาด SET ปรับตัวลดลงจากภาวะน้ำท่วม อย่างไรก็ตามความรุนแรงโดยรวมยังต่ำกว่าปี 2554 และหากสถานการณ์คลี่คลาย มองว่า SET มีโอกาสฟื้นตัว ดังนั้นจึงมองว่าเป็นโอกาสในการสะสมหุ้นพื้นฐานดี โดย SET มีแนวรับแรกที่ 1,600 จุด หากหลุดระดับดังกล่าวแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,575 จุด กลยุทธ์เน้นเลือกหุ้น Defensive ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในครั้งนี้
สรุปได้ว่าระยะสั้นน้ำท่วมเป็นแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นและหุ้นที่มีพื้นที่ดำเนินงานเสี่ยง มากกว่าจะเป็นเหตุให้ปรับประมาณการกำไรทั้งตลาดทันที นักลงทุนควรติดตามระยะเวลาน้ำท่วม การเข้าถึงนิคมอุตสาหกรรม และประกาศผลกระทบจากบริษัทจดทะเบียน ก่อนตีความการเคลื่อนไหวของ SET ว่าเกิดจากน้ำท่วมทั้งหมด
---จบ---