Today’s NEWS FEED

News Feed

InnovestX "คาดวันนี้ SET แกว่งพักตัว กลับสู่ภาวะ Risk-off"

36

 

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (25 กันยายน 2569 ) ---- InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX ออกบทวิเคราะห์ ประจำวันที่ 25 กันยายน 2569 คาด SET แกว่งตัว Sideways-Down ตลาดกลับเข้าสู่ภาวะ Risk-off หลัง Bond Yield สหรัฐฯ ดีดตัวขึ้นต่อ รวมทั้งราคาน้ำมันยังขยับขึ้น สร้าง Sentiment เชิงลบต่อสินทรัพย์เสี่ยง แต่หุ้นประกันฯ และหุ้นพลังงานต้นน้ำน่าจะเคลื่อนไหวได้ดีกว่าดัชนี ขณะที่ตลาดยังจับตาความคืบหน้าการประชุมระหว่าง ปธน. ทรัมป์ และ ปธน. สี ส่วนประเด็นในประเทศติดตามการเคลื่อนไหวทางการเมือง ขณะที่ทางเทคนิค ดัชนีย่อตัวลง หากหลุดต่ำกว่า 1600 จุด มีโอกาสไหลลงได้ต่อ


ประเด็นสำคัญ
• ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น 3.4% แตะ $106.60/bbl จากความกังวลอุปทานน้ำมันชะงัก หลังการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านไม่คืบหน้า อีกทั้งกลุ่มฮูตีได้เปิดฉากโจมตีซาอุฯ ส่วน Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นแตะ 5.223% สูงสุดนับตั้งแต่ มิ.ย. 2007 หลังประธานเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียมีมุมมองการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ระยะสั้นกดดันสินทรัพย์เสี่ยง มองลบต่อกลุ่ม Anti-Oil แต่บวกต่อกลุ่มประกัน (BLA TLI) และกลุ่มพลังงาน (PTTEP TOP SPRC IRPC)
• นายกรัฐมนตรีได้หารือกับ Google โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันความร่วมมือระยะยาวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ผ่านการลงทุนของ Google มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนา Data Center ที่ชลบุรีและ Google Cloud Region ในกรุงเทพฯ พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้าน AI มองบวกต่อกลุ่มนิคม (WHA AMATA) และกลุ่มพลังงานสะอาด (GULF GPSC BGRIM GUNKUL)
• บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติฉบับแรกของไทย เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายชิปเมดอินไทยแลนด์ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนกว่า 5 แสนลบ. ภายใน 5 ปี (2030) และกว่า 2.5 ล้านลบ. ภายใน 25 ปี (2050) ดันรายได้อุตสาหกรรมสู่ 5 ล้านลบ. /ปี มองบวกต่อกลุ่มนิคม (WHA AMATA) และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA HANA KCE)
• รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าแผนการเดินหน้าเปลี่ยนรถโดยสารของ ขสมก. จากรถระบบสันดาปทั้งน้ำมันและก๊าซ เป็น EV โดยรถเมล์ EV ชุดแรก 1,520 คัน จะทยอยส่งมอบในปี 2570 แบ่งเป็น 500 คัน ภายใน มี.ค., 500 คัน ภายใน เม.ย. และ 520 คัน ภายใน พ.ค. ก่อนที่รัฐบาลจะผลักดันให้จัดหาเพิ่มอีก 800 คัน เพื่อให้ในปี 2570 เป็นรถ EV ทั้งหมด มองบวกต่อหุ้นที่เกี่ยวข้อง (EA NEX)
• บอร์ด PTT อนุมัติจ่ายปันผลระหว่างกาล 1.40 บาท/หุ้น (XD 7 ต.ค.) คิดเป็นมูลค่า 3.96 หมื่นลบ. พร้อมขายหุ้นซื้อคืน 238.66 ล้านหุ้น เริ่ม 28 ก.ย.-12 ต.ค. นี้ ซึ่งสัดส่วนขายไม่สูงเพียง 0.84% ของทุน แต่จะช่วยเพิ่ม Free Float ในระยะยาว มองบวกต่อราคาหุ้น PTT


กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวผันผวนและมีความเสี่ยงทางลง (Downside Risk) หลังดัชนียังไม่สามารถยืนเหนือระดับแนวรับจิตวิทยาที่ 1,600 จุดได้ อีกทั้งบรรยากาศการลงทุนยังถูกกดดันจากปัจจัยมหภาค ได้แก่ นโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้น หลังเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์ก่อนและส่งสัญญาณ Hawkish ผ่าน Dot Plot ที่บ่งชี้ว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ หนุนให้ Bond Yield ทรงตัวสูง, แรงกดดันด้านอุปทานและเงินเฟ้อ หลังสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อ หนุนให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ทรงตัวสูงเหนือ US$100/bbl กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” โดยเน้น “Buy on Dip”


แนวรับ – แนวต้าน : 1590/1585 – 1610/1615


ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET ผันผวนและมีความเสี่ยงทางลง หลังดัชนีหลุดแนวรับจิตวิทยาที่ 1,600 จุด อีกทั้งบรรยากาศลงทุนยังถูกกดดันจากปัจจัยมหภาค ได้แก่ นโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้น หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์ก่อนและส่งสัญญาณ Hawkish อาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้, แรงกดดันด้านอุปทานและเงินเฟ้อ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ หนุนให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวสูง กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” โดยเน้น “Buy on Dip” ผ่าน 3 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะ ดังนี้
1. Rate Hike & Weak Baht Play ที่ได้ประโยชน์เชิงโครงสร้างจากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งสร้างความได้เปรียบด้าน Reinvestment Yield โดยกระแสเงินสดและตราสารที่ครบกำหนดอายุสามารถนำไปลงทุนใหม่ในอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้อย่างกลุ่มธนาคาร (BBL KTB) และกลุ่มประกันชีวิต (TLI) รวมถึงกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่าอย่างกลุ่มส่งออก (TU)
2. Domestic Play ที่อิงรายได้ในประเทศเป็นหลัก มีอำนาจต่อรองราคาสูง และได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้มีความทนทานต่อปัจจัยเสี่ยงภายนอกได้ดี ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL CRC) และกลุ่มการแพทย์ (BCH PR9)
3. High Dividend Play ซึ่งคาดให้ Div. Yield สม่ำเสมอสูงเกินปีละ 5% เพื่อสร้างกระแสเงินสดและเป็นหลุมหลบภัยท่ามกลางความผันผวนของตลาด ได้แก่ BBL KTB FTREIT LHSC


Daily Top Picks


TU: ปัจจัยสนับสนุนระยะสั้นจากค่าเงินบาทอ่อนค่าสนับสนุนรายได้ส่งออกและความคาดหวังเชิงบวกต่อการเจรจาการค้าระหว่างประเทศในหลายภูมิภาค (สหรัฐฯ, ยุโรป, UK) คาดยอดขายปี 2026 จะเติบโต 4-6% พร้อมอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นจากการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ เป้าหมายระยะสั้นที่ 13.50 บาท

WHA: ปัจจัยสนับสนุนจากยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตฯ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง คาดผลประกอบการ 2H26 จะเติบโตแข็งแกร่ง โดยคงเป้ายอดขายที่ดินปี 2026 ที่ 2,500 ไร่ ขณะที่มี Backlog ส่วนใหญ่รอส่งมอบใน 4Q26 คาดกำไรสุทธิปีนี้ที่ 5.5 พันลบ. เติบโต 7.7% เป้าหมายระยะสั้นที่ 4.90 บาท

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ลงซื้อ By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง วันนี้ วันศุกร์แล้ว คร้า วันนี้ ถ้าราคาหุ้นใหญ่ลง ก็หาจังหวะทยอยซื้อ ลงซื้อ ตามกำลังเงิน....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้