Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส ชี้ ตลาดโลกจับตาผลประชุมเฟดคืนนี้ท่ามกลางมรสุม Oil Shock-ความเสี่ยงการคลัง ส่องหุ้นไทยรับอานิสงส์ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 พร้อมชู 5 หุ้นเด่น Selective รับปัจจัยบวกเฉพาะตัว

75


สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(16 กันยายน 2569)-------------บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดทุนโลกและตลาดหุ้นไทย ประจำวันที่ 16 กันยายน 2569 โดยระบุว่าบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกยังคงดำเนินไปอย่างระมัดระวัง เพื่อเฝ้าติดตามผลการประชุมอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และประมาณการอัตราดอกเบี้ย (Dot Plot) ในค่ำคืนนี้ ขณะเดียวกัน ตลาดการเงินโลกยังเผชิญปัจจัยบีบคั้นจากปัญหาราคาน้ำมันดิบที่ดีดตัวขึ้นกว่า 2% จากเหตุการณ์ความเสียหายของท่อส่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งสุ่มเสี่ยงผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อกลับมารบกวนการตัดสินใจเชิงนโยบายอีกครั้ง สำหรับตลาดหุ้นไทยประเมินว่าจะได้รับปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างจากการผ่าน พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งจะช่วยเร่งการเบิกจ่ายโครงการลงทุนขนาดใหญ่ จึงแนะนำกลยุทธ์ "Selective Buy" เน้นลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวชัดเจน

เกาะติดทิศทางเศรษฐกิจโลกและนวัตกรรมเทคโนโลยีสากล ความเคลื่อนไหวในตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความท้าทายที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่:


• การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และสัญญาณ Dot Plot: ตลาดให้ความสนใจสูงสุดกับการประชุม FED ในคืนนี้ (เวลา 01.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) โดยเครื่องมือ CME FedWatch ให้น้ำหนักสูงถึง 92% ที่ FED จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% สู่ระดับ 4.00% อย่างไรก็ดี จุดตัดสินสำคัญจะอยู่ที่การส่งสัญญาณผ่าน Dot Plot โดยหาก Dot Plot บ่งชี้การขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้เพียง 1 ครั้ง จะเป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดหุ้นฟื้นตัว (Rebound) หลังจากปรับฐานลงสะสม -2.6% ถึง -3.1% MTD แต่หาก Dot Plot ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 1 ครั้ง อาจสร้างแรงกดดันให้ตลาดผันผวนรุนแรง ทั้งนี้ ท่าทีของคณะกรรมการ FED มีความเข้มงวด (Hawkish) เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่ Kevin Warsh เข้ารับตำแหน่งประธาน FED คนใหม่ในเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา


• วิกฤตความเสี่ยงอุปทานน้ำมัน (Oil Shock) และภาระการคลังสหรัฐฯ: ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงกว่า 2% หลังเกิดความเสียหายรุนแรงบริเวณท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบโลกราว 4-5% และหากกระบวนการซ่อมแซมล่าช้า จะยิ่งซ้ำเติมราคาพลังงานโลก นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังเผชิญความเสี่ยงทางการคลังและเงินเฟ้อ (Fiscal & Inflation Risk) จากงบประมาณด้านกลาโหมในความขัดแย้งกับอิหร่านสูงถึง 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกเดือนละ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในช่วงต้นปี 2570 เพิ่มขึ้นอีก +0.5%


• ร่างกฎหมาย Clarity Act ไม่ผ่านวุฒิสภา และงบสดใสของ Trip.com: วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติ 50 ต่อ 49 เสียง (ไม่ถึงเกณฑ์ 60 เสียง) ปฏิเสธการผ่านร่างกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล Clarity Act เนื่องจากพรรคเดโมแครตต้องการเพิ่มข้อจำกัดการถือครองคริปโทฯ ของเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งผลให้กลุ่มคริปโทฯ ยังคงขาดปัจจัยหนุนและสุ่มเสี่ยงย่อตัวตามสถิติเดือนกันยายน แนะนำหลีกเลี่ยง DR: COIN01 และ DR: HOOD80 ในระยะสั้น ในฝั่งเอเชีย หุ้น Trip.com (9961 HK) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 แข็งแกร่งเกินคาด โดยมีรายได้รวม 1.57 หมื่นล้านหยวน (+5% YoY) และกำไรต่อหุ้น (EPS) 7.27 หยวน (+1% YoY) สูงกว่าคาดการณ์ถึง 20% จากยอดการเดินทางขาเข้าและแพลตฟอร์มต่างประเทศที่เติบโตพุ่งสูงกว่า 50% YoY

เจาะลึกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจและทิศทางตลาดทุนไทย ในส่วนของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย แม้การฟื้นตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จะเป็นไปอย่างชะลอตัว แต่กำลังได้รับแรงขับเคลื่อนระลอกใหม่จากมาตรการภาครัฐและการปลดล็อกงบประมาณ:

• อานิสงส์การปลดล็อก พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท: สภาผู้แทนราษฎรมีมติผ่าน พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท โดยมีงบลงทุนสูงถึง 7.89 แสนล้านบาท (คิดเป็น 20.8% ของงบประมาณทั้งหมด) พร้อมเร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม 262 โครงการ และจัดสรรงบท้องถิ่นอีกเกือบ 3.95 แสนล้านบาท ปัจจัยนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการจุดประกายวัฏจักรการลงทุนภาคเอกชนและการก่อสร้างทั่วประเทศ

• ลุ้นผลการเจรจาข้อตกลงภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ: ทีมไทยแลนด์อยู่ระหว่างเร่งเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อเตรียมข้อมูลสำหรับการหารือระดับผู้นำระหว่างนายกรัฐมนตรีไทย (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) และโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 17-18 กันยายน 2569 หากไทยบรรลุข้อตกลงขอลดอัตราภาษีนำเข้าที่แท้จริง (Effective Tax Rate) จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าไปขยายส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ

• ขยายเวลามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น: ภาครัฐเตรียมขยายระยะเวลาโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ออกไปอีก 2 เดือน พร้อมทยอยออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคเพิ่มเติม เพื่อช่วยประคองกำลังซื้อระดับฐานรากและส่งเสริมบรรยากาศการท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงปลายปี

เปิดโผกลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์และกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า การอัดฉีดงบประมาณปี 2570 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะส่งผลบวกโดยตรงต่อ 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักในตลาดหุ้นไทย ได้แก่:
1. กลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง: ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการเปิดประมูลโครงการระบบรางและมอเตอร์เวย์ ช่วยเติม Backlog ยาวนาน 2-3 ปี หุ้นเด่น ได้แก่ CK, STECON ขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างจะฟื้นตัวตามอุปสงค์ในประเทศ ได้แก่ SCC, SCCC, TPIPL, TASCO
2. กลุ่มค้าปลีก (COMM): ได้รับปัจจัยหนุนจากงบประมาณรายจ่ายและมาตรการกระตุ้นการบริโภคฐานราก หุ้นเด่น ได้แก่ CPALL, CPAXT, BJC
3. กลุ่มท่องเที่ยวและบริการ (TOURISM): ได้รับงบสนับสนุนการท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐานสนามบิน และอานิสงส์จากมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส หุ้นเด่น ได้แก่ AOT, CENTEL, THAI, ERW
4. กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BANK): เติบโตตามภาพรวม GDP ที่ฟื้นตัวจากการขับเคลื่อนงบประมาณภาครัฐ หุ้นเด่น ได้แก่ BBL, KBANK, KTB

แนะนำหุ้นเด่นและทิศทางเทคนิคประจำวัน สำหรับเป็นกลยุทธ์ทางเลือกในการสู้ความผันผวน:
• SPENGY80: ได้รับแรงหนุนโดยตรงจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวขึ้น หลังเกิดความเสียหายบริเวณท่อส่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบียและสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง (แนวรับ 4.36 บาท / แนวต้าน 4.50 บาท / จุดตัดขาดทุน 4.20 บาท)
• CRWD80: ได้รับอานิสงส์จากการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี AI ทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้องค์กรธุรกิจเพิ่มงบลงทุนด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) อย่างก้าวกระโดด (แนวรับ 32.00 บาท / แนวต้าน 33.50 บาท / จุดตัดขาดทุน 31.00 บาท)
• CK: หุ้นเด่นรับเหมาก่อสร้าง รับกระแสบวกเต็มที่จากการผ่าน พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ของสภาฯ หนุนการเดินหน้าประมูลโครงการเมกะโปรเจกต์ภาครัฐ (แนวรับ 17.60 บาท / แนวต้าน 18.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 16.80 บาท)
• ERW: หุ้นท่องเที่ยวได้ประโยชน์จากแนวโน้มค่าเงินบาทอ่อนค่า โครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวภาครัฐ (ไทยเที่ยวไทยพลัส) และการเข้าสู่ช่วงเทศกาล Golden Week ของนักท่องเที่ยวจีน (แนวรับ 3.84 บาท / แนวต้าน 3.94 บาท / จุดตัดขาดทุน 3.78 บาท)
• BDMS: หุ้นกลุ่มการแพทย์ระดับปลอดภัย (Defensive) ที่ราคายังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด (Laggard) ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2569 คาดว่าจะฟื้นตัวโดดเด่นจากทั้งผู้ป่วยชาวไทยและต่างชาติ (แนวรับ 20.00 บาท / แนวต้าน 20.70 บาท / จุดตัดขาดทุน 19.60 บาท)

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ทั่วโลก รอ เฟด.... By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม ตอนนี้ ตลาดหุ้นทั่วโลก ต่างเฝ้า รอผลประชุมของ เฟด ว่า จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ รวมถึง มุมมองต่อเศรษฐกิจ....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้