สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(10 กันยายน 2569)-------------นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลร่วมกันขับเคลื่อน “กรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน (Framework for Safeguarding the Financial Sector from Illicit Activities)” ที่สะท้อนเจตนารมณ์ในการป้องกันเชิงรุกไม่ให้ภาคการเงินตกเป็นเครื่องมือ ทางผ่าน หรือช่องทางสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายทุกประเภท เพื่อสร้างระบบการเงินที่มั่นคง ปลอดภัย น่าเชื่อถือ ปกป้องประชาชนจากความเสียหายจากการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด
หลักการสำคัญของกรอบความร่วมมือ คือ การที่ทุกหน่วยงานต้องกำหนดให้ทิศทาง นโยบาย และธรรมาภิบาลองค์กรในการป้องกันไม่ให้มีการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด และถือเป็นส่วนหนึ่งของการกำกับดูแลกิจการองค์กร รวมทั้งกำหนดแนวทางการป้องกันให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีมาตรฐานขั้นต่ำที่เหมาะสมกับแต่ธุรกิจและต้องปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ หน่วยงานที่เข้าร่วมจะนำความเชี่ยวชาญด้านข้อมูล เทคโนโลยี และศักยภาพที่เป็นจุดแข็งมาใช้ประโยชน์สูงสุดในการเฝ้าระวัง ตรวจจับ และตอบสนองต่อความเสี่ยง ที่สำคัญ คือ แต่ละหน่วยงานจะร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ รูปแบบการกระทำผิด สัญญาณเตือนภัย รวมถึงแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้รับมือกับธุรกรรมทุจริตที่ซับซ้อนและมักอาศัยช่องว่างทางกฎหมายระหว่างหน่วยงานเป็นเครื่องมือได้ดีขึ้น ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการข้างต้น ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้สุจริต การเข้าถึงบริการทางการเงิน การแข่งขันที่เป็นธรรม และการส่งเสริมนวัตกรรมอย่างสมดุลควบคู่ไปด้วย
ในส่วนของ ธปท. จะยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลทั้งระบบ การตรวจสอบลูกค้าและคู่ค้า การใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และองค์ความรู้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเฝ้าระวังและตรวจจับธุรกรรมที่มีความเสี่ยง รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปิดช่องโหว่ของการกระทำผิด พร้อมพัฒนามาตรการต่าง ๆ ให้เท่าทันกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความรู้เท่าทันให้แก่ประชาชน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยของระบบการเงินไทยและความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว
สำหรับผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. ที่จัดทำกรอบความร่วมมือในครั้งนี้มีทั้งหมด
11 หน่วยงาน ได้แก่ สมาคมธนาคารไทย (TBA) สมาคมธนาคารนานาชาติ (AIB) สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (GFA) สมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TEPA) สมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและบริการทางการเงิน (TAFEXS) รวมถึง 6 สมาคมและชมรมของกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank lender) จะร่วมกันดำเนินการในด้านต่าง ๆ อาทิ ยกระดับการทำ KYC/CDD/EDD ตรวจสอบธุรกรรมเงินสดที่มีความเสี่ยงสูง นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติแบบเชิงรุก พัฒนาระบบฐานข้อมูลบุคคลเสี่ยงและเชื่อมต่อกับระบบ Central Fraud Registry (CFR) จัดทำคู่มือการปฏิบัติงานด้านมาตรการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) ของอุตสาหกรรม ตลอดจนใช้เครือข่ายชุมชนสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินแก่กลุ่มเปราะบาง เป็นต้น
ธปท. และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับจะร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อปิดช่องโหว่ที่ระบบการเงินอาจถูกนำไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมาย ยกระดับการป้องกันและรับมือภัยทางการเงินเพื่อคุ้มครองประชาชน และสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ประชาชนสามารถใช้บริการได้อย่างมั่นใจและไว้วางใจในระยะยาว