สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(8 กันยายน 2569)-----------บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP ผู้นำด้านโซลูชันผลิตภัณฑ์หล่อลื่นแบบครบวงจร มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลแก่ผู้ถือหุ้น 0.30 บาท/หุ้น รวมเป็นเงิน 420 ล้านบาท กำหนดจ่ายเงินปันผล 5 ตุลาคม 2569 ตอกย้ำการจ่ายปันผลอย่างต่อเนื่องปีละ 2 ครั้ง และจ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2566 เผยผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกปี 2569 ที่มีกำไรสุทธิ 801.46 ล้านบาท เติบโต 52.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตของฐานลูกค้าปัจจุบันและลูกค้ารายใหม่ กำไรจากธุรกิจใหม่ที่เข้าลงทุน การบริหารต้นทุนและอัตรากำไรอย่างมีประสิทธิภาพ ย้ำเดินหน้า ตามแผน JUMP+ ในปี 2569 – 2571 ขยายตลาดส่งออกและต่อยอดผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม มุ่งเป้าปี 2569 กำไรสุทธิทะลุเป้า 1,000 ล้านบาท
การประชุมคณะกรรมการ บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้น จากผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 18 กันยายน 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 5 ตุลาคม 2569
นับตั้งแต่ PSP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2566 บริษัทฯจ่ายเงินปันผล ให้ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องปีละ 2 ครั้ง และเพิ่มขึ้นทุกปี โดยจากผลการดำเนินงานปี 2566 จ่ายปันผลหุ้นละ 0.15 บาท ผลการดำเนินงานปี 2567 จ่ายปันผลรวมหุ้นละ 0.20 บาท และผลการดำเนินงานปี 2568 จ่ายปันผลรวมหุ้นละ 0.28 บาท การจ่ายปันผลระหว่างกาลครั้งนี้จึงเป็นการดำเนินการต่อเนื่องบนพื้นฐาน ผลประกอบการที่เติบโตและฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยได้รับอนุมัติจ่ายเงินปันผลครั้งนี้ในอัตราหุ้นละ 0.30 บาท คิดเป็นเงินรวม 420 ล้านบาท
สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 PSP มีรายได้รวม 7,279.95 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 801.46 ล้านบาท เติบโต 52.6% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเกิดจากรายได้ที่เติบโตขึ้นจากฐานลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ อัตรากำไรที่เติบโตขึ้นจากสัดส่วนผลิตภัณฑ์พิเศษ แนวโน้มกำไรที่ดีขึ้นจากธุรกิจใหม่ที่เข้าลงทุน อาทิ ธุรกิจรีไซเคิลสารเคมี ธุรกิจขายยางและอะไหล่รถยนต์ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลง รวมไปถึงการบริหารต้นทุนและปริมาณวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ
PSP เดินหน้าดำเนินงานตามแผน JUMP+ ปี 2569 – 2571 ที่ได้ประกาศไว้กับตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งตั้งเป้าผลักดันกำไรสุทธิแตะ 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2571 ต่อยอดจากสถิติสูงสุดใหม่ที่ 853.5 ล้านบาท ในปี 2568 ผ่านกลยุทธ์ 3 เสาหลัก ได้แก่ การรักษาความเป็นผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์หล่อลื่น ในประเทศควบคู่กับการขยายรายได้จากการส่งออก การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมมูลค่าเพิ่ม และการขยายธุรกิจ ผ่านการควบรวม ร่วมทุน และลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรม โดยในครึ่งปีหลัง บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการขยายตลาดต่างประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีศักยภาพเติบโตสูง ควบคู่กับการ ต่อยอดผลิตภัณฑ์เฉพาะทางรองรับยานยนต์ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามกลยุทธ์ Specialized Creation ขณะเดียวกัน PSP ยังเดินหน้าตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ “เติบโตอย่างยั่งยืน และยืนหนึ่ง ในอุตสาหกรรมสีเขียว” โดยในปี 2568 ได้รับการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ระดับ “A” และคะแนนบรรษัทภิบาล (Corporate Governance Score หรือ CGR) ในระดับ 5 ดาว พร้อมวางแนวทางจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการลดขยะฝังกลบให้เป็นศูนย์ (Zero Landfill) ภายในปี 2572 และก้าวสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 อย่างสมบูรณ์
การจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นทุกปี สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ PSP ในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและสม่ำเสมอให้แก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามกลยุทธ์ที่วางไว้ ทั้งการรักษาจุดยืนผู้นำตลาดในประเทศ การขยายฐานสู่ตลาดต่างประเทศ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อผลักดันผลการดำเนินงานให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน
อนึ่ง PSP มีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 35% ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะกิจการ ภายหลังหัก ภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองต่าง ๆ ตามที่กฎหมายและข้อบังคับของบริษัทกำหนด โดยพิจารณา จ่ายเงินปันผลในอัตราที่แตกต่างออกไป ที่คำนึงถึงผลการดำเนินงาน กระแสเงินสด สภาพคล่องทางการเงิน ฐานะทางการเงิน แผนการลงทุน ความจำเป็นในการใช้เงินทุนหมุนเวียน ภาวะเศรษฐกิจ และปัจจัยอื่น ๆ ตามที่ คณะกรรมการบริษัทเห็นสมควร ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล คณะกรรมการบริษัทมีอำนาจอนุมัติได้ เป็นครั้งคราวเมื่อเห็นว่าบริษัทฯ มีกำไรสมควร และจะรายงานให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบในการประชุมครั้งถัดไป