Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.ทิสโก้ : PET Food คงคำแนะนำ Buy สำหรับ ITC, AAI และ BTG

73

 


Sector Note
PET Food

 


Nestlé ลงทุน 6.4 พันล้านบาท ฃขยายฐานผลิต Pet Food ในไทย
BOI อนุมัติส่งเสริมการลงทุนให้ Nestlé ลงทุนเพิ่มกว่า 6.4 พันล้านบาท ที่ Amata City ระยอง แบ่งเป็นการขยายการผลิต pet food ราว 4.5 พันล้านบาท และ pet treats ราว 1.93 พันล้านบาท โดยกว่า 90% ของผลผลิตจะส่งออก ไปยังสหรัฐฯ แคนาดา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ภายใต้แบรนด์หลัก เช่น Felix, Pro Plan, Friskies และ Purina One ขณะที่โครงการจะใช้วัตถุดิบในประเทศมากกว่า 450 ล้านบาท/ปี สะท้อนความเชื่อมั่นของ Nestlé ต่อไทยในฐานะฐานผลิตและส่งออก pet food ระดับโลก ทั้งนี้ ไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออก pet food รายใหญ่ของโลก โดยตลาด pet food ในประเทศไทยมีมูลค่าราว 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2025 (เติบโตเฉลี่ย 12.6% CAGR 5Y) และมีการส่งออกเป็นอันดับ 2 ของโลก ในปี 2025 มีมูลค่า 2.9 พันล้านเหรีญสหรัฐ ซึ่งสนับสนุนแนวโน้มการลงทุนเพิ่มของผู้ผลิตระดับโลกในไทย

สรุปมุมมองการลงทุน
โดยรวม เรามองว่าการลงทุนของ Nestlé กว่า 6.4 พันล้านบาท เป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงไทย เนื่องจากสะท้อนความเชื่อมั่นของ Global Brand Owner ต่อประเทศไทยในฐานะฐานผลิตและส่งออก โดยเฉพาะเมื่อมากกว่า 90% ของผลผลิตจากโครงการใหม่จะถูกส่งออกไปยังตลาดหลักในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เราไม่มองว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อ ITC และ AAI ในทันที เนื่องจาก Nestlé ใช้โมเดล in-house manufacturing ผลิตให้กับแบรนด์ของตนเอง ขณะที่ ITC และ AAI เป็นผู้รับจ้างผลิตให้กับแบรนด์รายใหญ่ (OEM) ระดับโลกที่มีความสัมพันธ์ทางการค้าและการร่วมกันพัฒนาสินค้าร่วมกันกับลูกค้ามาเป็นระยะเวลายาวนาน

ในเชิงรายบริษัท เรามอง ITC ได้รับผลกระทบจำกัดที่สุด จากการเป็นผู้รับจ้างผลิตรายใหญ่ (OEM), มีศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) และมีฐานลูกค้ารายใหญ่กระจายหลายภูมิภาคที่มากกว่า ขณะที่ AAI มีความเสี่ยงในการเผชิญหน้ากับการแข่งขันสูงกว่า เนื่องจากมีขนาดเล็กกว่าและพึ่งพาธุรกิจ OEM ในสัดส่วนสูง ส่วน BTG มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเติบโตของตลาดและการขยายตลาดส่งออก แต่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับธุรกิจรวมของกลุ่ม ดังนั้น ข่าวการลงทุนของ Nestlé จึงยังไม่เปลี่ยนมุมมองพื้นฐานของเรา แต่เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามภาพรวมการแข่งขันทางธุรกิจ ทั้งทางตรงทางอ้อม และคู่แข่งรายใหม่ของอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เรายังคงคำแนะนำ Buy สำหรับ ITC, AAI และ BTG โดยหุ้น Top Pick ในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงคือ ITC


Nestlé เพิ่มการลงทุนต่อเนื่อง ตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อไทย
Nestlé ได้รับอนุมัติจาก BOI ให้ลงทุนเพิ่มเติมกว่า 6.4 พันล้านบาท ที่อมตะซิตี้ ระยอง แบ่งเป็นการขยายการผลิต pet food ประมาณ 4.5 พันล้านบาท และ pet treats ประมาณ 1.93 พันล้านบาท โดยกว่า 90% ของผลผลิตจะส่งออก ไปยังสหรัฐฯ แคนาดา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ และโครงการดังกล่าวจะใช้วัตถุดิบในประเทศมากกว่า 450 ล้านบาท ต่อปี การลงทุนครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญต่อไทยในฐานะ export hub และไม่ได้เป็นการลงทุนแบบครั้งเดียว เพราะ Nestlé มีการลงทุนในธุรกิจ Purina ในไทยต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2010, การลงทุนขยายกำลังผลิตในปี 2021, การเปิดโรงงาน Purina แห่งที่สอง ในปี 2023 และการขยายกำลังผลิตเพิ่มเติมในปี 2024
ประเด็นสำคัญ: การลงทุนต่อเนื่องของ Nestlé ช่วยยืนยันว่าไทยยังมีความสามารถในการแข่งขันในฐานะ pet food export hub และยังมีความน่าสนใจใน supply chain ระดับโลก

 

การเข้ามาของ Nestlé ช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจในสินค้ากลุ่มนี้มากขึ้น (ช่วยขยายตลาดให้ก้อนใหญ่ขึ้น) มากกว่าที่จะเข้ามาแย่งลูกค้าทันที
สิ่งสำคัญคือโรงงาน Nestlé Purina ในไทยเป็น in-house manufacturing ผลิตภายใต้แบรนด์ของ Nestlé เอง ไม่ใช่ OEM ดังนั้นกำลังการผลิตใหม่ของ Nestlé จึงไม่ได้เข้ามาแทนที่กำลังการผลิตของ ITC หรือ AAI แบบหนึ่งต่อหนึ่ง และยังมีความแตกต่างด้านความสัมพันธ์กับลูกค้า (customer relationship) อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับ ITC และ AAI การทำงานร่วมกับลูกค้าเริ่มตั้งแต่ สูตรในการผลิตร่วมกัน คุณภาพ และวัตถุดิบ และการผลิตสินค้าลักษณะเฉพาะของลูกค้า ทำให้ความสัมพันธ์มีลักษณะเป็นหุ้นส่วนทางกลยุทธ์ (strategic partnership) มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว ดังนั้น เราไม่คาดว่าการเพิ่มกำลังผลิตของ Nestlé จะส่งผลกระทบต่อคำสั่งซื้อของ ITC หรือ AAI อย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น ประเด็นสำคัญ: การลงทุนของ Nestlé ไม่ได้กระทบ OEM โดยตรงในทันที แต่เป็นสัญญาณว่าการแข่งขันใน supply chain ของไทยอาจเพิ่มขึ้นในระยะกลาง หาก Global Brand Owner รายอื่นเริ่มหันมาสนใจผลิตเอง (captive production) ตาม

 

ผลกระทบต่อ ITC, AAI และ BTG จำกัด
ITC: เรามองผลกระทบเป็นกลาง
เรามองผลกระทบต่อ ITC จากการลงทุนของ Nestlé เป็นกลาง โดยปัจจัยบวกหลักมาจากการยืนยันศักยภาพของไทยในฐานะฐานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก ขณะที่ผลกระทบเชิงลบในระยะสั้นยังจำกัดจากการที่ ITC มีความสัมพันธ์อันดีต่อลูกค้าที่มีมายาวนานประมาณกว่า 20 ปี และกระบวนการร่วมกันพัฒนาสินค้า (co-development) ที่ใช้เวลานาน ประกอบกับ ITC มีฐานการผลิตที่ใหญ่และมีความสามารถด้านวิจัยและพัฒนา (R&D และ innovation) สูง จึงมีความสามารถในการรักษาฐานลูกค้าและรองรับสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มได้ดี อย่างไรก็ตาม ในระยะกลางควรติดตามการเพิ่มกำลังการผลิตของ Nestlé และการหันมาผลิตเอง (captive production) ของ Global Brand Owner รายอื่น เพราะอาจเพิ่มการแข่งขันด้านราคาและจำกัดการเติบโตของคำสั่งซื้อ OEM

AAI: เรามองผลกระทบเป็นกลางถึงลบเล็กน้อย
เรามองผลกระทบต่อ AAI เป็นกลางถึงลบเล็กน้อย แม้ในระยะสั้นความสัมพันธ์กับลูกค้าและการร่วมพัฒนาสินค้าจะจะช่วยลดความเสี่ยงจากการสูญเสียคำสั่งซื้ออย่างรวดเร็ว แต่ AAI มีขนาดที่เล็กกว่า ITC และมีรายได้ประมาณ 88% จากธุรกิจ pet food ทำให้มีโอการเผชิญต่อการแข่งขันในอุตสาหกรรมสูงกว่า หาก Global Brand Owner เพิ่มการผลิตเอง หรือมีผู้ผลิตรายอื่นเพิ่มกำลังการผลิตอาจทำให้การแข่งขันด้านคำสั่งซื้อ OEM สูงขึ้น โดยเฉพาะในตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียก wet pet food ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ AAI ดังนั้น เรามองว่าความเสี่ยงในการแข่งขันของ AAI ในระยะกลางสูงกว่า ITC

BTG: เรามองผลกระทบเป็นบวกเล็กน้อย
เรามองผลกระทบต่อ BTG เป็นบวกเล็กน้อย เนื่องจากธุรกิจ Pet Business มีสัดส่วนผลิตแบรนด์ของตัวเองสูงกว่า ITC และ AAI ทำให้มีโอกาสได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของตลาด pet food และการขยายตลาดส่งออก โดยในปี 2025 Pet Business เติบโต 24.7% YoY และยอดขายส่งออกเพิ่มขึ้น 42.8% YoY อย่างไรก็ตาม ด้วยสัดส่วน Pet Business ยังเล็กเมื่อเทียบกับรายได้รวมของกลุ่ม การเติบโตของธุรกิจดังกล่าวจึงยังมีผลจำกัดต่อผลประกอบการรวมของ BTG และไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนมุมมองต่อกำไรของบริษัทในภาพรวม

ประเด็นที่ต้องติดตาม
เรามองผลกระทบจำกัดจากทั้งสองบริษัท ITC และ AAI มีฐานลูกค้าที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจและการพัฒนาสินค้าร่วมกันมายาวนาน อย่างไรก็ตาม เราจะติดตาม 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ขนาดและกำหนดการ ขยายกำลังการผลิตใหม่ของ Nestlé, (2) ผลกระทบต่อการแข่งขันด้านวัตถุดิบและต้นทุนการผลิต และ (3) การที่ Global Brand Owner รายอื่นจะเพิ่มการผลิตเอง (captive production) ในประเทศไทยตามหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นที่สาม หากเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่การแข่งขันรุนแรงและกดดันต่อผู้ผลิต OEM ในระยะยาว

ภาพรวมธุรกิจการนำเข้าและการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงโลก

ตลาด Pet Food โลกยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดย Grand View Research คาดตลาดจะขยายตัวจาก 1.28แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2025 เป็น 1.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2033 หรือคิดเป็น CAGR ราว 5.1% ในช่วง 2026–33 สะท้อนการเติบโตของ pet ownership, pet humanization และความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ด้านสุขภาพมากขึ้น

10 อันดับประเทศที่นำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงของตลาดโลก
ในปี 2025 การนำเข้าอาหารสุนัขและแมวแบบขายปลีกทั่วโลกมีมูลค่ารวม 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (10.16 ล้านตัน) โดยตลาดนำเข้ามูลค่าสูงสุดคือเยอรมนี สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ตลาดนำเข้า 10 อันดับแรกของโลกเติบโตด้วย CAGR รวม 9.4% ในช่วงปี 2021–2025

ภาพรวมธุรกิจการนำเข้าและการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงโลก

ตลาด Pet Food โลกยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดย Grand View Research คาดตลาดจะขยายตัวจาก 1.28แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2025 เป็น 1.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2033 หรือคิดเป็น CAGR ราว 5.1% ในช่วง 2026–33 สะท้อนการเติบโตของ pet ownership, pet humanization และความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ด้านสุขภาพมากขึ้น

10 อันดับประเทศที่นำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงของตลาดโลก
ในปี 2025 การนำเข้าอาหารสุนัขและแมวแบบขายปลีกทั่วโลกมีมูลค่ารวม 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (10.16 ล้านตัน) โดยตลาดนำเข้ามูลค่าสูงสุดคือเยอรมนี สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ตลาดนำเข้า 10 อันดับแรกของโลกเติบโตด้วย CAGR รวม 9.4% ในช่วงปี 2021–2025


ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในไทยยังเติบโตสูง

ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงไทยยังอยู่ในช่วงขยายตัวสูง โดยมูลค่าตลาดค้าปลีกในไทยปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 1.79 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (6. 4 หมื่นล้านบาท) และเติบโตเฉลี่ย 12.6% CAGR ในช่วงปี 2020–25 ขณะที่คาดว่าตลาดในประเทศไทยจะขยายตัวแตะประมาณ 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.22 แสนล้านบาท) ในปี 2030 คิดเป็น CAGR ราว 13.8% ในช่วงปี 2025–30 การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากแนวโน้ม pet humanization ซึ่งทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงให้ความสำคัญกับคุณภาพและโภชนาการมากขึ้น รวมถึงมีแนวโน้มเพิ่มการใช้จ่ายกับสินค้ากลุ่ม premium และผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยในปี 2025 ตลาดแบ่งเป็นอาหารสุนัขประมาณ 55.2% และอาหารแมวประมาณ 41.5% สะท้อนว่าทั้งสองกลุ่มยังมีฐานตลาดขนาดใหญ่และมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องในระยะยาว


ประเด็นสำคัญ: ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงไทยมี growth profile ที่แข็งแกร่ง โดยมีทั้งการเติบโตของจำนวนผู้เลี้ยงและการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายต่อสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายกำลังการผลิตของผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของตลาดไม่ได้หมายความว่าผู้ผลิตทุกรายจะได้รับประโยชน์ในระดับเดียวกัน เนื่องจาก Brand Owner และ OEM มีรูปแบบธุรกิจและการรับรู้รายได้ที่แตกต่างกัน

ต้องแยก Brand Owner ออกจาก OEM ในการประเมินส่วนแบ่งตลาดในไทย
โครงสร้างตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงไทยควรพิจารณาแยก Brand Owner และ OEM ออกจากกัน เพราะ market share ที่ปรากฏในข้อมูล retail market เป็นยอดขายของแบรนด์ที่จำหน่ายถึงผู้บริโภค ไม่ได้สะท้อนขนาดของผู้ผลิตที่อยู่เบื้องหลังสินค้า ในปี 2024 Mars มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 21.5% จากแบรนด์ Pedigree, Whiskas และ Royal Canin ขณะที่ CP Group มีประมาณ 18.0% จาก SmartHeart, Me-O และ JerHigh และ Betagro มีประมาณ 4.6% ส่วน Nestlé มีส่วนแบ่งในตลาดอาหารแมวประมาณ 4.1% จากแบรนด์ Purina ONE, Friskies และ Felix
ดังนั้น การไม่มีชื่อ ITC หรือ AAI ในตาราง market share ไม่ได้หมายความว่าบริษัทไม่มีบทบาทในตลาด แต่สะท้อนว่าบริษัททั้งสองทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตให้กับเจ้าของแบรนด์เป็นหลัก โดยแบรนด์ของตัวเองคิดเป็นเพียงประมาณ 1–2% ของรายได้รวม

ITC มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีฐานลูกค้าที่มีความสัมพันธ์ที่ดีมาระยะยาว
ในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนไทยที่มีธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ITC มีขนาดรายได้ใหญ่ที่สุด โดยมีรายได้ปี 2025 ประมาณ 18,223 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% YoY และส่งออกไปมากกว่า 45 ประเทศ ป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) อาหารสัตว์เลี้ยงครบวงจร คิดเป็นรายได้หลักกว่า 98% ติดอันดับ 2 ของเอเชียและ Top 10 ของโลก โดยตลาด Americas คิดเป็นประมาณ 60% ของรายได้ จุดแข็งของ ITC คือการเป็น specialist OEM ที่มีฐานลูกค้าระดับโลก เช่น Mars Petcare และ Smucker’s และมีความสัมพันธ์กับลูกค้าหลักมายาวนานกว่า 20 ปี รูปแบบการทำงานเป็นลักษณะ co-creation ตั้งแต่การพัฒนาสูตร คุณภาพสินค้า ไปจนถึงกระบวนการผลิต โดยสูตรใหม่อาจใช้เวลาพัฒนาร่วมกันประมาณ 1–2 ปี ก่อนเข้าสู่การผลิตจริง ส่งผลให้ switching cost ของลูกค้าค่อนข้างสูงและเป็น moat สำคัญของธุรกิจ นอกจากนี้ ITC ยังมีรายได้จาก OEM มากกว่า 98% และมีขนาดใหญ่กว่าผู้ผลิตไทยรายอื่น ทำให้มีความได้เปรียบด้าน R&D, innovation และความสามารถในการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

AAI มีความเชี่ยวชาญด้าน Wet Pet Food แต่มีความเสี่ยงในการแข่งขันสูงกว่า
AAI มี business model ใกล้เคียงกับ ITC โดยรายได้ประมาณ 97% มาจาก OEM และมีความเชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์เลี้ยงแบบ wet food มีความสัมพันธ์ที่ดีทางธุรกิจกับลูกค้า OEM และการร่วมพัฒนาสูตรยังช่วยสร้างความเหนียวแน่นของฐานลูกค้า พร้อมกับมีแบรนด์ของตัวเอง เช่น Monchou, Hajiko และ Pro อย่างไรก็ตาม AAI มีขนาดธุรกิจเล็กกว่า ITC โดยรายได้รวมปี 2025 อยู่ที่ 7,037 ล้านบาท และเป็นรายได้จากธุรกิจ pet food ประมาณ 6,223 ล้านบาท หรือ 88.4% ของรายได้รวม ทำให้ผลประกอบการมีความเสี่ยงต่อธุรกิจ pet food สูงกว่าในด้านการแข่งขัน มากกว่า ITC หาก global brand owners หันมาเพิ่มการผลิตให้ตนเอง ( captive production) หรือมีการเพิ่มกำลังการผลิตของผู้ผลิตรายอื่น เนื่องจาก AAI มี scale เล็กกว่าและพึ่งพารายได้จาก OEM ในสัดส่วนสูง ดังนั้นความเสี่ยงในการแข่งขันในระยะกลางจึงมีแนวโน้มสูงกว่า ITC


BTG แตกต่างจาก ITC และ AAI เพราะเน้นธุรกิจแบรนด์ของตัวเอง
BTG มี business model แตกต่างจาก ITC และ AAI อย่างชัดเจน เนื่องจากธุรกิจ Pet Business เน้นแบรนด์ของตัวเองมากกว่า โดยมีแบรนด์หลัก เช่น Bingo Star, Dog n Joy/Cat n Joy และ Perfecta ขณะที่ OEM มีสัดส่วนรองลงมา (สัดส่วน Brand/OEM ของ BTG ที่ 64%/36%) ทำให้ BTG มีลักษณะใกล้เคียง Brand Owner มากกว่าผู้ผลิต OEM, ในปี 2025 Pet Business มีรายได้ประมาณ 2,660 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.7% YoY และยอดขายส่งออกเติบโตถึง 43% YoY สะท้อนแนวโน้มที่ดีในการขยายตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม Pet Business ยังคิดเป็นเพียงประมาณ 2–3% ของรายได้รวม BTG และมีขนาดประมาณ 15% ของ ITC และ 39% ของ AAI ดังนั้น แม้ธุรกิจมี growth profile ที่น่าสนใจ แต่ผลกระทบต่อกำไรและ valuation ของ BTG ในระดับกลุ่มยังค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับธุรกิจหลักของบริษัท

เรายังคงคำแนะนำ Buy สำหรับ ITC, AAI และ BTG
ด้วยปัจจัยพื้นฐานและศักยภาพของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่ยังขยายตัว โดยเฉพาะธุรกิจ Wet Pet Food ที่ยังมีความต้องการของตลาดโลกเติบโตต่อเนื่อง จากการให้ความสำคัญของlสัตว์เลี้ยงเหมือนสมาชิกในครอบครัว เรายังคงคำแนะนำ Buy สำหรับ ITC, AAI และ BTG ราคาเป้าหมายของ ITC 22.7 บาท, AAI 4.8 บาท และ BTG 23.5 บาท โดยหุ้น Top pick ของเราคือ ITC

ความเสี่ยง : การแข่งขัน, ความผันผวนของราคาวัตถุดิบในการผลิต, ค่าเงินที่ผันผวน และความซบเซาของเศรษฐกิจในตลาดโลก

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ฝ่า1,600จุด By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง มองหุ้นไทย คงใช้หุ้นใหญ่ ไม่กี่ตัว ตีฝ่า วงล้อม ให้ ฝ่าดัชนีตลาดไปที่ 1,600 จุด.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้