ทองเดินมา กลบเสน่ห์ตลาดหุ้นเริ่มจาง
HORIZON MARKET VIEW
• วานนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดผสมหลังปรับขึ้นต่อเนื่อง 4 วัน โดย DOW JONES +0.5%ทำ NEW HIGH ส่วน S&P 500 -0.2% และ NASDAQ -0.8% ขณะที่ปัจจัยหนุนตลาดหลักๆ มาจากผลประกอบการไตรมาส 2 ที่แข็งแกร่ง รวมถึงการ ROTATION จากหุ้นเทคโนโลยีไปยังกลุ่มอื่น และความหวังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่มีความคืบหน้า
• ในแง่มุมมของ VALUATION ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่ตึงตัวขึ้น แม้ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น13.3%YTD จาก 6,845 จุด สิ้นปี 2025 สู่ราว 7,755 จุด แต่ประมาณการกำไรปี 2026(EPS 2026F) เพิ่มจาก 300 ดอลลาร์/หุ้น เป็น 340 ดอลลาร์/หุ้น (+13%) ทำให้FORWARD P/E คงอยู่ที่ประมาณ 22.8 เท่า ใกล้เคียงช่วงปลายปี 2025
REGION RADAR
• SHOPIFY (SHOP US) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาสูงกว่าคาด โดยรายได้รวมอยู่ที่ $3.58 +34% YOY (สูงกว่าคาด 4%)ขณะที่ EPS อยู่ที่ $0.42 +20% YOY (สูงกว่าคาด 3%) ได้แรงหนุนจากยอดขายรวมผ่านแพลตฟอร์ม (GMV) เติบโตขึ้น 32% YOY
• ในวันนี้มี EVENT สำคัญของหุ้น SPACEX (SPCX US) เนื่องจากเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลาห้ามขาย (LOCK-UP PERIOD) สำหรับรอบแรกโดยเรามองประเด็นนี้จะเป็นปัจจัยกดดันหุ้น SPACEX จึงแนะนำหลีกเลี่ยง DR: SPACEX80 ไปก่อนในระยะสั้น
THAI FOCUS
• กระทรวงพาณิชย์รายงานเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เดือน ก.ค. 69 +1.95%YOY (ต่ำกว่าคาด +2.40%) ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนที่ +2.42%หลังราคาน้ำมันเชื้อเพลิง -9.63%MOM
• ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า เงินเฟ้อทั่วไปที่พุ่งขึ้นชั่วคราว และชะลอตัว หลังสงครามในตะวันออกกลางผ่อนคลายลง ช่วยหนุนให้ภาพรวมเฉลี่ยยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของ ธปท. ที่ 1-3% โดยการประชุม กนง. น่าจะเห็นการคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.0% ทั้งในวันที่ 26 ส.ค. นี้ และต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี
SYNAPSE STRATEGY
MOMENTUM หุ้นไทยแผ่วลง มีแนวโน้มไหลไป US มากขึ้น
• แม้ 7 เดือนแรก ตลาดหุ้นไทยเคยขึ้นแรงสุดเป็นอันดับ 8 ของโลก แต่เริ่มเห็นสัญญาณว่าเสน่ห์กำลังลดลง ทั้งจาก MOMENTUM ใน RRG ที่ชะลอตัว และ FUND FLOW ต่างชาติที่ทยอยไหลออก หลังความเสี่ยงสงครามผ่อนคลาย ทำให้บทบาทของหุ้นไทยในฐานะแหล่งพักเงินลดลง
• กลยุทธ์: ลดการไล่ซื้อดัชนี เน้นหุ้น DOMESTIC: CPALL, CRC,DOHOME, ERW, CENTEL, BA, THAI, BDMS, BH, MTC,SAWAD, TIDLOR และ HEDGING ด้วยทองคำเสริมพอร์ต
HORIZON MARKET VIEW
กำไรบริษัทโต หนุนตลาด แม้เงินเริ่ม ROTATE ออกจาก AI
วานนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดผสมหลังปรับขึ้นต่อเนื่อง 4วัน โดย DOW JONES +0.5%ทำ NEW HIGH ส่วน S&P500 -0.2% และ NASDAQ -0.8% ขณะที่ปัจจัยหนุนตลาดหลักๆ มาจากผลประกอบการไตรมาส 2 ที่แข็งแกร่งรวมถึงการ ROTATION จากหุ้นเทคโนโลยีไปยังกลุ่มอื่น และความหวังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่มีความคืบหน้า
ในแง่มุมมของ VALUATION ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่ตึงตัวขึ้น แม้ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 13.3%YTD จาก 6,845จุด สิ้นปี 2025 สู่ราว 7,755 จุด แต่ประมาณการกำไรปี 2026(EPS 2026F) เพิ่มจาก 300 ดอลลาร์/หุ้น เป็น 340ดอลลาร์/หุ้น (+13%) ทำให้ FORWARD P/E คงอยู่ที่ประมาณ 22.8 เท่า ใกล้เคียงช่วงปลายปี 2025นอกจากนี้ความเชื่อมั่นธีม AI มีสัญญาณการฟื้นตัว หลัง MICROSOFT และ AMAZON รายงานงบออกมาดีเกินคาด หนุนให้ดัชนี PHILADELPHIA SEMICONDUCTOR +14.9% จากที่เคยปรับฐานมากกว่า -20% ในเดือน ก.ค. 69
ส่วนความคืบหน้าการเจรจาสหรัฐฯ อิหร่าน และโอมาน เดินหน้าเจรจาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทางอิหร่านระบุว่าการเจรจาอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการร่างข้อตกลง ส่วนปธน. TRUMP และ BESSENT ระบุว่าข้อตกลงอาจเกิดขึ้นได้ในเร็ว ๆ นี้
REGION RADAR
SHOPIFY เผยงบไตรมาส 2 แข็งแกร่ง หนุนจากการนำ AI มาช่วยหาลูกค้า
SHOPIFY (SHOP US) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาสูงกว่าคาด โดยรายได้รวมอยู่ที่ $3.58+34% YOY (สูงกว่าคาด 4%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ $0.42 +20% YOY (สูงกว่าคาด 3%) ได้แรงหนุนจากยอดขายรวมผ่านแพลตฟอร์ม (GMV) เติบโตขึ้น 32% YOY จากการนำ AI เข้ามาใช้ในแพลตฟอร์มส่งผลให้ลูกค้าเข้ามาซื้อของได้มากขึ้น นอกจากนี้ HARLEY FINKELSTEIN ซึ่งเป็นประธานบริษัทระบุว่า “นี่คือไตรมาสที่แข็งแกร่ง
อย่างมหัศจรรย์ โดยทั้ง GMV รายได้ กำไรขั้นต้น และกระแสเงินสดอิสระ ต่างเติบโตเกินกว่า 30%” อีกทั้งบริษัทคาดการณ์ว่ารายได้ในไตรมาส 3 จะเติบโตในอัตราไม่ต่ำกว่า 30% YOY ซึ่งเรามีมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่อผลประกอบการของบริษัทในรอบนี้ แนะนำเก็งกำไร DR: SHOP03
SPACEX ครบกำหนดพ้น LOCK-UP วันนี้ จับตาแรงขายหุ้นก้อนใหญ่
ในวันนี้ (6 ส.ค.) จะเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญของหุ้น SPACEX (SPCX US) เพราะเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลาห้ามขาย (LOCK-UP PERIOD) สำหรับรอบแรก หลังจากประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 โดยนักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาว่าจะเกิดแรงขายจากพนักงานและนักลงทุนที่ได้ลงทุนในช่วงแรกมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะมีหุ้นที่พ้นกำหนดห้ามขายจำนวน 911.5 ล้านหุ้น มูลค่าราว $1.16 แสนล้าน คิดเป็นราว 7% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท โดยเรามองประเด็นนี้จะเป็นปัจจัยกดดันหุ้น SPACEX จึงแนะนำหลีกเลี่ยง DR: SPACEX80 ไปก่อนในระยะสั้น
THAIFOCUS
เงินเฟ้อชะลอ แต่แสงส่อง DOMESTIC RECOVERY
กระทรวงพาณิชย์รายงานเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เดือน ก.ค. 69 +1.95% YOY (ต่ำกว่าคาด +2.40%) ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนที่ +2.42%หลังราคาน้ำมันเชื้อเพลิง -9.63%MOM ส่วน CORE CPI +1.34% YOY (ต่ำกว่าคาด+1.40%) ขยับขึ้นจากเดือนก่อนที่ 1.23% สะท้อนราคาน้ำมันดีดตัวจากผลกระทบสงครามรอบใหม่ ยังคงส่งผ่านไปสินค้าหลายรายการ อาทิ ค่าเช่าบ้าน ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ของใช้ในชีวิตประจำวัน อาหารสัตว์เลี้ยงเป็นต้น ส่วนแนวโน้มเงินเฟ้อไทยปี 2569 ก.พาณิชย์ยังคงคาดการณ์ทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 1.5-2.5%เมื่อมองไปข้างหน้าในช่วงที่เหลือของ(ส.ค. -ธ.ค. 2026) ภายใต้สมมติฐานว่า อัตราเงินเฟ้อไม่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบรายเดือน (0% MOM) ทำให้คาดว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนี้เทียบกับปีก่อนหน้า (YOY) จะยังคงอยู่ในระดับราว1.9% -2.1%
ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า เงินเฟ้อทั่วไปที่พุ่งขึ้นชั่วคราว และชะลอตัว หลังสงครามในตะวันออกกลางผ่อนคลายลงช่วยหนุนให้ภาพรวมเฉลี่ยยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของ ธปท. ที่ 1-3% โดยการประชุม กนง. น่าจะเห็นการคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.0% ทั้งในวันที่ 26 ส.ค. นี้ และต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี
สรุป ทั้งเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ บวกกับลุ้นรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอาทิ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2, ไทยเที่ยวไทย พลัส ฯลฯ ถือเป็น SENTIMENT เชิงบวกต่อหุ้น CONSUMERFINANCE อาทิ SAWAD MTC, หุ้น DOMESTIC CONSUMPTION อาทิ CPALL CPAXT CRC DOHOMEERW CENTEL THAI
SYNAPSE STRATEGY
หุ้นไทย…เสน่ห์ดึงดูด FUND FLOW เริ่มจาง หลังเคยโดดเด่นใน 7 เดือนแรก
ในช่วง 7 เดือนแรกของปี ตลาดหุ้นไทยสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นเกือบ 29% และขึ้นมาอยู่ในกลุ่มตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดของโลก โดยได้รับแรงหนุนจาก FUND FLOW ต่างชาติ รวมถึงบทบาทของตลาดหุ้นไทยในฐานะ แหล่งพักเงินช่วงที่ความเสี่ยงสงครามเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไป และเห็นสัญญาณว่าเสน่ห์ของตลาดหุ้นไทยกำลังลดลงจาก 4 ปัจจัยสำคัญ
MOMENTUM ใน RRG เริ่มอ่อนแรง : แม้ตลาดหุ้นไทยยังให้ผลตอบแทนย้อนหลังที่โดดเด่น แต่ตำแหน่งใน RELATIVE ROTATION GRAPH เริ่มสะท้อนว่า MOMENTUM กำลังชะลอลง และมีแนวโน้มเคลื่อนจากช่วง LEADING ไปสู่ WEAKENING จึงเป็นสัญญาณว่าตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้ OUTPERFORMตลาดโลกต่อเนื่องเหมือนในช่วงก่อนหน้า และมีโอกาสกลับไปเคลื่อนไหวใกล้เคียงตลาดภูมิภาคหรือสหรัฐมากขึ้น
FUND FLOW เริ่มไหลออกเมื่อสงครามผ่อนคลาย : แรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติในช่วงก่อนหน้า ส่วนหนึ่งมาจากการใช้ตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งพักเงินในช่วงที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น เมื่อสถานการณ์สงครามเริ่มผ่อนคลาย ความต้องการถือหุ้นไทยในฐานะ SAFE HAVEN จึงลดลง ส่งผลให้ FUND FLOW พลิกจากการซื้อสะสมเป็นการทยอยขายสุทธิ และเพิ่มโอกาสเกิดแรงขายทำกำไรหลัง SET ปรับขึ้นมาแรงดังนั้น หากไม่มีปัจจัยบวกใหม่เข้ามาทดแทน ตลาดอาจเผชิญข้อจำกัดด้าน UPSIDE ในระยะสั้น
BOND YIELD ต่ำ แต่เงินบาทอาจอ่อนค่า : BOND YIELD ไทยอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นที่มีภาระดอกเบี้ยสูง และช่วยลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจอย่างไรก็ตาม ในมุมของนักลงทุนต่างชาติ BOND YIELD ที่ต่ำและโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยที่จำกัด ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับต่างประเทศยังไม่น่าสนใจ และอาจกดดันให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าผลที่ตามมาคือ นักลงทุนต่างชาติอาจขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้ดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้น เช่นหุ้นบวก 3% แต่เงินบาทอ่อนค่าในระดับใกล้เคียงกัน ผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับเป็นดอลลาร์อาจเหลือไม่มาก จึงลดแรงจูงใจในการนำเงินกลับเข้ามาลงทุน
การเมืองกลับมากวนใจเล็กน้อย : ความไม่แน่นอนทางการเมืองเริ่มกลับมาเป็นปัจจัยรบกวนSENTIMENT ทั้งจากกระบวนการพิจารณาคดีทางการเมือง ประเด็นเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และการเปิดประชุมรัฐสภาแม้ยังไม่ใช่ความเสี่ยงที่รุนแรงพอจะเปลี่ยนแนวโน้มตลาดทันที แต่สามารถทำให้นักลงทุนชะลอการเพิ่มน้ำหนักลงทุน และเพิ่มส่วนลดความเสี่ยงต่อสินทรัพย์ไทยในระยะสั้นได้
กลยุทธ์: ลดการไล่ซื้อดัชนี เน้นหุ้น DOMESTIC CPALL, CRC, DOHOME, ERW, CENTEL, BA, THAI,BDMS, BH, MTC, SAWAD, TIDLOR โดย TOPPICK เลือก CPALL, MTC, THAI
จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์