Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

33

 


แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตการลงทุนในภูมิภาคจาก Fund Flow
- แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติยังคงหนาแน่น แม้ว่าจะชะลอลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นเอเชียอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายสุทธิรวม 7,763 ล้านดอลลาร์ แม้แรงขายจะชะลอลงจากระดับ 15,843 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ก็ถือเป็นยอดขายสุทธิที่ยังคงหนาแน่น
ทั้งนี้แรงขายส่วนใหญ่มาจากตลาดหุ้นเอเชียเหนือ แต่รายละเอียดนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง กล่าวคือแรงขายในตลาดหุ้นเกาหลีใต้นั้นชะลอสู่ระดับ 2,331 ล้านดอลลาร์ (จากการขาย 12,955 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อนหน้า) แต่แรงขายในตลาดหุ้นไต้หวันนั้นกลับเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 5,866 ล้านดอลลาร์ (จากการขาย 3,517 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อนหน้า) ขณะที่ตลาด TIP กระแสเงินลงทุนยังคงไหลเข้าต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง โดยเป็นผลมาจากแรงซื้อในตลาดหุ้นไทย (+471 ล้านดอลลาร์) และฟิลิปปินส์ (+59 ล้านดอลลาร์) ส่วนอินโดนีเซียยังคงเผชิญกับแรงขาย แต่ยอดขายชะลอลงสู่ระดับ 96 ล้านดอลลาร์
- Fund Flow ที่สะสมตั้งแต่ต้นปี: ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงขายมากที่สุด
กระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นภูมิภาคในสัปดาห์ล่าสุด ส่งผลให้ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน Fund Flow ของภูมิภาคอยู่ในสถานะขายสุทธิรวม 135,499 ล้านดอลลาร์ โดยแรงขายหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งถูกนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิสะสมสูงถึง 102,491 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนราว 76% ของแรงขายรวม ตามด้วยไต้หวันที่มียอดขายสุทธิสะสม 30,166 ล้านดอลลาร์ อินโดนีเซีย 4,390 ล้านดอลลาร์ และฟิลิปปินส์ 188 ล้านดอลลาร์ ในทางตรงกันข้าม ตลาดหุ้นไทยเป็นเพียงตลาดเดียวในกลุ่มที่ยังสามารถรักษาสถานะเงินทุนไหลเข้าสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีไว้ได้ โดยมียอดซื้อสุทธิสะสม 1,736 ล้านดอลลาร์
- ภาพรวมรายอุตสาหกรรม
จากการประเมินพฤติกรรมการซื้อขายผ่าน Volume Flow Index ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบสัญญาณการสะสมหุ้นใน 2 อุตสาหกรรม ได้แก่ 1) กลุ่มธนาคาร ในตลาดหุ้นไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน และ 2) กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย และเกาหลีใต้
สำหรับแนวโน้มเซคเตอร์เด่นของไทยในสัปดาห์นี้ เราประเมินว่ากลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค และกลุ่มธนาคาร มีแนวโน้มปรับตัวได้โดดเด่นกว่าตลาด
- แรงขายหุ้น AI ยังกดดันเอเชียเหนือ ขณะที่ Fund Flow ยังหนุนตลาดหุ้นไทย
แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นภูมิภาคชะลอลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เรามองว่าทั้งตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวันจะยังเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องในระยะสั้นแม้ว่าในภาพระยะกลาง-ยาว ปัจจัยพื้นฐานจะยังไม่ได้เปลี่ยนไปก็ตาม เห็นได้จากแรงขายในหุ้นกลุ่มชิปทั่วโลก ซึ่งรวมถึงในหุ้น 2 ตัวหลักในตลาดเกาหลีใต้ ยังคงรุนแรงต่อเนื่องมาจนถึงต้นสัปดาห์นี้ (ราคาหุ้น SK Hynix ปรับลง 15% และ Samsung ปรับลง 11% ในวันจันทร์ที่ 13 ก.ค.) ปัจจัยกดดันระยะสั้นมาจาก 1) การเข้าสู่ช่วงฤดูประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/26 ท่ามกลางความคาดหวังที่สูงของผลประกอบการของหุ้นกลุ่มนี้ โดย SK Hynix คาดว่าจะประกาศในสัปดาห์หน้า
(22 ก.ค.) 2) การโยกเงินลงทุนไปยังหุ้น ADR ของ SK Hynix ที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนในสหรัฐฯ อาจทำให้เกิดแรงขายในหุ้นที่ซื้อขายอยู่ในเกาหลีใต้ 3) ระดับการใช้ Leverage และ Crowed Trade ที่มีมาก่อนหน้านี้ ยังอาจทำให้เกิดแรง Forced Sell เพิ่มเติมได้อีก แม้ว่าดัชนีจะปรับลง KOSPI จะปรับลงจากจุดสูงสุดมาแล้วกว่า 27% แล้วก็ตาม
ในอีกด้านหนึ่ง ตลาด TIP ยังคงได้รับกระแสเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยังเป็น ตลาดเดียวในภูมิภาคที่รักษาสถานะ Fund Flow สะสมเป็นบวกตั้งแต่ต้นปี สะท้อนว่าตลาดไทยยังมีโอกาสเคลื่อนไหวได้แข็งแกร่งกว่าตลาดภูมิภาคในเชิงเปรียบเทียบ


สรุปภาพตลาดวานนี้ SET แกร่งต่อ แม้มีแรงขายช่วงแรก ต่างชาติวานนี้ แรงซื้อสุทธิยังชนะแรงขาย ทำกำไรได้เล็กน้อย (+148 ลบ.) หลังซื้อต่อเนื่องมาหลายวัน สำหรับหุ้นใหญ่บวกหลัก จะเป็นธนาคาร และ Commodity แต่ที่โดดเด่นกว่ากลับเป็นหุ้นที่ นลท. ในประเทศเล่นกันเองบวกแรงพร้อม Volume (คาดมาจาก Wealth effect ด้านบวก) เช่น MGC NEO JPARK VGI SIS SYNEX BWG TURBO เป็นต้น


แนวโน้มตลาดวันนี้ จาก Fund flow สู่ News flow
เมื่อตลาดหุ้นยังหมุนต่อไปได้ตามแรงซื้อสุทธิต่างชาติ ที่เข้ามาเปลี่ยนบรรยากาศลงทุนหุ้นไทยให้กลับมาคึกคัก โดยกลุ่มนักลงทุนในประเทศที่ขายหุ้นทำกำไร จึงมีต้นทุนมาหมุนซื้อหุ้นหลากหลายกลุ่มได้มากขึ้นกว่าเดิม
โดยเฉพาะหุ้นที่เล่นดัก Fund flows เสร็จ-มีกำไร (เล่นหุ้นกะแรก ซื้อแพง ขายแพง หุ้น Big Cap) คาดเตรียมหา News flow มาเล่นต่อหุ้น กะสอง
News flow หุ้นไทยคือตัวแปรต่อยอด-จากแรงซื้อต่างชาติ ซึ่งการเล่นดักข่าวมักจะเป็นแรงซื้อหุ้นในประเทศ ที่นักลงทุนในประเทศมีข้อมูลในการตัดสินใจเลือกหุ้นรายตัวที่แน่น และเชิงลึก มีการทำการบ้านมาล่วงหน้า เช่น
(1) รู้ว่าค่าไฟจะพิจารณาอีกรอบเมื่อไรแนวโน้มเป็นเช่นไร ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าการโยนหินถามทางค่าไฟรอบใหม่ (ก.ย-ธ.ค.) อยู่ระหว่าง 3.95-4.73 บาท/หน่วย มีแนวโน้ม Upside เปิด แต่ Downside ปิดที่ 3.95 บาท จากปัจจุบัน พ.ค.-ส.ค.เฉลี่ย 3.95 บาท (หุ้นเด่น เชื่อมโยง GPSC BGRIM RATCH EGCO WHAUP GUNKUL)
(2) การแก้ กม. พรก. พรบ. ต่างๆที่อยู่ระหว่างกระบวนการ ยกตัวอย่าง เช่น ติดตาม การแก้ กม.เครดิตบูโร เพื่อปลดล็อกลูกหนี้ และเอื้อให้เกิดการเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายยิ่งขึ้น, ยิ่งได้ Virtual bank มาช่วยหมุนเงิน และ สร้างฐานข้อมูลใหม่ (เปลี่ยนมาเป็นแบบ Risk-based Pricing แทนการติดล็อค) คาดช่วยดึงคนนอกระบบเข้ามาในระบบได้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น (หุ้นกลุ่มต่อจากธนาคาร SAWAD MTC TIDLOR ไฟแนนซ์) และวันนี้เราแนะนำ เพิ่ม SAWAD เข้าพอร์ต


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร

 

 

วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นหลังจากที่ SET Index วิ่งขึ้นมาทำจุดสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี (high 1,628 จุด)
EMA: ดัชนีเรียงตัวอยู่เหนือเส้น EMA ได้อย่างสวยงาม โดยมีเส้น EMA 10 และ 25 ทำหน้าที่เป็นแนวรับ (Dynamic Support) ที่คอยพยุงเมื่อมีแรงเทขายทำกำไรระยะสั้นสลับออกมา / MACD: ยืนเหนือเส้น Signal & Zero Line) บ่งชี้โมเมนตัมขาขึ้นยังไม่จบง่ายๆ
Impulse Wave 5: คลื่น 5 ในรอบนี้ได้รับแรงหนุนจากหุ้นธนาคาร ซึ่งเป็นตัวช่วยดันดัชนี (Index Mover)

Fibonacci Extension: เป้าหมายหลักของ Wave 5 คาดหวังตามสัดส่วน 61.8% ถึง 100% จะอยู่บริเวณ 1,650 จุด
จุดเตือนภัย: ตราบใดที่ดัชนีพักตัวแล้ว ไม่หลุดต่ำกว่า 1,580 จุด โครงสร้างการขึ้นของ Wave 5 ถือว่ายังไม่เสียทรง แต่ถ้าหลุดแปลว่าคลื่น 5 อาจจะล้มเหลวและเปลี่ยนเป็นภาพการปรับฐานใหญ่แทน!

Liquidity Drive: ปัจจัยขับเคลื่อนที่แท้จริงที่ดันดัชนีทะลุ 1,600 จุดมาจากเม็ดเงินต่างชาติเป็นหลัก!

สรุป: SET Index ยังมีลุ้นวิ่งไปทดสอบ 1,650 จุด โดยมี Fund Flow ต่างชาติคอยหนุนหลัง กลยุทธ์คือ "ถือรันเทรนด์หุ้นนำตลาด ย่อตัวไม่หลุด 1,600 ตั้งรับเพิ่ม หากหลุด 1,580 ถอยคุมความเสี่ยง"


What to watch อิหร่านยิงถล่มเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลาง เสียงไซเรนเตือนภัยขีปนาวุธดังระงมในบาห์เรน ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และกาตาร์ ถูกโจมตีเช่นกัน โดยกระทรวงกลาโหม UAE เผยว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศยิงสกัดขีปนาวุธและโดรน
ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) แถลงเมื่อวันอาทิตย์ว่า กองกำลังทางอวกาศและห้วงอากาศของตนได้โจมตีอย่างหนักต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการสนับสนุนและเติมเชื้อเพลิงสำหรับเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ ณ ท่าเรือดุกม์ (Port of Duqm) ในโอมาน โดยระบุเพิ่มเติมว่าปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมายที่ศูนย์ส่งกำลังบำรุงสำหรับเรือรบของสหรัฐฯ


กกพ. เฮียริ่งค่าไฟงวดใหม่ (ก.ย.-ธ.ค.) ตั้งแต่ตรึงไว้ 3.95 บาท จนถึงปรับขึ้นเป็น 4.73 บาท
กกพ. เปิดรับฟังความคิดเห็นอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้างวดเดือนก.ย.-ธ.ค. 69 โดยเสนออัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 4 ทางเลือก อยู่ระหว่าง 3.95 - 4.73 บาท/หน่วย ภายใต้การบริหารต้นทุนเชื้อเพลิง การบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) และการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) มาช่วยบรรเทาผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และฐานะการเงินของรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 27/69 เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 69 กกพ. มีมติให้เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในงวดเดือนก.ย.-ธ.ค. 69 จำนวน 4 กรณี โดยมีอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) อยู่ระหว่าง 3.95-4.73 บาท/หน่วย เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า และผู้มีส่วนได้เสียร่วมแสดงความคิดเห็น ก่อนที่ กกพ. จะพิจารณาประกาศอัตราค่าค่าเอฟทีต่อไป

หุ้นแนะนำวันนี้
PTTGC จีซี โพลีออลส์ จํากัด (GCP) ปรับแผนการผลิตเพื่อหยุดผลขาดทุนระยะยาวใน PTTGC และเปิดโอกาสในการขายผลิตภัณฑ์ Polyois ให้ลูกค้าภายนอก หนุนกำไรระยะยาว PTTGC ราว 1.5 พันล้านบาทต่อปี
แนวรับ 33.75 ต้าน 35/36 Stop loss 33


Tactical port เพิ่ม SAWAD

 

 

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

KTC (Idea)
บัตรกรุงไทย
ปลดล็อค Upside
วันนี้เรามี IDEA call และแนะนำซื้อในระดับมั่นใจอย่างมาก (Conviction BUY) สำหรับ KTC (ราคาเป้าหมาย 42 บาท) จาก 3 เหตุผล ได้แก่
1) KTC ได้เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากว่า 2 ปีแล้ว ทำให้คุณภาพสินเชื่อของลูกค้าใหม่ๆ ดีขึ้น รวมไปถึงได้เร่งตั้งสำรองหนี้ฯมาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดมี loan-loss coverage ratio เพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ 408% ทำให้เรามองว่า KTC ไม่ได้มีความจำเป็นต้องตั้งสำรองในระดับสูงเหมือนปี 2024-25 นอกจากนี้ ความเสี่ยงในด้านอัตราเงินเฟ้อก็ผ่อนคลายลง และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลและช่วยเหลือค่าครองชีพก็น่าจะช่วยให้คุณภาพสินทรัพย์ของ KTC ยังดีในปีนี้
2) เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026 ขึ้น 5% จากการปรับลดสมมติฐาน credit cost ลงจาก 5.5% มาที่ 5.1% ทำให่แนวโน้มกำไรปีนี้จะขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 8.5 พันล้านบาท เติบโต 9% YoY โดยกำไรปีนี้ของเราจะสูงกว่า Bloomberg consensus ราว 4% ทำให้เรามองว่ามีโอกาสที่ตลาดจะปรับเพิ่มประมาณการกำไรของ KTC ขึ้นได้ หลังจากประกาศงบ 2Q26 ในเย็นวันศุกร์นี้
3) เราคาดกำไร 2Q26 ของ KTC ที่ 2.1 พันล้านบาท เติบโต 11% YoY (NIM ขยายตัวและ credit cost ลดลง) แต่ลดลง 3% QoQ (credit cost เพิ่มขึ้น QoQ) ในด้านคุณภาพสินทรัพย์เราคาดว่าจะยังดีต่อเนื่องจาก 1Q26

 

 

BDMS
กรุงเทพดุสิตเวชการ
สร้างฐานเพื่อไปต่อในปี 2027
เรามองว่า 2Q26 จะเป็นจุดต่ำสุดของปี โดยคาดกำไรหลัก 3.4 พันล้านบาท ลดลง 3% YoY และ 17% QoQ จากผู้ป่วยไทยที่ชะลอตัว และรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและกัมพูชา ขณะที่ต้นทุนส่วนใหญ่เป็นต้นทุนคงที่ ทำให้อัตรากำไร EBITDA ลดลงเหลือ 22% จาก 22.7% ในปีก่อน อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิลดลงเพียง 1% YoY จากการรับรู้เงินเคลมประกันน้ำท่วมโรงพยาบาลหาดใหญ่ราว 72 ล้านบาท

แต่ประเด็นสำคัญ คือ รายได้เริ่มทยอยฟื้นตั้งแต่เดือน มิ.ย. โดยรายได้ผู้ป่วยตะวันออกกลางปรับดีขึ้นต่อเนื่อง จากเดิมติดลบ 36% YoY ในเดือน เม.ย. เหลือ 20% ในเดือน พ.ค. และ 15% ในเดือน มิ.ย. ขณะที่ผู้ป่วยจากเมียนมาเติบโต 20-30% YoY เริ่มเข้ามาชดเชยรายได้จากผู้ป่วยกัมพูชาที่ลดลง

สำหรับ 2H26 เรามองว่าจะได้แรงหนุนจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) การฟื้นตัวของเส้นทางการบินระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยต่างชาติกลับมา และ 2) การเพิ่มจำนวนเตียงใหม่ของ BDMS หัวหิน 50 เตียง และ BDMS สุราษฎร์ธานี 70 เตียง ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้มากขึ้นในครึ่งปีหลัง โดยโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีมีข้อได้เปรียบจากการใช้พื้นที่อาคารเดิม ทำให้ค่าเสื่อมราคาเพิ่มไม่มาก

ทั้งนี้ เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2026 ลงเล็กน้อย 2% และปี 2027 ลง 1.2% เพื่อสะท้อนผลกระทบในช่วง 1H26

Fundamental view: อย่างไรก็ตาม เราได้ Roll over ราคาเป้าหมายไปสิ้นปี 2027 ที่ 23 บาท (อิง PER 21 เท่า) และยังคงคำแนะนำ ซื้อ โดยมองว่ากำไรจะกลับมาฟื้นตัวในครึ่งปีหลังจากการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติและการขยายจำนวนเตียงใหม่

 

 

Commodities Tracker
ค่าระวางเรือเทกองเด่นสุด จับตาความตึงเครียดตะวันออกกลาง
แม้การเปิดใช้ ช่องแคบฮอร์มุซ จะช่วยลดความกังวลด้านอุปทานพลังงาน แต่ความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ ที่กลับมาปะทุอีกครั้งยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
ราคาน้ำมันดิบดูไบ ปรับขึ้น 2.32 เหรียญ/บาร์เรล WoW มาอยู่ที่ 68.15 เหรียญ/บาร์เรล จากความกังวลด้านอุปทาน ขณะที่ Singapore GRM ลดลงเล็กน้อย 0.28 เหรียญ เหลือ 20.31 เหรียญ/บาร์เรล หลังส่วนต่างน้ำมันเบนซินและน้ำมันเตาอ่อนตัว แม้ส่วนต่างน้ำมันอากาศยานและดีเซลยังปรับเพิ่มขึ้นจากมาตรการห้ามส่งออกของรัสเซียและสต๊อกสหรัฐฯ ที่ลดลง

ส่วนต่างปิโตรเคมี (Chemical Spread) อ่อนตัวลงทุกผลิตภัณฑ์หลัก จากต้นทุน Naphtha ที่ปรับขึ้นเร็วกว่าราคาผลิตภัณฑ์ โดย HDPE Spread ลดลง 81 เหรียญ/ตัน เหลือ 445 เหรียญ/ตัน ขณะที่ Ethylene, Propylene และ PP Spread ปรับลดลงเช่นกัน

ส่วนราคาถ่านหิน Newcastle ทรงตัวที่ 130.8 เหรียญ/ตัน จากอุปสงค์ในภูมิภาคที่ยังแข็งแกร่ง

ค่าระวางเรือเป็นไฮไลต์ของสัปดาห์ โดย BDI พุ่ง 11% WoW นำโดย Capesize +20% WoW ขณะที่ Panamax +3% และ Supramax +1% สะท้อนอุปสงค์การขนส่งที่เพิ่มขึ้นในช่วง High Season ส่วน World Container Index เพิ่มขึ้นอีก 2% WoW ต่อเนื่อง


Fundamental view: เรามองว่าหุ้นเดินเรือ PSL, TTA และ RCL มีโอกาสได้อานิสงส์ระยะสั้นจากค่าระวางเรือที่ปรับขึ้นตามฤดูกาล (อาจเก็งกำไรได้) ขณะที่ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ยังคงเลือก IVL และ PTTGC เป็นหุ้นเด่น จากส่วนต่างปิโตรเคมีที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้จะอ่อนตัวลงจากสัปดาห์ก่อน หากหุ้นอ่อนตัว เป็นโอกาสเข้าซื้อ

 


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความล่าสุด

ตามสถานการณ์ By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง ชั่วโมงนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่า เกาะติด ตามสถานการณ์ อย่างใกล้ชิด แม้เรื่องเดิม เดิม แต่ก็มี...

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้