Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

35


แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตการลงทุนในภูมิภาคจาก Fund Flow


แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติยังคงหนาแน่น แม้ว่าจะชะลอลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นเอเชียอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายสุทธิรวม 15,842 ล้านดอลลาร์ แม้แรงขายจะชะลอลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าซึ่งมียอดขายสูงนับตั้งแต่เราเริ่มจัดเก็บข้อมูลในปี 2000 ที่ 21,744 ล้านดอลลาร์ แต่ยังคงเป็นยอดขายสุทธิรายสัปดาห์ที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่เราเริ่มจัดเก็บข้อมูล

ทั้งนี้แรงขายส่วนใหญ่มาจากตลาดหุ้นเอเชียเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกาหลีใต้ที่แรงขายยังคงเร่งตัวขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าสู่ระดับ 12,955 ล้านดอลลาร์ ส่วนตลาดหุ้นไต้หวันนั้นแรงขายชะลอลงสู่ 3,517 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ตลาด TIP กระแสเงินลงทุนพลิก กลับมาไหลเข้าได้เป็นครั้งแรกในรอบ 8 สัปดาห์ โดยเป็นผลมาจากแรงซื้อในตลาดหุ้นไทย (+786 ล้านดอลลาร์) ส่วนอินโดนีเซีย กับฟิลิปปินส์นั้นยังคงเผชิญกับแรงขาย แต่ยอดขายชะลอลงสู่ระดับ 153 ล้านดอลลาร์ และ 3 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ


ภาพรวมรายอุตสาหกรรม
จากการประเมินพฤติกรรมการซื้อขายผ่าน Volume Flow Index ในรอบสัปดาห์ที่ ผ่านมา พบสัญญาณการสะสมหุ้นในกระจายในหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ 1) กลุ่ม Transportation & Logistics ในตลาดหุ้น ไทย เกาหลีใต้ และไต้หวัน 2) กลุ่มธนาคาร ในตลาดหุ้นไทย ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ 3) กลุ่มอสังหา ในตลาดหุ้นไทย และฟิลิปปินส์ 4) กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค ในตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน 5) กลุ่ม ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และไต้หวัน
สำหรับแนวโน้มเซคเตอร์เด่นของไทยในสัปดาห์นี้ เราประเมินว่ากลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค และกลุ่มปิโตรเคมี มีแนวโน้มปรับตัวได้โดดเด่นกว่าตลาด โดยดัชนี Volume Index ของทั้งสองเซคเตอร์ดังกล่าวได้ปรับลงมาแตะระดับ Mid-point ซึ่งคาดว่าจะมีการฟื้นตัวจากบริเวณดังกล่าวได้


Fund Flow ตลาด TIP ฟื้นตัว แต่หุ้นเกาหลีใต้ยังเผชิญแรงกดดันจากกลุ่ม Semiconductor
แม้ว่ากระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นเอเชียในระดับสูง แต่แรงขายเริ่มมีลักษณะกระจุกตัวมากขึ้นในตลาดหุ้นเอเชียเหนือ โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ขณะที่ตลาด TIP เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวของ Fund Flow หลังต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์ สะท้อนว่าแรงขายในภูมิภาคเริ่มลดแรงกดดันลง และนักลงทุนต่างชาติเริ่มเลือกลงทุนแบบ Selective มากขึ้น แทนที่จะลดน้ำหนักการลงทุนทั้งภูมิภาคพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม เรามองว่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันต่อในระยะสั้น แม้ว่าดัชนี Volume Flow Index ของเกือบทุกอุตสาหกรรมที่เราติดตามจะเริ่มฟื้นตัว แต่กลุ่ม Semiconductor ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีน้ำหนักสูงที่สุดในดัชนี KOSPI กลับเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ยังคงอ่อนแอและปรับตัวสวนทางกับตลาด สะท้อนว่ากระแสเงินทุนยังไม่กลับเข้าสู่หุ้นขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้ ทำให้โอกาสที่ดัชนี KOSPI จะฟื้นตัวได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้นยังค่อนข้างจำกัด


ประเมินแนวโน้มดัชนี SET จาก Market-Timing Indicator
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.5% ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามความ ผันผวนได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เผชิญแรงกดดัน เราคาดว่าความผันผวนของตลาดหุ้นไทยจะยังคงอยู่ในระดับสูงในระยะอันใกล้ เนื่องจากดัชนี Composite Medium-term ได้เริ่มอ่อนแอลงจากโซน Overbought และยังมีพื้นที่ให้ปรับลงได้อีก เนื่องจากองค์ประกอบย่อยด้านดัชนี Medium-Term Bull-to-Bear ยังคงอยู่ในโซน Overbought ขณะที่ดัชนี Medium-Term Momentum Strength และ Volume Flow Index แม้ว่าจะปรับตัวลงมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับใกล้ Upper-bound เราจึงคาดว่าดัชนี SET จะยังคงไม่สามารถทะลุแนวต้านสำคัญที่ 1,620 จุดได้ ไปอีกระยะหนึ่ง

เราประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนี SET ในช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้า (7-20 ก.ค.) ไว้ที่ระดับ 1,500 – 1,620 จุด


สรุปภาพตลาดวานนี้ SET แกว่งตัวอยู่บริเวณเดิม ยังไม่ผ่านแนวต้าน 1620 (ชนแล้วกลับลงมาก่อน) ขณะที่หุ้นใหญ่ ขึ้น-ลง สลับกันแล้ว (หลังขึ้นเกือบยกแผงมาก่อน) โดยหุ้นฝั่งมีแรงขายมา ธนาคารพาณิชย์ KBANK KTB BBL SCB BAY กลุ่มยังมีแรงซื้อต่อหลังๆ ปิโตร-พลังงาน-โรงไฟฟ้า PTTGC SCC TOP PTTEP GULF BGRIM GPSC RATCH ขณะที่หุ้นบวกแรงอื่นๆ CPF FSMART STA STGT ASK THANI ฯลฯ


แนวโน้มตลาดวันนี้ เงิน ไม่ฝืด


คงคาดภาวะตลาดหุ้นไทยโดยรวม ไม่ฝืดและมีความคล่องตัวสูง ตามสภาพคล่องที่หนุนระบบลงทุนหุ้นไทย ทั้งจากปัจจัยในระบบ (Systematic) ที่เอื้อต่อสภาพคล่องไหลเข้า เช่น ภัยสงครามตะวันออกกลางที่คลี่คลายตามลำดับ แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายต่อระบบในวงกว้าง เช่น เงินเฟ้อไทยเมื่อวานที่ปรับขึ้นแต่ไม่ได้เกินกว่าควบคุมและต่ำกว่าตลาดคาดการณ์, ภาวะ Supply shock ที่ได้รับการแก้ไข จนไม่ได้กระทบกระบวนการผลิต, ที่สำคัญการย้ายฐานการผลิต และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าในภูมิภาคนี้...

สะท้อนผ่านแรงซื้อจาก นลท.ต่างชาติต่อหุ้นไทย, ลักษณะการหมุนกลุ่มหุ้นเล่น เช่น เมื่อกลุ่ม สินค้าโภคภัณฑ์พักฐานจบ ก็พร้อมกลับมาเล่น เช่น PTTGC TOP PTT IVL SCC

นอกจากนี้ยังมีประเด็นหนุนในประเทศ ดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าไทยทางตรง เช่น ค่าไฟดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยที่ถูกกว่าคู่แข่ง: ความชัดเจน พรก.กู้เงินที่กำลังจะได้ข้อสรุป, มาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ (คนละค่อน, ดอกเบี้ยคนละครึ่ง), การเปิดธนาคารไร้สาขา ฯลฯ
กลยุทธ์จึงได้ติดตามแรงซื้อฝั่งนักลงทุนต่างชาติมาตลอด ผ่านการอ่านทาง Sector rotation, หน้าหุ้นที่โรบอทเทรดซื้อๆขายๆ, โมเมนตั้มของแรงซื้อ ฯลฯ และได้ข้อสรุปหลักๆ คือ แรงซื้อต่างชาติที่คาดว่ายังอยู่กับเรา (หุ้นไทย) และจะหมุนไปเล่นกลุ่มต่างๆ ตามจังหวะ ของการเล่นรอบ การหาหุ้นที่พักฐานราคาหุ้นเซ็ตตัวพร้อมรีบาวด์

เราจึงปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับแรงซื้อต่างชาติ โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา กะแรก (1) ซื้อแพง ขายแพง หุ้นกลุ่มธนาคารและหุ้นมูลค่าตลาดใหญ่ (Big-Market Cap) สามารถเก็งกำไรได้ พร้อมกับวาง trailing stop หากราคาร่วงลงแรงผิดทาง
กะสอง (2) ช่วงครึ่งหลังเดือน ก.ค. คาดว่างบการเงินกลุ่ม Non-Bank จะทยอย ออกรายงานคาดการณ์งบ และเราชิงจังหวะเก็บหุ้นกลุ่มนี้ไว้ก่อนเลย เช่น เครื่องดื่มชูกำลัง, หุ้นอุปโภคบริโภค (หมู ไก่)


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร

วิเคราะห์ทางเทคนิค
ภาพรวม: SET Index พลิกโฉมเป็น sideways up หลังจากพุ่งทะลุแนวต้านสำคัญระดับจิตวิทยา 1,600 ขึ้นมาได้สำเร็จ
สัญญาณแนวโน้ม: การยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย EMA 10 &25 วัน และการทำ Higher High สะท้อนภาพขาขึ้นที่แข็งแกร่ง
OBV (ปริมาณหุ้นสะสม): เม็ดเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง สัปดาห์ที่ผ่านมาเฉพาะกลุ่มต่างชาติซื้อสุทธิหลายพันล้านบาทต่อวัน สะท้อน OBV จ่อทะลุ high!
แนวรับสำคัญ: 1,590 – 1,600 จุด หากย่อตัวลงมาทดสอบแล้วไม่หลุด จะเป็นการสร้างฐานใหม่ที่แข็งแรงมาก
แนวต้าน: ด่านย่อย 1,630 ด่านหลัก 1,650 จุด
สรุป: หากมีการสลับกลุ่ม (Rotation) มายังกลุ่มค้าปลีกหรือกลุ่มที่ยังอยู่โซนล่าง เป็นโอกาสที่ดีในการสะสมเพื่อรันเทรนด์ไปกับทิศทาง Fund Flow ไหลเข้า โดยใช้แนวรับสำคัญที่ 1,590-1,600 จุดเป็นเกณฑ์คุมความเสี่ยง




What to watch
นางคริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะยุติวาระการดำรงตำแหน่งก่อนกำหนด ขณะที่เธอกำลังพิจารณาโอกาสในการเข้าสู่แวดวงการเมืองของฝรั่งเศส

นางลาการ์ด ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งประธาน ECB ในเดือนตุลาคม 2570 ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ Les Echos ของฝรั่งเศสว่า การอำลาตำแหน่งก่อนครบวาระเป็น ความเป็นไปได้ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในปีดังกล่าว

พรก.กู้เงิน มีกำหนดพิจารณา 9 ก.ค. นี้ ด้านรองฯเอกนิติ ดันนโยบายปีแห่งการลงทุน ชู Thailand Fast Pass ดันเม็ดเงิน FDI แตะ 1 ล้านล้านบาท พร้อมดึงเม็ดเงินลงทุนรัฐวิสาหกิจ 2.7 แสนล้านลงระบบเศรษฐกิจ ชดเชยงบลงทุนหด

ทั้งนี้กลยุทธ์สำคัญคือการเปลี่ยนผ่านโดยกำหนดให้ Thailand FastPass กำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับการส่งเสริมการลงทุนต้องลงเม็ดเงินจริงอย่างน้อย 20% ภายในปีนี้

"ทรัมป์" ขู่เก็บภาษี 100% ต่อประเทศที่เรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัลกับบริษัทสหรัฐ (META, Alphabet, Amazon) ประเทศที่จะเรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัล (Digital Services Tax) ต่อบริษัทของสหรัฐ จะต้องเผชิญกับการถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตรา 100% 'หลายประเทศในยุโรปกำลังหารือกันเกี่ยวกับการเตรียมบังคับใช้ภาษีบริการดิจิทัลต่อบริษัทของสหรัฐ และบางประเทศก็ใกล้ที่จะดำเนินการดังกล่าวแล้ว'
รายงานการประชุม เฟด วันพุธ นี้


หุ้นแนะนำวันนี้
TCAP หุ้นกลุ่มธนาคาร กำลังทำจุดสูงสุดใหม่ เราแนะนำ ซื้อแพง ขายแพง ไปจนกว่าจะจบรอบงบ งบออกครบภายในครึ่งแรกของเดือน ก.ค.
แนวรับ 69 ต้าน 71.5 Stop loss 68

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Quantitative Strategy
ความผันผวนของตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นตามคาด
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.5% ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามความผันผวนได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เผชิญแรงกดดัน เราคาดว่าความผันผวนของตลาดหุ้นไทยจะยังคงอยู่ในระดับสูงในระยะอันใกล้ ทั้งนี้ดัชนี Composite Short-term ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสองสัปดาห์ก่อนหน้า หนุนจากดัชนี Short-term Bull-to-Bear ที่เพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น 60% อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นดังกล่าวถูกหักล้างโดยดัชนี Short-term Momentum ที่ลดลงจาก 24.0 จุดสู่ 14.7 จุด โดยรวมแล้วทั้งสองดัชนีดังกล่าวชี้ว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะยังคงเผชิญความผันผวนในระยะอันใกล้ ขณะดัชนี Composite Medium-Term อ่อนแอลงเล็กน้อยในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉุดจากการปรับลดลงของทั้งดัชนี Medium-Term Momentum Strength และ Volume Flow Index จากการที่ดัชนี Composite Medium-Term เริ่มปรับลดลงจาก Upper Bound แล้ว เราจึงคาดว่าดัชนี SET จะยังคงไม่สามารถทะลุแนวต้านสำคัญที่ 1,620 จุดได้ ไปอีกระยะหนึ่ง เราประเมินกรอบการแกว่งตัวของ SET ที่ระดับ 1500-1620 จุดในช่วงวันที่ 7-20 ก.ค.

Econ
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไทยเดือน มิ.ย. บวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไทยเดือนมิถุนายน 2026 ขยายตัว 2.42% YoY (แต่หดตัว 0.34% MoM) ต่ำกว่าตลาดคาด แม้จะขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จากราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าหรือเทียบกับระดับเพดานราคาเดิม แต่แรงหนุนจากพลังงานเริ่มชะลอลงจากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันเงินเฟ้อกำลังเปลี่ยนผ่านจากหมวดพลังงานไปสู่สินค้าและบริการในประเทศในวงกว้างขึ้น สะท้อนจาก Core CPI ที่เร่งตัวและการเริ่มส่งผ่านต้นทุนของภาคธุรกิจ โดย Core CPI เร่งตัวสู่ 1.23% YoY จากทยอยส่งผ่านหลายกลุ่ม เช่น อาหารพร้อมทาน อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และภาคบริการ (อาทิ ค่ารักษาพยาบาล) สอดคล้องกับส่วนต่างระหว่าง PPI และ CPI ที่แคบลง ซึ่งบ่งชี้ว่ากระบวนการ Cost Pass-through เริ่มเกิดขึ้นและมีแนวโน้มทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อกระจายในวงกว้างขึ้น

ทั้งนี้ Pricing Power ยังแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มสินค้าและบริการ แม้ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการได้ แต่หลายธุรกิจยังเผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูกและกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลให้สินค้าหลายหมวดยังปรับราคาลดลงและผู้ประกอบการยังต้องแบกรับต้นทุนไว้บางส่วน
Economist view: เรายังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2026 ที่ 2.9% YoY (กรณีฐาน) โดยคาดว่าแรงส่งจากต้นทุนพลังงานจะทำให้ผู้ประกอบการทยอยปรับขึ้นราคาในวงกว้างขึ้น และความเสี่ยงจากภาวะเอลนีโญที่น่าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นในช่วง 2H26

 

 


Commodities Tracker
ค่าการกลั่นยังแข็งแกร่งสุด
ราคาน้ำมันดิบยังปรับตัวลงต่อ หลังการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซช่วยคลายความกังวลด้านอุปทาน ขณะที่ค่าการกลั่น (GRM) ยังปรับขึ้นต่อจากภาวะอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปที่ตึงตัว อย่างไร ก็ตาม เรายังคงมองว่าค่าการกลั่นและราคาพลังงานมีแนวโน้มอ่อนตัวลงในระยะถัดไป จึงยังแนะนำหลีกเลี่ยงกลุ่มโรงกลั่นและต้นน้ำ
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบดูไบลดลงอีก 2.37 ดอลลาร์/บาร์เรล WoW มาอยู่ที่ 65.84 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังความกังวลเรื่องอุปทานคลี่คลาย ขณะที่ Singapore GRM เพิ่มขึ้น 4.96 ดอลลาร์ WoW เป็น 20.59 ดอลลาร์/บาร์เรล จากส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยานและดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะอุปทานตึงตัวในยุโรปและสต๊อกสิงคโปร์ที่ลดลง

ด้านปิโตรเคมี ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เคลื่อนไหวผสมผสาน โดย Ethylene, HDPE และ PP Spread ปรับลดลง ขณะที่ Propylene Spread เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ส่วนราคาถ่านหิน Newcastle ลดลงต่อ 4% WoW เหลือ 130.88 ดอลลาร์/ตัน จากความต้องการใช้ถ่านหินทดแทนก๊าซที่ชะลอลง
ค่าระวางเรือ BDI ลดลงอีก 1% WoW สะท้อนแรงกดดันต่อกลุ่มเรือเทกอง ขณะที่ World Container Index เพิ่มขึ้น 9% WoW แตะ 4,530 จุด หนุนมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มเรือคอนเทนเนอร์

Fundamental view: เรายังให้น้ำหนัก IVL และ PTTGC เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ จากมุมมองว่าส่วนต่างราคาปิโตรเคมียังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง แม้ราคาน้ำมันจะอ่อนตัวลง

ขณะที่ยังระมัดระวังกลุ่มต้นน้ำ, โรงกลั่น และเรือเทกอง จากแนวโน้มราคาพลังงานและค่าระวางเรือที่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น

 

 

PTTEP
ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม
แม้ 2Q26 กำไรเด่น แต่ราคาน้ำมันอ่อนตัวจำกัด Upside หุ้น
เราคาด กำไรหลัก 2Q26 อยู่ที่ 2.40 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 71% YoY และ 21% QoQ จากปริมาณขายและราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลง ขณะที่หากรวมกำไร Hedging ราคาน้ำมัน คาดกำไรสุทธิจะอยู่ที่ 2.71 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 100% YoY และ 129% QoQ

ปัจจัยหนุนหลักมาจากปริมาณขายที่คาดเพิ่มเป็น 567,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันต่อวัน (+12% YoY, +2% QoQ) และ ASP เพิ่มเป็น 52.9 ดอลลาร์/boe (+20% YoY, +15% QoQ) จากราคาน้ำมันและราคาก๊าซที่สูงขึ้น ขณะที่ต้นทุนต่อหน่วยลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

อย่างไรก็ตาม เรามองว่าภาพครึ่งหลังปี 2569 จะเผชิญแรงกดดันจากอุปทานน้ำมันที่เพิ่มขึ้น หลังการเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง การเพิ่มกำลังผลิตของ OPEC+ การส่งออกน้ำมันของ UAE ที่เร่งตัว รวมถึงการกลับมาของอุปทานจากอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มอ่อนตัว แม้อุปสงค์จะทยอยฟื้นตัวตามราคาน้ำมันที่ลดลง
สำหรับ 3Q26 คาดกำไรหลักยังเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน จากปริมาณขายและ ASP ที่ยังสูงกว่าปีก่อน แต่จะลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากปริมาณขายและราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง ทั้งนี้ ประเมินปริมาณขาย ลดลง 2% QoQ (เพิ่มขึ้น 9% YoY)

Fundamental view: เราคงคำแนะนำเพียง ถือ แม้ผลประกอบการ 2Q26 จะออกมาแข็งแกร่ง แต่การอ่อนตัวของราคาน้ำมันทำให้ยังไม่เห็นปัจจัยบวกใหม่ต่อราคาหุ้น


ทั้งนี้ ประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันดูไบทุกๆ 1 ดอลลาร์/บาร์เรล จะกระทบประมาณการกำไรปี 2026 ราว 2% อย่างไรก็ตาม ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งยังช่วยให้ PTTEP สามารถรักษา Dividend Yield ระดับ 7-8% ซึ่งจะเป็นปัจจัยรองรับราคาหุ้นในระยะต่อไป

 


TIDLOR
ติดล้อ โฮลดิ้งส์
ธุรกิจเช่าซื้อรถบรรทุกได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราได้จัด virtual conference ของ TIDLOR แล้วตามด้วย ASK ซึ่งทั้ง 2 บริษัทประเมินว่าธุรกิจเช่าซื้อรถบรรทุกได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะทยอยฟื้นตัวใน 2H26

โดย TIDLOR ยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อปีนี้ที่ 5-10% YoY และทิศทางสินเชื่อจะเติบโตเร่งตัวขึ้นใน 2Q26 ซึ่งก็สอดคล้องกับสมมติฐานของเรา ขณะที่ ASK ก็ประเมินว่าทิศทางสินเชื่อจะทยอยฟื้นตัวใน 2H26 ทำให้เราประเมินว่าอาจะมี upside สำหรับสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกของ TIDLOR ได้บ้างราว 1-3% ในปีนี้
ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ของ TIDLOR เราประเมินว่าจะยังดีต่อเนื่องในปีนี้ เพราะได้ตั้งสำรองหนี้ฯ ไว้สูงแล้ว ขณะที่ความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อก็ลดลงต่อเนื่อง ทำให้เราคาดว่า credit cost ของ TIDLOR จะลดลง YoY ใน 2H26 ซึ่งก็สอดคล้องกับมุมมองของ ASK ที่ประเมินว่าทิศทาง NPLs ของ ASK ก็จะทยอยลดลงต่อเนื่องใน 2H26

ทั้งนี้ ปัจจุบันเราเห็น upside จากสมมติฐาน credit cost ปี 2026 ของ TIDLOR ราว 13bps หรือคิดเป็น upside ของกำไรปีนี้ ราว 2% นอกจากนี้ ยังคาดทิศทาง cost of funds ก็จะทยอยลดลงในช่วงที่เหลือของปี


Fundamental view: เรายังแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 24 บาท


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

เขาเด้ง เราเด้ง ตาม By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เมื่อหลายตลาดเอเชีย ปรับตัวขึ้น หุ้นไทย ก็เด้ง แบบเล็ก เล็ก หลังจาก.....

ตามสถานการณ์ By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง ชั่วโมงนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่า เกาะติด ตามสถานการณ์ อย่างใกล้ชิด แม้เรื่องเดิม เดิม แต่ก็มี...

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้