ตลาดไม่กลัวเศรษฐกิจชะลอ แต่กังวลกลุ่มชิป
HORIZON MARKET VIEW
• เม็ดเงินยังคงมีการโยกย้ายออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมายังกลุ่ม VALUE และDEFENSIVE ต่อเนื่อง สะท้อนจากวานนี้ดัชนี NASDAQ -0.8% วิ่งสวนทางกับดัชนีDOW JONES +1.1% ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ (ALL TIME HIGH) อีกทั้ง ดัชนีSEMICONDUCTOR ปรับตัวลงรวมกว่า 11% ภายในเวลาเพียง 2 วันติด ท่ามกลางความกังวลการแข่งขันในอุตสาหกรรม AI กำลังขยายวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มชิป
• ขณะที่ภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ เห็นสัญญาณตลาดแรงงานสหรัฐฯ ลดความร้อนแรงลงแต่ยังไม่ถึงขึ้นวิกฤตจนน่ากังวล หลังการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเดือน มิ.ย. 69ยังเพิ่มขึ้น 56,000 ราย บวกกับอัตราการว่างงานสหรัฐฯ เดือน มิ.ย. 69 ลดลงมาอยู่ที่4.2% ภาวะดังกล่าว ช่วยคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อโดยไม่ทำให้เศรษฐกิจถดถอยและยังหนุนมุมมอง FED คงดอกเบี้ย ในรอบการประชุมเดือน ก.ค. นี้
REGION RADAR
• ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เรามีมุมมอง SLIGHTLY UNDERWEIGHT โดยดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นแรง 14% ในไตรมาส 2 แนวโน้มในไตรมาส 3คาดว่าดัชนี S&P500 อาจปรับตัวขึ้นได้ในช่วงแรกหนุนจากผลประกอบการไตรมาส 2 ที่คาดว่ายังคงแข็งแกร่งแต่เดือน ก.ย. ต้องระวัง
• กลยุทธ์การลงทุนหุ้นสหรัฐฯ สำหรับไตรมาส 3 แนะนำ SELECTIVEPLAY ในหุ้นที่มีการเติบโตของกำไรในระดับที่สูง โดยกลุ่ม MAG7 เราชื่นชอบ APPLE มากที่สุด
THAI FOCUS
• อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (YOY) มีแนวโน้มเร่งตัวสูงในช่วงที่เหลือของปี แต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของธปท. (1-3%) อีกทั้งตลาดตราสารหนี้ได้รับรู้ความเสี่ยงนี้ไประดับหนึ่งแล้ว สะท้อนจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปีที่เคยดีดตัวสูงสุดถึง 2.41% ก่อนจะย่อตัวลงมาอยู่ระดับ2.06%
• ดังนั้น คาดว่า กนง. จะยังคงท่าทีเพื่อรอดูตัวเลขเศรษฐกิจเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจเรื่องทิศทางดอกเบี้ย เนื่องจากมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากฝั่งนโยบายการคลังเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจอยู่แล้ว
SYNAPSE STRATEGY
• แม้มีปัจจัยกดดันจากหุ้นกลุ่ม AI ปรับฐาน และราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง ซึ่งกระทบหุ้นกลุ่ม BIG CAP ในไทยที่มีสัดส่วน MARKETCAP 50% แต่วานนี้SET ยังปิดบวกได้ 5.33 จุด โดยได้แรงหนุนจากFLOW ต่างชาติที่ไหลเข้ากว่า 8.5 พันล้านบาท(มากสุดรอบ 1 เดือน)
• หุ้นที่ FLOW ต่างชาติซื้อวานนี้(เรียงมูลค่ามากไปน้อย) คือ BDMSSCB KBANK KKP KCE TOP SAWAD SPRC TIDLOR GLOBALAOT ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในกลุ่ม DOMESTIC VALUE PLAY ซึ่งน่าจะมีทิศทางไปต่อได
HORIZON MARKET VIEW
กลุ่มหุ้นชิปยังคงโดนเทกระจาด
เม็ดเงินยังคงมีการโยกย้ายออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมายังกลุ่ม VALUE และ DEFENSIVE ต่อเนื่อง สะท้อนจากวานนี้ดัชนีNASDAQ -0.8% วิ่งสวนทางกับดัชนี DOW JONES +1.1% ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ (ALL TIME HIGH)อีกทั้ง ดัชนี SEMICONDUCTOR ปรับตัวลงรวมกว่า 11% ภายในเวลาเพียง 2 วันติด ท่ามกลางความกังวลการแข่งขันในอุตสาหกรรม AI กำลังขยายวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มชิป
ขณะที่ภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ เห็นสัญญาณตลาดแรงงานสหรัฐฯ ลดความร้อนแรงลง แต่ยังไม่ถึงขึ้นวิกฤตจนน่ากังวล หลังการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเดือน มิ.ย. 69 ยังเพิ่มขึ้น 56,000 ราย บวกกับอัตราการว่างงานสหรัฐฯ เดือน มิ.ย. 69 ลดลงมาอยู่ที่ 4.2% ภาวะดังกล่าว ช่วยคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อโดยไม่ทำให้เศรษฐกิจถดถอย และยังหนุนมุมมอง FED คงดอกเบี้ย ในรอบการประชุมเดือน ก.ค. นี้
REGION RADAR
มุมมองการลงทุนในไตรมาส 3 ของหุ้นสหรัฐฯ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เรามีมุมมอง SLIGHTLY UNDERWEIGHTโดยดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นแรง 14% ในไตรมาส2 (1 เม.ย. –29 มิ.ย.) หลังได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการในไตรมาส 1 ที่ออกมาแข็งแกร่ง โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มMEMORY อาทิ MICRON (MU US) +239% และ SANDISK (SNDK US) +222% จากราคา DRAM และ NANDมีการปรับตัวขึ้นแรงต่อเนื่อง อีกทั้งหุ้นในกลุ่มเครื่องจักรผลิตชิป (EQUIPMENT) ปรับตัวขึ้นแรงเช่นกัน อาทิAPPLIED MATERIALS (AMAT US) +103% และ LAM RESEARCH (LRCX US) +92% หนุนจากเม็ดเงินลงทุนCAPEX ของบริษัท BIG TECH ที่ยังปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
แนวโน้มในไตรมาส 3 คาดว่าดัชนี S&P500 อาจปรับตัวขึ้นได้ในช่วงแรกหนุนจากผลประกอบการไตรมาส 2 ที่คาดว่ายังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องจากไตรมาส 1 สะท้อนผ่าน GUIDANCE ของบริษัทต่างๆ และ EPS REVISION ของดัชนี S&P500 ที่ยังคงปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าในช่วงปลายไตรมาส 3 ดัชนี S&P500 อาจมีการย่อตัวลงมาได้ หากอิงตามสถิติผลตอบแทนของดัชนี S&P500 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าเดือน ก.ย. เป็นเดือนที่ให้ผลตอบแทนที่แย่ที่สุด เฉลี่ย -2%
หุ้นสหรัฐฯ ที่น่าสนใจไตรมาส 3
กลยุทธ์การลงทุนหุ้นสหรัฐฯ สำหรับไตรมาส 3 แนะนำ SELECTIVE-PLAY ในหุ้นที่มีการเติบโตของกำไรในระดับที่สูง โดยกลุ่ม MAG7 เราชื่นชอบ APPLE มากที่สุด (ก่อนหน้านี้เราชอบ NVIDIA) โดย APPLE ปีนี้คาดว่าบริษัทจะมีการเปิดตัว IPHONE รุ่นใหม่ที่ตลาดจับตามองอย่าง “IPHONE FOLD” ล่าสุด TIM COOK ประกาศลาออกจากตำแหน่ง CEO มีผลวันที่ 1 ก.ย. 2026 และจะส่ง JOHN TERNUS ขึ้นมาเป็น CEO คนถัดไป เรามีมุมมองเป็นบวกต่อการเปลี่ยน CEO ครั้งนี้ เนื่องจาก TIM COOK เก่งด้าน SERVICE แต่ JOHN TERNUS มีความเก่งด้านPRODUCT ทำให้มีโอกาสสูงมากที่ IPHONE FOLD จะเปิดตัวในช่วงเดือน ก.ย. หลังจากที่ CEO คนใหม่รับตำแหน่ง นอกจากนี้ สถิติย้อนหลังในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า ราคาหุ้น APPLE จะมีผลตอบแทนที่ดีสุดในช่วงไตรมาส 3 เนื่องจากจะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ในช่วงเดือน ก.ย.
อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือ HEALTHCARE เราชอบ HIMS & HERS (HIMS US) โดยล่าสุดบริษัทได้จับมือกับบริษัทขายยา GLP-1 อย่าง ELI LILLY และก่อนหน้านี้บริษัทได้เป็น PARTNER กับ NOVO NORDISK ซึ่งจะส่งผลให้HIMS ได้ประโยชน์โดยตรงต่อเทรนด์การเติบโตของ ยาลดน้ำหนัก GLP-1 นอกจากนี้ บริษัท MARKET SHAREเป็นเบอร์ 1 ในธุรกิจ TELEHEALTH ของสหรัฐฯ และคาดว่าบริษัทจะยังสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้ต่อเนื่อง
THAI FOCUS
ทิศทางดอกเบี้ย กนง. เป็นเช่นไร ในยาม CPI อาจเร่งตัวขึ้น 2H69
หากพิจารณาจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 พบว่ามีความน่ากังวล โดยหากตั้งสมมติฐานว่าอัตราเงินเฟ้อรายเดือน (MOM) ไม่มีการขยายตัวเพิ่มเติมเลย (0.0%) แต่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเมื่อเทียบรายปี (YOY) กลับมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอยู่ระดับ 2.77-3.20% ยังอยู่บริเวณกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธปท.ที่ 1-3% ดังนั้นสถานการณ์เงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นครั้งนี้คล้ายคลึงกับปี 2022 ที่ดัชนีเงินเฟ้อไทยพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว(จาก 94 จุด เป็น 100 จุด) จากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้การบริโภคและการลงทุนชะลอตัวลงจนส่งผลให้ GDP ในไตรมาส 4 ของปี 2022 หดตัวลงถึง -0.5%QOQ ดังนั้นประเด็นดังกล่าวได้สะท้อนลงไปในตลาดตราสารหนี้เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว 10 ปี(เส้นสีน้ำเงินเข้ม) มีทิศทางดีดตัวขึ้นชัดเจนจากช่วงต้นไป โดยขึ้นไปทำจุดสูงสุดแถวๆ 2.41% ก่อนจะย่อลงมาที่ 2.06% สะท้อนว่าตลาดกำลัง PRICEIN ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นไประดับหนึ่งแล้ว จึงคาดว่า กนง.ยังคงดูท่าทีหรือตัวเลขทางเศรษฐกิจต่อไปก่อนสักระยะจึงค่อยกำหนดทิศทางดอกเบี้ยที่ชัดเจนขึ้น เนื่องด้วยนโยบายการคลังก็เข้ามาช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยในช่วง2H69
SYNAPSE STRATEGY
ทิศทางตลาดหุ้นไทยบวกเด่น ตาม FLOW ต่างชาติที่ทะลักกว่า 8.5 พันล้านบาท
แม้ตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศที่เข้ามากระทบหุ้นกลุ่มขนาดใหญ่ (BIGCAP) ทั้งจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่ม AI ในตลาดต่างประเทศ และทิศทางน้ำมันดิบที่มีโอกาสปรับลงเพิ่ม หลังOPEC อาจเพิ่มกำลังการผลิต 188 แสนบาร์เรล ซึ่งหุ้นกลุ่ม TECH และ COMMODITY ในไทยมีสัดส่วนMARKET CAP กว่า 50% ซึ่งดูเผินๆ อาจเป็นปัจจัยกดดัน SET วานนี้ อย่างไรก็ตามวานนี้ SET ปิดบวก 5.33จุดอยู่ระดับ 1593.56 จุด ได้แรงหนุนจาก FLOW ต่างชาติที่ไหลเข้าทะลักกว่า 8.5 พันล้านบาท (ซื้อสุทธิมากสุดในรอบ 1 เดือน)ซึ่งเป็นการไหลเข้าหุ้นในกลุ่ม DOMESTIC VALUE PLAY เป็นหลัก อาทิ กลุ่มธนาคาร (BANK),กลุ่มการแพทย์ (HELTH), กลุ่มการเงิน (FIN) สวนทางกับกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON), กลุ่มสื่อสาร(ICT), พลังงาน (ENERG) ที่ถูกรินขายออกเช่นกันหากพิจารณาหุ้นเป็นรายตัว จะเห็นได้ว่า 20 หุ้นที่ต่างชาติซื้อมากสุด วานนี้ คือ BDMS SCB KBANK KKP KCETOP SAWAD SPRC TIDLOR GLOBAL AOT เป็นต้น ซึ่ง PRIME PICK วันนี้เลือกหุ้นจากกลุ่มดังกล่าวที่ต่างชาติหมายปอง และเป็นหุ้นตรงกับ THEME DOMESTIC VALUE PLAY ที่น่าสนใจในช่วงนี้อย่าง MTC DOHOME BDMS
จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์