แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตการลงทุนในภูมิภาคจาก Fund Flow
Fund Flow พลิกกลับมาไหลเข้าตลาดหุ้นภูมิภาคหลังจากถูกเทขายหนักมาสองสัปดาห์ต่อเนื่อง
สัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสเงินทุนต่างชาติพลิกกลับมาไหลเข้าตลาดหุ้นภูมิภาค ด้วยยอดซื้อสุทธิ 4,442 ล้านดอลลาร์ หลังจากถูกเทขายหนักในสองสัปดาห์ก่อนหน้าด้วยปริมาณการขายสุทธิรวม 25,456 ล้านดอลลาร์
แรงซื้อส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเอเชียเหนือ ซึ่งเป็นตลาดที่เผชิญแรงขายหนักในสองสัปดาห์ก่อนหน้า โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไต้หวัน 3,285 ล้านดอลลาร์และตลาดหุ้นเกาหลีใต้ 1,197 ล้านดอลลาร์ สำหรับตลาดหุ้นกลุ่ม TIP แม้ว่าภาพรวมของกระแสเงินลงทุนยังคงเป็นการขายสุทธิ แต่แรงขายได้ชะลอลงจาก 379 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อนหน้า สู่ระดับ 39 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ล่าสุด โดยแรงขายได้ชะลอลงทั้งในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย และตลาดหุ้นไทย สู่ระดับ -50 ล้านดอลลาร์และ -14 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ ส่วนตลาดหุ้นฟิลิปปินส์แรงซื้อได้เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า สู่ระดับ 26 ล้านดอลลาร์
หุ้นธนาคารเด่นสุด หลังความเสี่ยงสงครามลดลง
การที่ Fund Flow พลิกกลับมาไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียเหนือ โดยเฉพาะไต้หวันและเกาหลีใต้ สะท้อนว่าความกังวลที่กดดันตลาดในช่วงก่อนหน้าเริ่มคลี่คลายลง โดยเฉพาะพัฒนาการเชิงบวกของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกและหนุนให้นักลงทุนกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ส่งผลให้แรงซื้อกระจายตัวไปยังหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้ง Semiconductor ขนส่ง ค้าปลีก และธนาคาร
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่โดดเด่นที่สุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คือกลุ่มธนาคาร ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวที่ปรากฏสัญญาณการสะสมผ่าน Volume Flow Index อย่างสอดคล้องกันในทุกตลาดที่เราติดตาม
อุตสาหกรรมที่มีสัญญาณเชิงบวกในภูมิภาค
นอกจากกลุ่มธนาคารแล้ว อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีแรงซื้อโดดเด่น นอกเหนือไปจากกลุ่มธนาคารได้แก่ กลุ่มขนส่ง (Transportation) ในตลาดหุ้นไทยและเกาหลีใต้ กลุ่ม Semiconductor ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวัน และกลุ่มค้าปลีก ในตลาดหุ้นไทยและอินโดนีเซีย
สำหรับตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ เราประเมินว่ากลุ่มธนาคาร มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าตลาดโดยรวม
ประเมินแนวโน้มดัชนี SET จาก Market-Timing Indicator
ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวไซด์เวย์ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ปิดปรับตัวลดลง 0.8% เทียบกับสองสัปดาห์ก่อนหน้า เราคาดว่าตลาดหุ้นไทยจะเข้าสู่ช่วงผันผวนมากขึ้นในระยะอันใกล้ เนื่องจากดัชนี Composite Short-term ได้เริ่มอ่อนแอลงจากโซน Overbought
ในขณะที่ดัชนี Composite Medium-Term แม้ว่าจะแข็งแกร่งขึ้นในช่วงสองสัปดาห์ ที่ผ่านมา หนุนจากทั้งการปรับขึ้นของทั้งดัชนี Medium-Term Bull-to-Bear, Medium-Term Momentum Strength และ Volume Flow Index อย่างไรก็ตามดัชนี Composite Medium-Term ได้เข้าใกล้ Upper Bound แล้ว ด้วยภาพโดยรวมดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในอนาคตอันใกล้
เราประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนี SET ในช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้า (23 มิ.ย.- 6 ก.ค.) ไว้ที่ระดับ 1,500 – 1,620 จุด
สรุปภาพตลาดวานนี้ หรือหุ้นไทยจะติดนิสัย Sideways เพราะแกว่งบวก-ลบคล้ายๆ เดิมอีกครั้ง แต่ก็เห็นมีขึ้นลงสลับกลุ่ม โดยกลุ่มยังบวกดี ธนาคาร ไฟแนนซ์ แพ็คเกจจิ้ง กลุ่มพลิกกลับมาบวกอีกครั้งอิเล็กทรอนิกส์ ไอซีที ขณะที่กลุ่มพลังงานถูกกดดันทั้ง GULF PTTGC IVL EGCO PTTEP เป็นต้น ส่วนคอมเมิร์ชหลักอย่าง CPALL เข็นยังไม่ขึ้น
แนวโน้มตลาดวันนี้ เพิ่ม หุ้น Bottom & UP
อิงตามมุมมองรายงานกลยุทธ์ ที่แนะลิสต์รายชื่อหุ้นเล่นดัก Flows โรบอทเทรด เมื่อเราคาดแนวโน้มของผู้เล่นรายใหญ่โรบอทเทรด “HFT” ยังเล่นฝั่งซื้อหุ้นไทยต่อโดยคาดว่าจะสลับหมุนมาหาตัวใหม่ ที่ราคาอยู่ล่าง แทนการไล่ราคาหุ้นบนตัวเดิมๆที่ โรบอทเคยเล่น ซึ่งเราคาดว่าจะเริ่มเห็นเม็ดเงินที่ทยอยหมุนออกจากหน้าหุ้นเดิม เข้าสู่หน้าหุ้นชุดใหม่ ด้วยเราคาดเงินไหลผ่าน HFT ยังคงอยู่ฝั่งซื้อหุ้นไทย เพราะ
(1) ยังไม่มีตลาดหุ้นไหนในภูมิภาคอาเซียนที่เล่นแล้วได้กำไรดีแบบหุ้นไทย ภาพตรงข้ามกับเมื่อ 1-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตลาดหุ้นไทยถูกทำกำไรจากการเล่นขาลง แต่ตอนนี้บทบาทผลตอบแทนหุ้นไทยเปลี่ยนไป และอาจรองรับเม็ดเงินจากฝั่งตลาดพัฒนา (DM) ได้อีก หากตลาด DM เพลี่ยงพล้ำ
(2) การงัด(ซื้อ)หุ้นล่างที่พื้นฐานกำลังเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ยิ่งบีบให้ขา Short sell ต้องซื้อคืน-กลายเป็นตัวเร่งสร้างผลตอบแทนแบบเบิ้ลๆ
โดยรายชื่อหุ้นที่ราคาอยู่ล่าง และติดโผ HFT เทรดในช่วงหลังเริ่มมีหน้าหุ้นชุดใหม่ (คล้ายกับตอนที่ HANA KCE CCET ฯลฯ เริ่มติดโผ) เราแนะนำ ทยอยเก็บหุ้นบางตัวที่เราแนะเล่นดัก Flow rotation บวกกับมุมมองเราที่ประเมินแนวโน้มปัจจัยหนุนเฉพาะตัว (Bottom up strategy) ซึ่งคาดว่าหุ้นนั้นมีโอกาสจะจุดกระแสติด...เช่น BH SCGP BGRIM CPALL CBG OSP SAWAD เป็นต้น (ยังต้องติดตามโมเมนตั้มทั้งราคา และกำไร ประกอบการตัดสินใจลงทุน)
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: ดัชนีแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 1,570 – 1,580 จุด หลุดเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น (EMA 10 วัน) เล็กน้อย บวกบางๆ ท่ามกลางปัจจัยกดดันจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง (ประเด็นเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน)!
Elliott Wave: คลื่น 5 จุดสังเกตสำคัญคือต้องสร้าง Higher High เหนือบริเวณ 1,607 จุด เพื่อรักษาโครงสร้างขาขึ้นไม่ให้เสียทรง
MACD: เริ่มเตือน! ตัดเส้น เส้น Signal Line ลง + สัญญาณ Divergence บ่งชี้ว่าตลาดมีโอกาสปรับฐานบนทิศทางขาขึ้น
แนวรับสำคัญ: 1,560 จุด (เส้น EMA 25 วัน) หากรับอยู่ จะเป็นการทำรูปแบบฟื้นตัวต่อ แต่ถ้าหลุดโซนรับถัดไปจะอยู่ที่ 1,540–1,550 จุด
แนวต้านปลดล็อก: 1,580 จุด ผ่านได้จะปลดล็อกอัปไซด์เพื่อขึ้นไปทดสอบจิตวิทยา 1,600 จุด
กลยุทธ์: ตลาดผันผวน แต่โอกาสซ่อนอยู่! ในสภาวะตลาดที่แกว่งตัวอยู่ในกรอบแคบแบบนี้ การไล่ราคาเมื่อดัชนีวิ่งเข้าใกล้กรอบบน 1,580 จุด ถือเป็นกลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงสูง โอกาสที่ซ่อนอยู่จึงตกเป็นของการวางแผนล่วงหน้า ใจเย็นๆ และใช้กลยุทธ์ Selective Buy & Buy on Dip ในกลุ่มหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวมารองรับครับ
(อ่านต่อหน้า 12)
What to watch ทางการสหรัฐฯ ได้ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่าอิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยกองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่าเรือพาณิชย์ยังคงเดินเรือผ่านน่านน้ำดังกล่าวได้ตามปกติ ขณะที่คณะผู้แทนเจรจาจากสหรัฐฯ และอิหร่าน เตรียมเปิดฉากโต๊ะเจรจาสันติภาพที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ประชุม กนง.24 มิ.ย. คาดคงดอกเบี้ย 1%
ธนาคารกลางรัสเซียประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 14.25% โดยระบุถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่ผ่อนคลายลง
กระทรวงพาณิชย์จีนเพิ่มรายชื่อบริษัทสหรัฐอเมริกาจำนวน 10 แห่งเข้าในบัญชีรายชื่อควบคุมการส่งออก ตามกฎหมายและกฎระเบียบว่าด้วยการควบคุมการส่งออกสินค้าที่นำไปใช้ได้ทั้งทางพลเรือนและทางทหาร (Dual-Use) โดยมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันที
หุ้นแนะนำวันนี้ OSP แนวโน้มกำไรกลับมาดีขึ้น อิง Gross margin ปี 2022 ที่เคยแย่สุด 30.6%...ปี 2025 ขยับขึ้นเป็น 40.2% และไตรมาสแรก 1Q26 ดีขึ้นถึง 42.5% สะท้อนแนวโน้มกำไรผ่านจุดที่แย่ที่สุดไปแล้ว โดยกำไรครึ่งปีหลังมีโอกาสเห็นกำไรที่ดีกว่าคาดจาก มาตรการ ไทยช่วยไทย
แนวรับ 16 ต้าน 16.7 Stop loss 15.5
Tactical port ถอด CPALL GULF เพิ่ม OSP CBG
รายงานพื้นฐานวันนี้
Quantitative Strategy
ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเข้าสู่ช่วงปรับฐานระยะสั้นในเดือน ก.ค.
ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวไซด์เวย์ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ปิดปรับตัวลดลง 0.8% เทียบกับสองสัปดาห์ก่อนหน้า เนื่องจากตลาดมองหาปัจจัยบวกใหม่ๆ เราคาดว่าตลาดหุ้นไทยจะเข้าสู่ช่วงผันผวนมากขึ้นในระยะใกล้ ทั้งนี้ดัชนี Composite Short-term ได้ปรับตัวลงจากโซน Overbought โดยดัชนี Short-term Bull-to-Bear ปรับลงจากระดับ 63% สู่ 50% ขณะที่ดัชนี Short-term Momentum ปรับตัวลงจาก 35.4 จุดสู่ 24 จุด สัญญาณจากทั้งสองดัชนีดังกล่าวชี้ว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเผชิญแรงกดดันในระยะอันใกล้ ส่วนดัชนี Composite Medium-Term แข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อยในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หนุนจากการปรับขึ้นของทั้งดัชนี Medium-Term Bull-to-Bear, Medium-Term Momentum Strength และ Volume Flow Index อย่างไรก็ตามดัชนี Composite Medium-Term ได้เข้าใกล้ Upper Bound แล้ว เราจึงคาดว่าดัชนี SET จะยังคงไม่สามารถทะลุแนวต้านสำคัญที่ 1,620 จุดได้ ไปอีกระยะหนึ่ง เราประเมินกรอบการแกว่งตัวของ SET ที่ระดับ 1500-1620 จุดในช่วงวันที่ 23 มิ.ย.-6 ก.ค.
Commodities Tracker
ปิโตรเคมียังเด่นสุด แม้สงครามคลี่คลาย
ภาพรวม: หลังจากการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทำให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมัน ค่าการกลั่น และหุ้นพลังงานต้นน้ำเริ่มเผชิญแรงกดดันจากอุปทานที่มีแนวโน้มกลับเข้าสู่ตลาด ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมียังคงเป็นกลุ่มที่โดดเด่นที่สุด หลังต้นทุนวัตถุดิบลดลงเร็วกว่าราคาสินค้า หนุนการฟื้นตัวของสเปรดอย่างต่อเนื่อง
น้ำมันดิบ: ราคาเฉลี่ย Dubai ลดลงอีก 13.9 ดอลลาร์ WoW เหลือ 74.5 ดอลลาร์/บาร์เรล จากความคาดหวังว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดได้ตามปกติ ส่งผลให้ความกังวลด้านอุปทานพลังงานคลี่คลายลง
ค่าการกลั่น: Singapore GRM ลดลง 3.7 ดอลลาร์ WoW เหลือ 14.3 ดอลลาร์/บาร์เรล จาก Crack Spread ของน้ำมันเครื่องบินและดีเซลที่อ่อนตัวลง หลังอุปทานผลิตภัณฑ์เริ่มกลับเข้าสู่ตลาดมากขึ้น แม้ Gasoline Spread ยังปรับเพิ่มขึ้นจากระดับสต็อกในสหรัฐฯ ที่ลดลง
เคมีภัณฑ์: ยังคงเป็นกลุ่มที่โดดเด่นที่สุดในสัปดาห์ โดยแม้ราคาผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จะปรับลดลงตามน้ำมัน แต่ต้นทุน Naphtha ลดลงเร็วกว่า ทำให้ Ethylene, HDPE และ PP Spread ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ Propylene Spread อ่อนตัวลงเล็กน้อย
ถ่านหิน: ราคา Newcastle ลดลง 8% WoW เหลือ 144.5 ดอลลาร์/ตัน จากความต้องการใช้ในเอเชียที่ชะลอตัวลง
ค่าระวางเรือ: BDI ลดลง 4% WoW จากการอ่อนตัวของ Capesize และ Panamax สะท้อนแรงกดดันต่อกลุ่มเรือเทกอง อย่างไรก็ตาม Supramax ซึ่งเกี่ยวข้องกับ PSL และ TTA ยังเพิ่มขึ้น 5% WoW ขณะที่ค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ (WCI) เพิ่มขึ้นต่ออีก 12% WoW สู่ 3,969 จุด เป็นบวกต่อ RCL
Fundamental view: เราคงให้น้ำหนัก กลุ่มปิโตรเคมี มากที่สุดในกลุ่ม Commodity โดยชอบ IVL และ PTTGC จากแนวโน้มสเปรดที่ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
ขณะที่กลุ่มพลังงานต้นน้ำ โรงกลั่น และเดินเรือ มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันมากขึ้น หากการเปิดช่องแคบฮอร์มุซเกิดขึ้นได้ตามคาดและอุปทานกลับเข้าสู่ตลาดเต็มรูปแบบ
EGCO
ผลิตไฟฟ้า
Site Visit ฟิลิปปินส์: อาจเป็นตัวหนุนที่สำคัญให้ EGCO
เราเข้าร่วม Site Visit โรงไฟฟ้า QPL (400MW) และ SBPL (455MW) ของ EGCO ที่เกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อติดตามผลกระทบหลังเหตุแผ่นดินไหว และประเมินโอกาสการเติบโตในตลาดไฟฟ้าฟิลิปปินส์ โดยพบว่าสินทรัพย์ทั้งสองแห่งยังเดินเครื่องได้ตามปกติ ขณะที่ภาพรวมตลาดไฟฟ้าฟิลิปปินส์ยังอยู่ในภาวะตึงตัวและมีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
จุดที่น่าสนใจที่สุดจากการลงพื้นที่คือ ความต้องการใช้ไฟฟ้าในฟิลิปปินส์ยังเติบโต 5-7% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 3-4% ขณะที่เกาะลูซอนคิดเป็น 71% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ และยังมีข้อจำกัดด้านระบบสายส่ง ทำให้การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนทำได้ช้ากว่าเป้าหมายของภาครัฐ
แม้รัฐบาลฟิลิปปินส์ตั้งเป้าสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน 35% ในปี 2030 และ 50% ในปี 2040 แต่ปัญหาคอขวดด้านโครงข่ายไฟฟ้ายังเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้มีโอกาสที่ประเทศจะยังต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าแบบดั่งเดิมเพิ่มเติมในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นบวกต่อ EGCO และความสัมพันธ์กับ MERALCO ผู้จำหน่ายไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศ
ในส่วนกำไรจาก QPL ลดลงหลังเริ่มสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PSA) ฉบับใหม่ตั้งแต่ ต.ค. 2025 โดย 1Q26 QPL มีกำไรจากการดำเนินงานเพียง 213 ล้านบาท ลดลงจาก 852 ล้านบาทใน 1Q25 ขณะที่ SBPL ลดลงเล็กน้อยเป็น 253 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารมองว่าฟิลิปปินส์กำลังเข้าสู่รอบเปลี่ยนผ่านจากโรงไฟฟ้าเก่าที่ทยอยปลดระวาง ท่ามกลางอุปสงค์ไฟฟ้าที่เติบโตต่อเนื่อง ซึ่งจะเปิดโอกาสการลงทุนใหม่ในอนาคต
Event
Head-up (Carbon)
จาก ESG สู่สินทรัพย์ และการลงทุนจริง (กลุ่มโยง Carbon Credit)
หนึ่งใน Highlight ของ BLS Thai Corporate Day สัปดาห์นี้ จะพานักลงทุนทำความเข้าใจการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจคาร์บอน ผ่าน 3 มุมสำคัญ ตั้งแต่กติกาภาครัฐ (DCCE) การพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต (DITTO) ไปจนถึงการนำสินทรัพย์คาร์บอนเข้าสู่ตลาดทุนผ่าน Tokenization (Token X)
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ Climate Change Act ซึ่งผ่านความเห็นชอบในหลักการจาก ครม. แล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาก่อนเข้าสภาฯ โดยจะรวบรวมกลไกสำคัญทั้งระบบรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, ETS, Carbon Tax, Carbon Credit และ Climate Fund ไว้ในกฎหมายเดียว คาดเริ่มเห็นการทยอยบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือภาคพลังงาน ซึ่งคิดเป็นเกือบ 2 ใน 3 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย โดยต้นทุนคาร์บอนอาจเริ่มสะท้อนผ่านค่าไฟฟ้าในอนาคต ตัวอย่างในเอกสารระบุว่า Carbon Price ที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอน อาจเพิ่มต้นทุนค่าไฟราว 0.03-0.04 บาทต่อหน่วย และหากเพิ่มเป็น 1,000 บาทต่อตัน อาจกระทบต้นทุนค่าไฟได้ถึง 0.48-0.50 บาทต่อหน่วย
อีกด้านหนึ่ง นักลงทุนจะได้เห็นภาพการต่อยอด Carbon Credit ไปสู่สินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง โดย DITTO จะนำเสนอความคืบหน้าโครงการ Blue Carbon จากป่าชายเลน ขณะที่ Token X จะอธิบายการนำ Carbon Credit มาสร้างเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงของนักลงทุน
งานนี้จะพยายามสื่อสารให้นักลงทุนเข้าใจตรงกันว่า ต่อไปจะไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการทำความเข้าใจ "กติกาเศรษฐกิจใหม่" ที่จะกระทบต้นทุน การแข่งขัน และการลงทุนของหลายอุตสาหกรรมในอีก 3-5 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน อุตสาหกรรม และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Carbon Credit ซึ่งจะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญที่สุดของ BLS Thai Corporate Day 2026
Event
Head-up (EOS)
เมื่ออวกาศกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่
อีกหนึ่ง Session ที่น่าสนใจใน BLS Thai Corporate Day คือ EOS Orbit ซึ่งจะพานักลงทุนทำความเข้าใจว่า "ธุรกิจอวกาศ" กำลังเปลี่ยนจากเรื่องไกลตัว ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล การสื่อสาร และความมั่นคงของประเทศได้อย่างไร
EOS Orbit เป็นหนึ่งในบริษัทอวกาศของไทยที่สามารถออกแบบ สร้าง และบริหารดาวเทียมได้เอง โดย LOGSATS-2 ซึ่งถูกออกแบบและผลิตในประเทศไทย ได้ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรผ่านจรวด Falcon 9 ของ SpaceX ตั้งแต่ต้นปี 2025 สะท้อนว่าประเทศไทยเริ่มมีศักยภาพในฐานะ "ผู้สร้าง" มากกว่าผู้ใช้งานเทคโนโลยีอวกาศเพียงอย่างเดียว
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ดาวเทียมเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ข้อมูลที่สร้างขึ้นจากดาวเทียม ซึ่งสามารถต่อยอดได้ตั้งแต่การติดตามภัยแล้ง น้ำท่วม ภาคเกษตร ตลาดคาร์บอน การรักษาความมั่นคง การสื่อสารในพื้นที่ห่างไกล ไปจนถึง AI และ Data Center ที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลในการประมวลผล
นอกจากนี้ นักลงทุนยังสามารถเชื่อมโยงเรื่องดังกล่าวไปยังหุ้นในตลาดได้มากขึ้น หลัง JTS เข้าลงทุนใน EOS Orbit วงเงินสูงสุด 500 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 19.23% ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ Ecosystem ใหม่ที่เชื่อมโยงระหว่าง Satellite, Data Infrastructure และ AI ในอนาคต ขณะที่ THCOM ก็เป็นอีกบริษัทที่ถูกมองเป็น Reference สำคัญของธีมนี้เช่นกัน
แม้ธุรกิจอวกาศยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่หัวข้อที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนไม่ใช่เรื่องจรวดหรือดาวเทียม แต่คือ "ข้อมูล" ที่จะถูกสร้างขึ้น และโอกาสในการต่อยอดสู่ธุรกิจ ซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งใน New S-Curve สำคัญของไทยในระยะยาว
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน