Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

163


คุยกันเรื่องเมกะเทรนด์ Space Economy: ธีมการเติบโตระยะยาวเหนือชั้นบรรยากาศโลก


ในอดีตตลาดมักมอง Space Economy เป็นเพียงธีมเทคโนโลยีเชิงเก็งกำไรระยะยาว แต่ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อแก่นสำคัญของอุตสาหกรรมอวกาศในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของการสำรวจหรือการท่องเที่ยวอวกาศเป็นหลัก แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากอุตสาหกรรมที่เคยขับเคลื่อนโดยภาครัฐไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลและความมั่นคงโลกที่ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ

ปัจจุบัน Space Economy ไม่ได้มีแค่การส่งจรวดขึ้นอวกาศ แต่ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจการปล่อยจรวด การให้บริการที่อาศัยดาวเทียมเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียม การนำทาง การสำรวจโลก ไปจนถึงบริการข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง คาดว่ามูลค่าของอุตสาหกรรม Space Economy จะเติบโตจากประมาณ 626,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 สู่ระดับมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2034 หรือเติบโตเฉลี่ยราว 5.4% ต่อปี โดยธุรกิจและบริการที่อาศัยดาวเทียมเป็นโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นสัดส่วนรายได้หลักของอุตสาหกรรมโดยรวม

แม้ตัวเลขการเติบโตอาจไม่หวือหวาเท่าธีม AI แต่เรามองว่า Space มีลักษณะคล้าย Infrastructure Theme มากกว่า กล่าวคือ เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวที่จะรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต ทั้งนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมเกิดขึ้นหลังจาก SpaceX พัฒนาเทคโนโลยีจรวดแบบใช้ซ้ำได้ หรือ Reusable Rocket ได้สำเร็จ โดยก่อนปี 2015 ต้นทุนการส่งวัตถุขึ้นสู่วงโคจรต่ำของโลก หรือ LEO อยู่ที่ประมาณ 10,000 ถึง 20,000 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม แต่ปัจจุบัน Falcon 9 ของ SpaceX สามารถลดต้นทุนดังกล่าวเหลือเพียงประมาณ 2,700 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมเท่านั้น ต้นทุนที่ลดลงอย่างมากนี้เปรียบเสมือนการลดต้นทุนอินเทอร์เน็ตในยุคแรก และเป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจใหม่ ๆ เกิดขึ้นตามมา ไม่ว่าจะเป็น Starlink ดาวเทียมวงโคจรต่ำ หรือบริการข้อมูลจากอวกาศ

นอกจากนั้น เงินทุนเอกชนเริ่มไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้มากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเม็ดเงินลงทุนใน Startup ด้านอวกาศทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 7,800 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 เป็น 10,900 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 40% ภายในปีเดียว

หากมองในเชิงการลงทุน เราสามารถแบ่งห่วงโซ่คุณค่าของ Space Economy ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก

กลุ่มแรกคือ ธุรกิจการปล่อยจรวดและจรวดแบบใช้ซ้ำ (Rocket Launch & Reusable Rockets) โดยตลาด Space Launch Services คาดว่าจะเติบโตจาก 11,800 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 24,400 พันล้านดอลลาร์ในปี 2030 หรือเติบโตเฉลี่ยประมาณ 15.2% ต่อปี ตัวอย่างบริษัทในกลุ่มนี้ เช่น SpaceX, Rocket Lab (RKLB), Blue Origin และ Firefly Aerospace (FLY)

กลุ่มที่สองคือ เทคโนโลยีและชิ้นส่วนอวกาศ (Space Tech & Components) ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนสำคัญให้กับทั้ง Ecosystem ตัวอย่างบริษัทในกลุ่มนี้ ได้แก่ Honeywell (HON), Moog (MOG), Teledyne (TDY) และ Amphenol (APH)

กลุ่มที่สามคือ บริการสื่อสารและข้อมูลผ่านดาวเทียม (Satellite Telecommunications & Data Services) ซึ่งหลายบริษัทเริ่มมีรายได้ประจำหรือ Recurring Revenue แล้ว และได้รับประโยชน์จากความต้องการด้านการเชื่อมต่อที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยปัจจุบันยังมีประชากรราว 2.6 พันล้านคนทั่วโลกที่ยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ดาวเทียมวงโคจรต่ำมีโอกาสเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ได้ ตัวอย่างบริษัทในกลุ่มนี้ ได้แก่ Iridium (IRDM), Viasat (VSAT), SES, Planet Labs (PL) และ AST SpaceMobile (ASTS)

ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือ การขนส่ง การท่องเที่ยว และการสำรวจอวกาศ (Space Transportation & Space Tourism) ซึ่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และควรมองเป็น Long-Duration Optionality มากกว่าธุรกิจที่สร้างกำไรได้ชัดเจนในปัจจุบัน ตัวอย่างบริษัทในกลุ่มนี้ ได้แก่ Blue Origin, Axiom Space และ Voyager Technologies/Starlab

โดยสรุป เรามองว่า Space Economy กำลังเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมเฉพาะทางที่ขับเคลื่อนโดยรัฐบาล ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและความมั่นคงในอนาคต แม้หลายธุรกิจยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีความผันผวนสูง แต่ในระยะ 10-15 ปีข้างหน้า เราเชื่อว่า Space ยังคงเป็นหนึ่งในธีมที่มี Structural Tailwind ชัดเจน จากทั้ง Digital Connectivity, Defense Technology และ Data Economy ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจอวกาศกลายเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกในอนาคต สำหรับการลงทุนที่เชื่อมโยงสามารถลง ETF ที่เกี่ยวข้อง โดย ETF ที่เราแนะนำ ได้แก่ Procure Space ETF (UFO), Tema Space Innovators ETF (NASA) และ Global X Space Tech ETF (ORBX)
(โปรดติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม)


สรุปภาพตลาดวานนี้ SET ปิดเด้ง 22 จุด ตามทิศทางหุ้นโลก และมูลค่าซื้อขาย 7.05 หมื่นล้านบาท โดย แรงหนุนหลักมาจาก DELTA ที่พุ่ง 7.69% ขณะที่หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ นิคมฯ ประกัน และค้าปลีกบางตัวปรับขึ้นเด่น เช่น KCE, AMATA, BLA และ COM7 นอกจากนี้ หุ้นกลาง-เล็กมีแรงเก็งกำไรคึกคัก โดย KGEN บวกเด่น 8% (เราออก Tactical Call ไปเมื่อวาน) ขณะที่ยังมีแรงขายในหุ้นใหญ่หลายกลุ่ม ทั้ง GULF, AOT, PTTEP, KBANK และ SCB ทำให้ภาพบวกของตลาดยังกระจุกตัวในหุ้นบางกลุ่มและหุ้นรายตัวเป็นหลัก


แนวโน้มตลาดวันนี้ พอร์ตเรา ปรุงจืด-ไม่มี DELTA
คาดการปรับฐานปกติรอบนี้ของตลาดหุ้นไทย มีแนวรับดัชนีฯที่โซน 1550/1538 จุด แต่หากเมื่อวานไม่นับรวม DELTA ที่บวก 26 บาท เท่ากับ ดัชนี 26 จุด (ถ้าไม่รวม DELTA เรายังอยู่ที่ 1550) เราจะเห็นราคาหุ้นบนกระดาน Most active ที่มีจำนวนหุ้น เปอร์เซนต์ติดลบ มากกว่า จำนวนหุ้นบวก เช่นที่ติดลบเมื่อวาน PTTEP PTT GULF SCB KBANK TIDLOR
เราขอไม่เน้นว่าดัชนีฯจะลงเท่าไร ถึงแนวรับหรือไม่ แต่ขอเลือกดูหุ้นรายตัวแทนแล้วอ่านทิศทางตลาดหุ้นไทยหลังจากพักฐานเสร็จ มีแนวโน้มที่หุ้นกลุ่มไหนบ้างที่จะวิ่งขึ้นได้ดีกว่าตลาดในรอบหน้า (สรุปหุ้นไทยพักเพื่อขึ้นต่อ)
ระหว่างรอการพักฐาน เราแนะนำ การเลือกสะสมหุ้นที่โมเมนตั้มราคาอยู่โซนกลางๆ ไม่ Overbought (ไล่ราคามีโอกาส ติดดอย) หรือ Oversold จนเกินไป (หุ้นหนักมากซื้อแล้ว ไม่ขึ้นสักที) และใช้พื้นฐานกำไรที่ดีไม่เปลี่ยนแปลงมากำกับการเลือกซื้อหุ้น-ราคาหุ้นปรับลดลงสวนทางกำไร (ดูจาก กำไรที่เท่าเดิม เทียบปีก่อนๆ แต่ ราคาหุ้นเล่นต่ำกว่ากำไร และราคาปีก่อนๆ)

ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตาม คาดยังส่งผลกระทบจำกัดต่อตลาดหุ้นไทย: ได้แก่ การแทรกแซงค่าเงินของธนาคารกลางอินโดนีเซีย ขณะที่เกาหลีใต้ออกโรงเตือนการเก็งกำไรที่ผิดปกติ ทั้งในตลาดค่าเงินและตลาดหุ้น, ความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจอินโดนีเซีย จากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยเหนือความคาดหมาย และ กม.การเงินใหม่ในอินโดนีเซีย อาจสร้างความกังวลต่อผู้ประกอบการไทย ในตลาดอินโดนีเซีย, สุดท้ายใกล้กรอบวัน วินิจฉัย พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท คาดความชัดเจนจะเป็นบวกต่อราคาหุ้นที่เชื่อมโยง เช่น โครงการเชื่อมโยง การเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ พลังงานสะอาด เป็นต้น


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร


วิเคราะห์ทางเทคนิค
ภาพรวม: หลังจากดัชนีเผชิญแรงกดดันลงทดสอบโซนแนวรับ 1,560 จุด ล่าสุดฟื้น! ขึ้นมาเคลื่อนไหวแถวบริเวณ 1,584 จุด โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการฟื้นตัวของบรรยากาศการลงทุนในภูมิภาคและการไล่ราคาในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
DELTA Effect: ดีดตัวขึ้นแรง +26 บ. หนุนดัชนี +25 จุด รับอานิสงส์จากยอดส่งออกจีน & ไต้หวันเดือนพ.ค. โตแรง! จากดีมานด์ในกลุ่ม AI, Semiconductor และ Electronics Components
Elliott Wave Theory: ดัชนีกำลังขับเคลื่อนอยู่ใน Wave 5 (Impulse Wave) ซึ่งจะเต็มไปด้วยความผันผวนของหุ้นรายตัว
โซนรับวัดใจ: 1,550 – 1,560 จุด ทำหน้าที่เป็นฐานที่แข็งแกร่งในระยะสั้น (เส้น EMA 10 & 25 วัน)
โซนต้านชี้ชะตา: ด่านสำคัญที่สุดในเวลานี้คือบริเวณ previous high 1,607 หากยังไม่สามารถเบรคได้ ภาพรวมทางเทคนิคจะยังถูกจำกัดสถานะเป็นเพียงการ "ดีดตัวเพื่อสะสมพลัง”
สรุป: ตลาดกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและรอปัจจัยมหภาคสำคัญเช่น ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และการประชุมเฟด Fed ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้ จะเป็นจังหวะการเล่นแบบ “Swing Trade” ตั้งรับเมื่อย่อตัว และแบ่งขายทำกำไรเมื่อชนแนวต้าน

 

 

 

What to watch
"ทรัมป์" เล็งหาช่อง! จ่อดึงรัฐบาลสหรัฐฯ ร่วมถือหุ้นบริษัท AI ทีมงานของเขากำลังพิจารณาแนวคิดที่จะให้บริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) มอบส่วนแบ่งการถือหุ้นให้แก่ประชาชนชาวอเมริกัน พร้อมเสริมว่าเขามีแผนที่จะจัดประชุมร่วมกับบรรดาผู้บริหารบริษัท AI อย่างเร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า
ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้เข้าไปมีบทบาทในภาคธุรกิจของสหรัฐฯ อย่างมากเป็นพิเศษ โดยได้เข้าไปถือหุ้นในบริษัทอินเทล (Intel) ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของสหรัฐฯ รวมไปถึงบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับแร่หายาก (Rare Earth) และเทคโนโลยีระดับสูงอย่างควอนตัม (Quantum) อีกจำนวนหนึ่ง
แบงก์ชาติอินโดนีเซียขึ้นดอกเบี้ยฉุกเฉิน 0.25% หลังเงินรูเปียห์อ่อนค่าหนัก สู่ระดับ 5.50% ในวันนี้ (9 มิ.ย.) หลังจัดการประชุมนอกกำหนดการปกติ เพื่อรับมือกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อค่าเงินรูเปียห์ เงินรูเปียห์เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบบนของระดับ 18,100 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งใกล้เคียงกับระดับอ่อนค่าสุดเป็นประวัติการณ์

BI เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (8 มิ.ย.) ว่า เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของอินโดนีเซีย ณ สิ้นเดือน พ.ค. อยู่ที่ 1.449 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากระดับ ณ สิ้นเดือนเม.ย. ซึ่งสะท้อนแรงกดดันที่เกิดขึ้นต่อภาคการเงินของประเทศในช่วงที่ผ่านมา
คาด ECB ขึ้นดอกเบี้ย Repo rate จาก 2% เป็น 2.25%


หุ้นแนะนำวันนี้
TU ติดตามระดับมาร์จิ้นที่เริ่มดีขึ้นหลังต้นทุนทูน่าทยอยผ่านจุดสูงสุด และกำลังเข้าช่วงมรสุมที่ต้นทุนทูน่าลดลงตามปัจจัยฤดูกาล (อาจได้ประโยชน์ทางอ้อมจากราคากุ้งในประเทศลดลง)
แนวรับ 11.2 ต้าน 11.8 Stop loss 11

 

 


รายงานพื้นฐานวันนี้

GLOBAL
สยามโกลบอลเฮ้าส์
กำไรโตด้วยมาร์จิ้น แม้ยอดขายยังแกว่ง
แม้ยอดขายสาขาเดิมของ GLOBAL ยังฟื้นตัวไม่สม่ำเสมอ โดย SSSG เดือน เม.ย. อยู่ที่ +2% จากแรงซื้อสะสมสินค้า แต่กลับมาเป็น -3% ในเดือน พ.ค. อย่างไรก็ตาม BLS มองว่าประเด็นการลงทุนสำคัญในรอบนี้ไม่ได้อยู่ที่การฟื้นตัวของ SSS แต่เป็นความสามารถในการขยายมาร์จิ้นและควบคุมต้นทุน ซึ่งเริ่มเห็นผลชัดเจนมากขึ้น
ปัจจัยหนุนหลักมาจากการเพิ่มสัดส่วนสินค้า House Brand จาก 24% ของยอดขายใน 1Q25 เป็น 27% ใน 1Q26 และมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 28% ภายใน 4Q26 ช่วยหนุน GM โดยไม่ต้องพึ่งการขึ้นราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันบริษัทยังคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น ทั้งการลดงบการตลาด การตัดโปรโมชั่นที่ซ้ำซ้อน และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ รวมถึงการใช้ AI ช่วยวางแผนขนส่งสินค้า
เราคาดรายได้ปี 2026 จะเติบโตเพียง 2% YoY จากสาขาใหม่เป็นหลัก แต่กำไรจะเติบโตเร็วกว่ายอดขาย โดยคาด GM เพิ่มขึ้น 20bps และ EBITDA Margin เพิ่มขึ้น 70bps YoY อีกทั้งยังได้แรงหนุนจากดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงตามภาระหนี้และทิศทางดอกเบี้ย ส่งผลให้กำไรหลักปี 2026 มีแนวโน้มเติบโต 13% YoY ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้าน
การปรับตัวลงของราคาหุ้นกว่า 15% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ Valuation กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง แม้ตลาดจะกังวลต่อ SSS ที่อ่อนตัวในเดือน พ.ค. แต่ BLS มองว่าสอดคล้องกับสมมติฐานเดิมที่คาด SSS 2Q26 ทรงตัวอยู่แล้ว ขณะที่กำไร 2Q26 ยังมีแนวโน้มเติบโตถึง 30% YoY จากการขยายตัวของ GM การควบคุม SG&A และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง
Fundamental view: คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 7.80 บาท โดยมองว่า Story ของ GLOBAL ในปีนี้เป็นเรื่องของการยกระดับความสามารถในการทำกำไรมากกว่าการฟื้นตัวของยอดขาย หากบริษัทสามารถรักษาทิศทาง GM และวินัยด้านต้นทุนได้ต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยหนุนกำไรในช่วง 2H26 แม้กำลังซื้อและ SSS ยังฟื้นตัวช้าก็ตาม
ทั้งนี้ ในวันที่ 12 มิ.ย. เราได้จัด Virtual Conference กับผู้บริหาร GLOBAL นักลงทุนที่เข้าฟัง คาดหวังว่าจะได้เห็นประเด็นทิศทางกำไรเพิ่มเติม โดยเฉพาะที่จะเกิดใน 2H26 เช่น หากเกิดภาวะแล้งจะกระทบอุปสงค์อย่างไร, ไทยช่วยไทยพลัส จะส่งผ่านกำลังซื้อในต่างจังหวัดเข้ามาอย่างไร และ แผนการรักษาอัตรากำไร ในภาวะที่ต้นทุนเป็นขาขึ้น

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

เขาเด้ง เราเด้ง ตาม By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เมื่อหลายตลาดเอเชีย ปรับตัวขึ้น หุ้นไทย ก็เด้ง แบบเล็ก เล็ก หลังจาก.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้