Today’s NEWS FEED

News Feed

ประธานสภาอุตฯชี้กลุ่มไฟฟ้า–อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร EV และดิจิทัล ยังมีแรงส่งเติบโต ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและการแข่งขัน

94

 

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 8 มิถุนายน 2569)--------------นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภาพรวมแนวโน้มกลุ่มอุตสาหกรรมไทยในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 พบหลายอุตสาหกรรมยังมีทิศทางขยายตัวต่อเนื่อง จากแรงหนุนทั้งตลาดส่งออก ความต้องการภายในประเทศ และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะที่บางกลุ่มอุตสาหกรรมยังต้องเผชิญความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น การขาดแคลนวัตถุดิบ การแข่งขันจากสินค้านำเข้า รวมถึงกำลังซื้อที่ชะลอตัว

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมในไตรมาส 2/2569 สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัว และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยง

กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัว
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโต พบว่ามีปัจจัยสนับสนุนจาก 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. การขยายตัวของตลาดต่างประเทศ
ส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมที่มีศักยภาพด้านการส่งออก ได้แก่
• อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
• เครื่องปรับอากาศ
• อาหารและเครื่องดื่ม
• ผลิตภัณฑ์ยาง
โดยได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อและความต้องการสินค้าในตลาดโลกที่ยังขยายตัว

2. ความต้องการภายในประเทศที่เติบโต
ช่วยผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรม ได้แก่
• เครื่องสำอาง
• ยา
• เครื่องมือแพทย์
• น้ำมันปาล์ม
จากพฤติกรรมผู้บริโภคและความต้องการสินค้าในประเทศที่เพิ่มขึ้น

3. นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ประกอบด้วย
• ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
• เครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติ
• เทคโนโลยีชีวภาพ
• พลังงานหมุนเวียนและการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม
• อุตสาหกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะ Data Center
ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาว

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและต้นทุน ได้แก่
1. กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตสูง ประกอบด้วย
• ปูนซีเมนต์
• เหล็ก
• อลูมิเนียม
• เซรามิก
• หลังคา
• แก้ว
โดยมีแรงกดดันจากราคาพลังงาน ราคาวัตถุดิบ และค่าขนส่งที่อยู่ในระดับสูง

2. กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ได้แก่
• พลาสติก
• เคมีภัณฑ์ (ปุ๋ย)
• การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์

3. กลุ่มที่เผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก ประกอบด้วย
• สิ่งทอ
• เครื่องนุ่งห่ม
• ผลิตภัณฑ์หนัง
• รองเท้า
• เฟอร์นิเจอร์
ซึ่งได้รับแรงกดดันจากสินค้าต่างประเทศที่เข้ามาแข่งขันด้านราคา

4. กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อและภาคท่องเที่ยวที่ชะลอตัว ได้แก่
• อัญมณีและเครื่องประดับ
• หัตถกรรมสร้างสรรค์
เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคและจำนวนนักท่องเที่ยวยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัว

เปิดปัจจัยบวก–ปัจจัยเสี่ยงต่อภาคอุตสาหกรรมไทย
นางพิมพ์ใจ ระบุว่า ปัจจัยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงต่อจากนี้ ประกอบด้วย 5 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1. การส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เติบโตต่อเนื่อง
2. การส่งออกที่ยังขยายตัวในระดับสูง
3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
4. มาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม เช่น มาตรการผ่อนคลาย LTV และโครงการ Quick Big Win เพื่อช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ
5. แนวโน้มเครดิตประเทศไทยที่ยังมีเสถียรภาพ

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ได้แก่
1. ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ
2. แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น
3. การขยายตัวของสินค้านำเข้า
4. ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ทั้งภาคก่อสร้าง ภาคการผลิต และภาคเกษตร
5. ความกังวลต่อภาวะซุปเปอร์เอลนีโญในช่วงกลางปี 2569

"ภาคอุตสาหกรรมไทยยังมีโอกาสเติบโตในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับตลาดโลก เทคโนโลยี และเศรษฐกิจสีเขียว ขณะเดียวกันผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวต่อปัจจัยเสี่ยง ทั้งด้านต้นทุน ห่วงโซ่อุปทาน และการแข่งขัน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว" นางพิมพ์ใจ กล่าว

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้