สงครามผ่อนคลาย สลับมาปลุกหุ้น LAGGARD
HORIZON MARKET VIEW
• วานนี้ราคาน้ำมันดิบ BRENT ย่อตัวลงราว 1.1% และนับตั้งแต่ต้นเดือน -18.2%MTDหลังตลาดฯ ให้น้ำหนักกับสัญญาณความตึงเครียดที่ผ่อนคลายลง จากกระแสข่าวสหรัฐฯ – อิหร่านบรรลุดีล MOU 60 วัน ขยายเวลาหยุดยิง เพื่อเปิดโต๊ะเจรจานิวเคลียร์ถึงแม้ไม่ใช่สันติภาพถาวร แต่เพิ่มความหวังในการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
• อย่างไรก็ดี ผลกระทบของสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน กำลังลุกลามไปยังเงินเฟ้อ โดยล่าสุดสหรัฐฯ เผยเงินเฟ้อ PCE เดือน เม.ย. 2026 ขยายตัว +3.8%YOY ขยับขึ้นจากเดือนก่อนที่ +3.5%YOY สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี
• ขณะที่ FED เริ่มส่งสัญญาณเข้มงวด มากขึ้นเกี่ยวกับเงินเฟ้อและดอกเบี้ย โดยผู้ว่าการFED, CHRISTOPHER WALLER เดิมเป็นสาย DOVISH กล่าวว่ายังตัดโอกาสขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้
REGION RADAR
• DELL TECHNOLOGY (DELL US) +37% ในช่วง AFTER-HOURSหลังบริษัรายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปีบัญชี 2027 ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยรายได้รวมอยู่ที่ $4.38 หมื่นล้าน +88%YOY (สูงกว่าคาด 23%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ $4.86 +214% YOY
• XPENG (9868 HK) รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/26 อ่อนแอกว่าคาด อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในไตรมาส 2 บริษัทคาดจะมีการฟื้นตัวหลังจากบริษัทได้มีการเปิดตัวรถยนต์ XPENG GX ในช่วงปลายเดือน พ.ค. ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก
THAI FOCUS
• ตลท. ออกโรงเตือนนักลงทุนให้ระวังการเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) เนื่องจากราคา ปริมาณการซื้อขาย และสัดส่วนทางการเงิน (P/E, P/BV) พุ่งสูงทะลุปัจจัยพื้นฐานรองรับ ซึ่งหุ้นที่โดนสกัดไปแล้ว คือ CCET และ SMT แล้ว (ตลาดคาดว่า HANAและ EA อาจเป็นรายต่อไป คล้ายกรณี DELTA ในอดีต)
• ผลกระทบต่อดัชนี SET อาจกดดันให้ปรับฐานช่วงสั้น จากหลายปัจจัยคือ หุ้นกลุ่มนี้มี MARKET CAP ขนาดใหญ่ ฉุดดัชนีโดยตรง และบรรยากาศการลงทุนซบเซา เพราะไม่สามารถใช้บัญชีมาร์จิ้นซื้อได้
SYNAPSE STRATEGY
• ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงหนักจากแนวโน้มสงครามที่ใกล้จบ (เสี่ยงหลุดแนวรับสำคัญ) ส่งผลลบโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มน้ำมันและโรงกลั่นของไทย แต่การส่งออกไทย เม.ย.69 ฟื้นตัวแรง (+23% YOY) ได้รับอานิสงส์จากกำแพงภาษีที่ผ่อนคลายลง
• กลยุทธ์หันมาสะสมหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคายัง LAGGARD SET ตั้งแต่ต้นปีใน 2 ธีมหลัก คือ 1.ธีมเปิดเมือง BDMS, MINT และ THAI2.ธีมส่งออก CPF และ TU ส่วน PRIME PICK เลือก CPN, CENTELและBDMS
HORIZON MARKET VIEW
ราคาน้ำมันผ่อนคลาย แต่ FED เริ่มส่งสัญญาณเข้มงวด
วานนี้ราคาน้ำมันดิบ BRENT ย่อตัวลงราว 1.1% และนับตั้งแต่ต้นเดือน -18.2%MTD หลังตลาดฯ ให้น้ำหนักกับสัญญาณความตึงเครียดที่ผ่อนคลายลง จากกระแสข่าวสหรัฐฯ – อิหร่านบรรลุดีล MOU 60 วัน ขยายเวลาหยุดยิง เพื่อเปิดโต๊ะเจรจานิวเคลียร์ถึงแม้ไม่ใช่สันติภาพถาวรแต่เพิ่มความหวังในการกลับมาเปิดช่องแคบ
ฮอร์มุซอย่างไรก็ดีผลกระทบของสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน กำลังลุกลามไปยังเงินเฟ้อ โดยล่าสุดสหรัฐฯ เผยเงินเฟ้อPCE เดือน เม.ย. 2026 ขยายตัว +3.8%YOY ขยับขึ้นจากเดือนก่อนที่ +3.5%YOY สูงสุดในรอบกว่า 2 ป
ขณะที่ FED เริ่มส่งสัญญาณเข้มงวด มากขึ้นเกี่ยวกับเงินเฟ้อและดอกเบี้ย โดยผู้ว่าการ FED, CHRISTOPHERWALLER เดิมเป็นสาย DOVISH กล่าวว่ายังตัดโอกาสขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้นอกจากนี้ประธาน FED คนใหม่ KEVINWARSH ต้องการเปลี่ยนระบอบนโยบาย (REGIME CHANGE) เตรียมลดขนาดงบดุล FED จาก $6.7 ล้านล้านอาจลดถึง $3–$5แสนล้าน
ทั้งนี้ จากข้อมูลในอดีต (ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ปี 2022) หลังจากที่เงินเฟ้อ PCE สหรัฐ เกิน 3.8% ราว 9
เดือน ก่อน FED จะเริ่มขึ้นดอกเบี้ย อีกทั้งช่วงที่ PCE ดีดตัวขึ้นแรง และมีธนาคารกลางเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ย เสี่ยง
กดดันตลาดหุ้นย่อตัวลงได
REGION RADAR
DELL รายงานงบเซอร์ไพรซ์ตลาด ได้แรงหนุนจาก AI SERVER
DELL TECHNOLOGY (DELL US) +37% ในช่วง AFTER-HOURS หลังบริษัรายงานผลประกอบการไตรมาส1 ปีบัญชี 2027 ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยรายได้รวมอยู่ที่ $4.38 หมื่นล้าน +88% YOY (สูงกว่าคาด23%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ $4.86 +214% YOY (สูงกว่าคาด 63%) โดยได้แรงหนุนจากยอดขาย AI SERVERS ที่แข็งแกร่ง +757% YOY และบริษัทระบุว่าแนวโน้มการเติบโตในไตรมาส 2 จะแข็งแกร่งต่อเนื่อง คาดรายได้รวมอยู่ที่$4.45 หมื่นล้าน (ตลาดคาดที่ $3.50 หมื่นล้าน) และคาด EPS ที่ $4.8 (ตลาดคาดที่ $3.0) นอกจากนี้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ประกาศมอบสัญญาระยะเวลา 5 ปี มูลค่า $9.7 พันล้านให้แก่บริษัทเพื่อเป็นค่าบริการโปรแกรมเพื่อการทำงาน MICROSOFT 365
XPENG แนวโน้มไตรมาส 2 ฟื้นตัว
XPENG (9868 HK) รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/26 อ่อนแอกว่าคาด โดยรายได้รวมอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านหยวน –18% YOY (ต่ำกว่าคาด 1%) ขณะที่ไตรมาสนี้พลิกกลับมาขาดทุนสุทธิที่ระดับ 0.88 หยวนต่อหุ้น (แย่กว่าคาด 55%) โดยได้รับแรงกดดันจากยอดส่งมอบรถยนต์-33% YOY อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในไตรมาส 2 บริษัทคาดจะมีการฟื้นตัวหลังจากบริษัทได้มีการเปิดตัวรถยนต์ XPENG GX ในช่วงปลายเดือน พ.ค. ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก ซึ่งบริษัทมองว่ารายได้ในไตรมาส 2 จะอยู่ที่ราว 2.02 หมื่นล้านหยวน (ตลาดคาดที่ 2.01 หมื่นล้านหยวน) และคาดยอดส่งมอบรถยนต์ที่ระดับ 1.03 แสนคัน (ตลาดคาดที่ 9.7 หมื่นคัน)
THAI FOCUS
ตลาดหุ้นไทยส่อแววรับแรงกดดัน หลัง ตลท. งัดมาตรการคุมเข้มสกัด หุ้นกลุ่ม ETRON
จากประกาศของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการแจ้งเตือนให้นักลงทุนพิจารณาข้อมูลพื้นฐานให้ถี่ถ้วนก่อนเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่ม ETRON สาเหตุหลักมาจากการที่ราคา, ปริมาณการซื้อขาย (TURNOVER) และความผันผวนของหุ้นบางตัว ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ ทั้ง P/E และ P/BV ทะยานไปอยู่ในระดับที่สูงมาก โดยปราศจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งเพียงพอมาสนับสนุน ดังนั้นมาตรการกำกับการซื้อขาย(TRADING ALERT และ CASH BALANCE) จึงถูกนำมาใช้แล้วเริ่มที่ CCET และ SMT ที่ถูกจับติดเป็นที่เรียบร้อยนอกจากนี้ บทเรียนในอดีตอย่างหุ้น DELTA ที่เคยถูกเตือนและติด CASH BALANCE จนส่งผลกระทบต่อดัชนีมาแล้ว ก็ถูกหยิบยกมาเป็นกรณีศึกษา และด้วยแรงเก็งกำไรที่ยังคงมีอยู่ในตลาด ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าหุ้นตัวใหญ่อื่นๆ ที่มีการเคลื่อนไหวหวือหวา เช่น HANA หรือ EA อาจเป็นรายต่อไปการเข้ามาแตะเบรกของ ตลท. ในครั้งนี้ระยะสั้นย่อมสร้างแรงกดดันต่อดัชนี SET อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุผลดังนี้
1. ผลกระทบจาก MARKET CAP ที่สูง : หุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์หลายตัวมีมูลค่าตามราคาตลาด(MARKET CAP) ที่ใหญ่มากและมีผลต่อการคำนวณดัชนี SET INDEX โดยตรง เมื่อหุ้นเหล่านี้ถูกสกัดด้วยมาตรการ CASH BALANCE สภาพคล่องในการซื้อขายจะหดหายไปทันที ส่งผลให้ราคามีโอกาสปรับตัวลดลง และฉุดรั้งให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงลงตามไปด้วย
2. บรรยากาศการลงทุนที่ซบเซา (SENTIMENT) : การเตือนของ ตลท. ทำให้เกิดจิตวิทยาเชิงลบ นักลงทุนรายย่อยที่ชอบเก็งกำไรอาจชะลอการลงทุนเพราะขาดสภาพคล่อง (ไม่สามารถใช้บัญชีมาร์จิ้นซื้อได้)
3. การโยกย้ายเงินทุน : เมื่อกลุ่มที่เคยเป็น LEADER ถูกสกัด เงินทุนอาจเกิดภาวะสุญญากาศชั่วคราวหากไม่มีกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นที่มีน้ำหนักมากพอก้าวขึ้นมานำตลาดแทน
SYNAPSE STRATEGY
จับตา SECTOR ROTATION ถึงเวลาหมุนเงินเข้าสะสมหุ้น LAGGARD
ทิศทางของราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ตามภาวะสงครามที่ใกล้สิ้นสุดลงโดยราคาน้ำมันดิบWTI ปรับตัวลงถึง -18.2%MTD ซึ่งในเชิงเทคนิค กราฟ ได้ก่อตัวในรูปแบบ TOP-DOWN DIAMOND ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงในการปรับฐาน โดยมีแนวรับสำคัญที่บริเวณ 90-91 เหรียญฯต่อบาร์เรล หากหลุดระดับดังกล่าวจะมีโอกาสปรับตัวลงต่อได้อีก การย่อตัวของราคาน้ำมันนี้ ส่งผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มน้ำมันและโรงกลั่น PTTEP, PTT, TOP เคยเป็นหนึ่งในเสาหลักที่ช่วยพยุงดัชนีมาโดยตลอดขณะที่ภาคเศรษฐกิจจริงของไทย ในส่วนภาคส่งออกกลับส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ตัวเลขการส่งออกในเดือนเมษายนที่ผ่านมาเติบโตขึ้นถึง +23%YOY ประกอบกับกระแสเรื่องกำแพงภาษี (TARIFF) ที่เริ่มมีทิศทางผ่อนคลายและทยอยดูดีขึ้นตามลำดับในหลายประเทศรวมถึงไทยที่มีกำแพงภาษีลดลงเหลือ 5.3% ในปัจจุบัน ปัจจัยนี้เป็นแรงส่งสำคัญที่จะเข้ามาช่วยหนุนผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกของไทยให้โดดเด่น
โครงสร้างของ SET ที่เคยถูกหนุนด้วยหุ้น ETRON (ที่ราคาปรับขึ้นมาสูงมากแล้วจนเป็นผู้เล่นหลักที่ดันดัชนี) และหุ้นกลุ่มน้ำมัน-โรงกลั่น (ที่กำลังเผชิญแรงขายจากราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลง) ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมคือ การเอนเอียงน้ำหนักไปยังหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาหุ้นยัง LAGGARD SET ตั้งแต่ต้นปีซึ่งกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับและมีโอกาสที่เม็ดเงินลงทุนจะไหลกลับเข้ามาเก็งกำไร โฟกัสไปที่ 2 ธีมหลัก ได้แก่
1. ธีมเปิดเมือง : หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของการบริโภคและการท่องเที่ยวในประเทศ แนะนำทยอยสะสม BDMS, MINT และTHAI
2. ธีมส่งออก : หุ้นกลุ่มอาหารและการเกษตรที่ได้อานิสงส์โดยตรงจากตัวเลขการส่งออกของไทยที่เติบโตโดดเด่น แนะนำทยอยสะสม CPF และTU
จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์