แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯอ่อนแอลง แต่ไทยแข็งแกร่งขึ้น
KEY FINDINGS:
สหรัฐฯ: ดัชนี S&P 500 ย่อตัวลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งนับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมราว 20% ปัจจัยที่เข้ามากดดันได้แก่ยีลด์พันธบัตรที่พุ่งขึ้นหลังการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PPI ของสหรัฐฯ เดือนเมษายนที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับ Sentiment Indicator ที่อ่อนแอลง โดยดัชนี CNN Fear & Greed ปรับลดลงจากระดับ 65 จุด เหลือ 58 จุด แต่ยังอยู่ในโซน Greed
ไทย: ดัชนี SET ปรับตัวลดลง 0.4% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่บรรยากาศการลงทุนมีแนวโน้มดีขึ้น โดย BLS Greed & Fear Barometer ยังคงยืนในโซน Greed และมาตรวัดปรับเพิ่มขึ้นจาก 61 จุดสู่ 64 จุด
US MARKET SENTIMENT TRACKER:
ดัชนี S&P 500 ย่อตัวลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งนับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมราว 20% ปัจจัยที่เข้ามากดดันได้แก่ยีลด์พันธบัตรที่ปรับขึ้นหลังการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PPI ของสหรัฐฯ เดือนเมษายนที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับ Sentiment Indicator ที่อ่อนแอลง โดยดัชนี CNN Fear & Greed ปรับตัวลดลงจาก 65 จุด เหลือ 58 จุด กดดันจาก Market Breadth ที่ลดลง และ Put/Call Ratio ที่กลับมาปรับขึ้นจาก 0.62 สู่ 0.68 สะท้อนว่านักลงทุนกลับมาเพิ่มสถานะการป้องกันความเสี่ยงอีกครั้งหนึ่ง
ขณะเดียวกันผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนของ AAII สะท้อนว่ามุมมองเชิงบวกต่อตลาดในช่วง 6 เดือนข้างหน้าเริ่มลดลง โดยสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่มีมุมมอง Bullish ลดลงจาก 39.3% เหลือ 31.7% (และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 37.5%) และสัดส่วนฝั่ง Bearish เพิ่มขึ้นจาก 36.6% สู่ 43.6% (และสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 31.0%) ส่งผลให้ Bull-Bear Spread ปรับลดลงเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าจาก 2.7% เหลือ -11.9%
THAI MARKET SENTIMENT TRACKER:
สำหรับตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET ปิดปรับตัวลดลง 0.4% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่บรรยากาศการลงทุนแข็งแกร่งขึ้น โดย BLS Greed & Fear Barometer ยังคงยืนในโซน Greed และมาตรวัดปรับเพิ่มขึ้นจาก 61 จุดสู่ 64 จุด องค์ประกอบย่อยที่เป็นตัวหนุนมาตรวัดได้แก่ ความผันผวนของตลาดที่ลดลง Market Breadth ที่ขยับขึ้นได้ รวมถึง Momentum Strength และ Volume Index ที่ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย
IMPLICATION:
แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะย่อตัวมาแล้วราว 2% จากจุดสูงสุดที่ทำไว้ในสัปดาห์ก่อนหน้า แต่องค์ประกอบย่อยด้าน Market Momentum ยังคงอยู่ในโซนร้อนแรงที่ Extreme Greed นอกจากนั้น Put/Call Ratio ยังคงมีสัญญาณของการปรับตัวขึ้นได้อีก จึงอาจส่งผลให้ตลาดยังมีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนในระยะสั้น
ตลาดหุ้นไทยกลับมาทดสอบระดับสูงสุดเดิมที่บริเวณ 1,545 จุด เป็นครั้งที่สาม อย่างไรก็ตาม ดัชนี Bull-to-Bear ได้เริ่มปรับตัวลงอีกครั้ง หลังจากแตะระดับ Upper-bound ในสัปดาห์ที่ผ่านมา อีกทั้งดัชนี Volume Index ก็ยังคงอยู่ในโซนใกล้ Overbought ส่งผลให้ตลาดอาจต้องใช้ระยะเวลาในการสร้างฐานในระยะสั้น ก่อนที่จะทะลุระดับดังกล่าวขึ้นไปได้
สรุปภาพตลาดวานนี้ SET ปิดบวกเบาๆ วานนี้ จาก DELTA GULF PTT CPN CPAXT AOT THAI ภาพรวมหุ้นใหญ่กระจายกลุ่มบวก ส่วนแรงขายยังเป็น ADVANC TRUE ผสมด้วยธนาคาร แต่ไฮไลท์ คือ หุ้นบวกแรง TIDLOR (หลังแจ้งข่าวซื้อหุ้นคืน และจ่ายปันผลเพิ่ม) GPSC BGRIM EA NTF
แนวโน้มตลาดวันนี้
Recheck, Sector Rotation
แนวโน้มราคาหุ้นไทย 1) กลุ่มที่ปรับลงมาแล้วอยู่ใน Neutral zone มีกลุ่ม ธนาคาร สื่อสารและราคาหุ้นเริ่มประคองตัว หลังลงมานานร่วมๆ 3 เดือน (ก.พ.-พ.ค.) แล้ว
2) กลุ่มที่ราคาลงแล้วแต่เพิ่งจะลง (ราคาเริ่มขึ้นช่วง มี.ค.-เม.ย. แต่เดือน พ.ค. ผลตอบแทนติดลบ m-m) คาดจะมีความผันผวนและเสี่ยงปรับฐานอยู่ ได้แก่ สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น พลังงานน้ำมัน ปิโตรฯ โรงกลั่น โรงไฟฟ้า เรามองว่าจะมีแนวโน้ม Underperform ตลาด (เพราะอาจมีปัจจัยลบระยะสั้นคอยบดบัง การปรับขึ้นของราคาหุ้น เช่น มาตรการรัฐฯ หรือความเสี่ยงเหนือความควบคุม)
3) กลุ่มที่อยู่ล่าง และ/หรือ เล่นไม่ค่อยขึ้นตามตลาด ได้แก่ ท่องเที่ยว โรงแรม สายการบิน การท่าอากาศยาน, สินเชื่อบุคคล, ปศุสัตว์ (ส่วนใหญ่ยังมองไม่เป็นปัจจัยหนุน และอาจมีปัจจัยลบระยะสั้นคอยบดบัง การปรับขึ้นของราคาหุ้น)
4) กลุ่มที่ราคาขึ้นลอยลำ นำเพื่อนไปแล้วตามที่คาด ได้แก่ นิคมฯ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พลังงานหมุนเวียน รับเหมาฯ (ปล่อยขึ้นต่อสบายๆ ย่อมาก็รับเพิ่ม เล่นสั้นก็ทำได้)
รอบนี้เมื่อมองหุ้น Sector rotation เราเล็งเห็นปัจจัยสนับสนุนราคาหุ้นเหมือนกับตอนที่เห็นในหุ้นกลุ่มที่ (4) คือ เมื่ออ่านแนวทางการเล่น ชัดเจนว่า เป็นเรื่องด่วนที่ต้องได้รับการส่งเสริม/แก้ไข, ราคาหุ้นเริ่มต้นในจุดที่ได้เปรียบ (ยังอยู่ล่าง และพร้อมเปลี่ยนแนวโน้มตามกระแส)
เราย้ำการเพิ่ม นน. หุ้นกลุ่ม “ค้าปลีก” ซึ่งควรจะได้ประโยชน์จาก เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ คาดเมื่อ Virtual Bank เริ่มใช้งานจริง ปชช. SMEs ควรจะเข้าถึงแหล่งเงินได้สะดวกรวดเร็วขึ้น, รัฐบาลต้องรีบหยุดปัญหา “เงินฝืด” คนละครึ่ง ไทยช่วยไทย ต้องเร่งรัดให้เห็นผล จากงบกลางที่จัดสรรไว้ ซึ่งถ้ายังไม่พอ เราเห็นแล้วว่า รัฐบาล จะอัดฉีดเพิ่มแน่จาก พรก. กู้เงินที่เตรียมไว้อีก 2 แสนล้านบาท ขณะที่รายได้ในบางอุตสาหกรรมเราเริ่มเห็นการฟื้นตัวในภาครายได้ (จ้างงาน 2 กะ/ทำ OT) การจ้างงานในภาคเกษตร (ผลไม้ เริ่มออกผลตามฤดู) เป็นต้น
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค Price Pattern: กราฟอยู่ในรูปแบบ Sideway Up ขาขึ้นระยะกลางอย่างชัดเจน หลังจากดัชนีสะสมพลัง & Breakout ยืนเหนือกลุ่มเส้น EMA (10, 25, 75 และ 200 วัน) ได้อย่างมั่นคงอยู่ในภาวะกระทิง “Bullish”
MACD: ค่อยๆ ยกฐานตัดเส้น Signal Line ประคองตัวอยู่เหนือระดับศูนย์ (Zero Line) บ่งชี้พลังในการขับเคลื่อนที่มีแรงส่งต่อเนื่อง
Wave Analysis: ดัชนียังคงอยู่ในคลื่นขาขึ้น “Impulse Wave 5” ซึ่งมักจะเป็นรอบที่เหวี่ยงขึ้นลงแรง!...
แนวรับแข็งแกร่ง: 1,500 - 1,515 จุด หากมีการย่อตัวสลับลงมาบริเวณนี้ มองเป็นจุดสะสมที่ดีมาก
แนวต้าน: 1,545 จุด ด่านแรกวัดใจระดับ High เมื่อต้นปี หากผ่านได้จะมีเป้าหมายสำคัญถัดไปที่ 1,580 - 1,600 จุด
สรุป: ตลาดยังคงปลอดภัยตราบใดที่ไม่หลุดแนวรับจิตวิทยา 1,500 จุด ลุ้นวิ่งขึ้นทดสอบเป้าหมายถัดไปแถว 1,545 จุด เน้นเกาะเทรนด์ไปกับหุ้นเด่น ผู้นำอุตสาหกรรมที่มีวอลลุ่มซัพพอร์ตและธีมหนุนการลงทุนที่ชัดเจน
What to watch MSCI Review (ใช้ราคาปิด 29 พ.ค.) ไม่มีการปรับหุ้นใน MSCI Thailand (Standard Index) แต่ปรับใน MSCI Small cap index โดยเพิ่ม MRDIYT TFG และถอด TOA ทั้งนี้ ทั้ง MRDIYT และ TFG อยู่ในกลุ่มที่เราคาดว่ามีโอกาสเข้า SET50 ใหม่ด้วย (BCP MRDIYT TFG THAI และอาจมี ITC ที่ต้องพิจารณาเกณฑ์ Free Float)
รัฐสั่งฟันเข้มเชือดผู้ค้า ม.7 กักตุนน้ำมันเก็งกำไรช่วงวิกฤต-จ่อเอาผิดถึงโรงกลั่น พบเงินหมุนเวียนโยงนอมินี 3 พันลบ./ ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ส่วนหนึ่งที่มีสถานีบริการน้ำมันที่มีการกระทำที่บิดเบือนกลไกตลาด โดยการประวิงเวลากักตุนน้ำมันในคลังและในการขนส่งทางเรือ ทางรถ เพื่อฉวยโอกาสทำกำไรให้กับธุรกิจของตนเอง
พล.ต.อ.ธัชชัย ยกตัวอย่างผู้ค้าน้ำมันรายหนึ่ง ที่มีน้ำมันสำรองกว่า 13 ล้านลิตร แต่ในช่วงวิกฤตกลับลดการจ่ายน้ำมันลงกว่า 64% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถหาซื้อน้ำมันได้
สำหรับกรณีกักตุนน้ำมันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขณะนี้มีการสอบปากคำพยานไปแล้วจำนวนหนึ่ง หลังพบความผิดปกติในการจำหน่ายน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ที่มีการจำหน่ายสูงถึง 2.16 ล้านลิตร สูงกว่าช่วงเดือนก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับช่วงที่เกิดความตื่นตระหนกและความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น
กระทรวงพลังงานจึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้เสียหาย กรณีพบการฝ่าฝืนประกาศกรมธุรกิจพลังงานเกี่ยวกับการขนส่งน้ำมัน โดยก่อนหน้านี้ได้ส่งข้อมูลให้ DSI ดำเนินคดีแล้ว 166 รายการ ซึ่งเป็นกรณีความผิดเกี่ยวกับการขนส่งทางเรือ
สภาพัฒน์เผย ศก.ไทย ไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัว 2.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% ในไตรมาสที่สี่ของปี68/ทั้งปีนี้ คาดศก.ไทย ขยายตัว1.5-2.5%
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.5 - 2.5 (ค่ากลางร้อยละ 2.0) โดยการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ2.4 และร้อยละ 3.7 ตามลำดับ
แบงก์ชาติอินโดนีเซีย ขึ้นดอกเบี้ย 0.5% จาก 4.75% เป็น 5.25% เซอร์ไพร์สตลาด
หุ้นแนะนำวันนี้
GLOBAL กลุ่ม Rotated in ที่ราคาอยู่ด้านล่าง ด้านงบค่า K ที่ช่วยให้รับเหมาช่วง รายย่อย มีกระแสเงินสดเพิ่ม คาดช่วยหนุนหุ้นค้าวัสดุฯ
แนวรับ 7 ต้าน 7.6 Stop loss 6
รายงานพื้นฐานวันนี้
Bank Sector
สินเชื่อฟื้นเล็กน้อยเดือน เม.ย. แต่แนวโน้มยังอ่อนแอ
ภาพรวมสินเชื่อกลุ่มธนาคาร ณ สิ้นเดือนเม.ย. 2026 อยู่ที่ 10.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% MoM หลักๆ มาจากสินเชื่อองค์กรที่เพิ่มขึ้น โดยธนาคารที่รายงานสินเชื่อเติบโต MoM นำโดย KBANK, KKP, BBL KTB, TTB และ SCB
ทั้งนี้ เราคาดว่าสินเชื่อในเดือนพ.ค. จะทรงตัว MoM เนื่องจากเราประเมินว่าธนาคารจะเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า โดยเราคาดว่าสินเชื่อของกลุ่มธนาคารจะเติบโตได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จากการเข้าช่วงเทศกาลวันหยุดยาว หนุนความต้องการใช้สินเชื่อสำหรับเงินทุนหมุนเวียนและสินเชื่อรายย่อยเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ จากการคำนวณของเราในเบื้องต้น คาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารสำหรับเดือนเม.ย. จะอยู่ที่ราว 2.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% YoY และ 34% QoQ โดยธนาคารที่จะรายงานกำไรเติบโต YoY นำโดย BBL, SCB, TTB, KTB, KKP และ TISCO โดยมีเพียง KBANK ที่เราคาดว่าจะรายงานกำไรลดลง YoY ในเดือนเม.ย.ปีนี้
CK
ช.การช่าง
งานยังเดินหน้าต่อ หุ้นรอ Re-rate รอบใหม่
ภาพรวมงานใหม่ยังอยู่ในทิศทางบวก โดยคาด Backlog ปลายปีทำ New high ราว 2.26 แสนล้านบาท (+34% YoY) จากโครงการหลักที่จะเริ่มเปิดประมูล 4Q26 (TOR ออกช่วง 3Q26) เช่น M5/M9, Double Deck, งาน M&E สายสีม่วง รวมถึงกลุ่มส่วนต่อขยายสุวรรณภูมิตะวันออก, ดอนเมืองเฟส 3 และรถไฟความเร็วสูงเฟส 2 ดูมีโอกาสเกิด ขณะที่รถไฟทางคู่อาจเลื่อนไปปีหน้า จากการปรับแบบเพิ่มทางเลี่ยงถนน แต่มี upside จากมูลค่างานที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มสะพานรถไฟ
เรามอง CK เด่นในรอบนี้จากโครงสร้างงาน PPP โดยไม่ใช่แค่ผู้รับเหมา แต่เป็น partner ใน ecosystem (ผ่าน BEM) ทำให้มีความได้เปรียบในการได้งาน และหากงานออกตามคาดจะช่วย Secured รายได้กลับไปเป็น 4–6 ปี จากเดิมที่เหลือ 3–5 ปี
สำหรับประเด็นค่า K แม้อานิสงส์ไม่มากจากงานค่า K มีเพียง ~7% ของ Backlog แต่ CK ยังบริหารต้นทุนได้ผ่านงานเอกชนที่เป็นแบบ Design & Build และยังได้แรงหนุนจากดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง 15–20% YoY ช่วยลด downside ตรงกันข้าม เรายังเห็น upside ต่อกำไรจากตลาดที่ conservative เกินไป 10–15%
Fundamental view: เรายังคงแนะนำ Let profit run และรอจังหวะย่อสะสมเพิ่ม หลัง valuation re-rate ขึ้นไปแตะ PBV ~1.1–1.2x แล้ว โดยมองช่วงนี้เป็นการ “สร้างฐาน” ก่อนขึ้นรอบใหม่ หากข่าวงานประมูลและ TOR เริ่มออกตามคาดในช่วงปลาย 3Q–4Q26 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยลบภาพจำเรื่องดีเลย์ และยืนยันรอบขาขึ้นของ cycle ใหม่
KCG
(Visit Note)
เคซีจี คอร์ปอเรชั่น
หุ้นอาหาร defensive ท่ามกลางต้นทุนผันผวน
KCG รายงานกำไรสุทธิ 1Q26 ที่ 154.6 ล้านบาท เติบโต 26.5% YoY จากรายได้ที่เพิ่มขึ้น 7.4% YoY โดยเติบโตในทุกกลุ่มสินค้าและทุกช่องทางจำหน่าย กลุ่ม Dairy ซึ่งคิดเป็น 62% ของยอดขายยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ด้านอัตรากำไรปรับตัวดีขึ้น YoY จาก 1) GM เพิ่มจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารต้นทุน 2) SG&A/sales ลดลง และ 3) ต้นทุนทางการเงินลดลง
แนวโน้ม 2Q26 ยังเติบโต YoY (อ่อนตัวเล็กน้อย QoQ ตามฤดูกาล) ท่ามกลางปัจจัยลบจากภายนอก โดยเฉพาะตะวันออกกลาง (แต่หากเลยไปเกินกลางปีอาจจะปรับเป้า) โดย GM ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น YoY จากต้นทุนวัตถุดิบ และประสิทธิภาพ เช่นเดิม โดย butter oil ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักราว 15% ของ COGS ได้มีการล็อกราคาล่วงหน้าไปถึง 3Q–4Q26 แล้ว ที่ระดับราคาใกล้เคียงปีก่อน ขณะที่ต้นทุน packaging ซึ่งคิดเป็นเพียงราว 3% ของ COGS คาดว่าจะกระทบ margin จำกัด แต่ SG&A จะถูกกดดันจากการขนส่ง ซึ่งแก้ด้วยการพยายามปรับเส้นทาง และใช้ระบบ automation มาจัดการเพิ่ม
Our view: มอง KCG ยังเป็นหุ้นอาหารที่ defensive ในช่วงต้นทุนผันผวน จากการาคาวัตถุดิบหลักล่วงหน้าและความสามารถในการรักษา GM ผ่านการเพิ่ม efficiency อย่างต่อเนื่อง แม้ upside ระยะสั้นอาจถูกจำกัดจากกำลังซื้อและ sentiment การบริโภคที่เริ่มชะลอลง แต่คุณภาพกำไรที่แข็งแรง จะจำกัด downside ทั้งนี้ หุ้นมีปันผลระดับ 5.6% รองรับ
SCCC
(Visit Note)
ปูนซีเมนต์นครหลวง
แนวโน้มปี 2026 ไม่น่าตื่นเต้น; อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง
SCCC รายงานกำไรสุทธิ 1Q26 ที่ 1,378 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% YoY และ 128% QoQ หนุนโดย: 1) ผลการดำเนินงานของธุรกิจปูนซีเมนต์ในไทยที่ดีขึ้น (อุปสงค์โครงสร้างพื้นฐาน, การเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน) และ 2) ผลการดำเนินงานของธุรกิจปูนซีเมนต์ในกัมพูชาที่เพิ่มขึ้น (ปริมาณขายและราคาขายสูงขึ้น, การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน) อย่างไรก็ตามผลการดำเนินที่ชะลอตัวลงของธุรกิจปูนซีเมนต์ในเวียดนาม (มีการปิดเตาเผาในเดือน มี.ค.) ศรีลังกา (ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งสูงขึ้น) และบังคลาเทศ (การแข่งขันรุนแรง, ต้นทุนค่าจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น) และผลการดำเนินงานของ LANNA ที่อ่อนตัวลง (กำไรจากธุรกิจถ่านหินลดลง จากปริมาณขายและราคาขายที่ลดลง) จำกัดการเติบโตของกำไรสุทธิ 1Q26 บางส่วน
ด้านแนวโน้ม อุปสงค์ซีเมนต์ในไทยปี 2026 ทรงตัว เนื่องจากอุปสงค์ซีเมนต์จากภาคอสังหาริมทรัพย์ (ที่อยู่อาศัย) ที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตามอุปสงค์จากโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจปูนซีเมนต์ในต่างประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวในปีนี้
Our view: เรามีมุมมองเชิงระมัดระวังต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2026 เนื่องจากอาจมี downside risk จากต้นทุนที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งน่าจะหนุนให้บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลที่ดีได้ เราจึงมองว่า SCCC เป็นหุ้นที่น่าสนใจลงทุนเพื่อรับเงินปันผล 7.7%
สรุปประเด็นจาก Quick take
IRPC
ไออาร์พีซี
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
แนวโน้มส่วนต่างราคาปิโตรเคมีทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในช่วง 2Q-3Q26 หนุนโดยภาวะอุปทานตึงตัว บริษัทดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน/ลดต้นทุนต่อเนื่องโดยคาดว่าจะเพิ่ม EBITDA ได้ราว 2,100 ล้านบาทในปีนี้
View from fundamental : แม้แนวโน้มกำไรหลัก 2Q26 ที่แข็งแกร่งและการอนุมัติการส่งออกน้ำมันเครื่องบินอาจเป็น positive sentiment ต่อราคาหุ้นในระยะสั้น แต่คาดการณ์ผลการดำเนินงานที่อ่อนตัวลงใน 2H26 อาจเป็นแรงกดดันต่อราคาหุ้นในระยะถัดไป
KTC
บัตรกรุงไทย
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
แนวโน้มการใช้จ่ายบัตรเครดิตยังดีใน 2Q26 จากการใช้จ่ายในธุรกิจประกันโตได้ดี ซึ่งหักล้างผลกระทบจากการใช้จ่ายในด้านร้านอาหารที่ลดลงบ้าง
View from fundamental: เราประเมินว่าคุณภาพสินทรัพย์ของ KTC จะดีต่อเนื่องในปีนี้ และคาดกำไรจะขึ้นทำ new high ได้ต่อเนื่อง และสามารถคาดหวัง dividend yield ได้สูงกว่า 6% ต่อปี แนะนำซื้อ
CPALL
ซีพี ออลล์
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
กลยุทธ์หลักยังเน้นปรับปรุงประสิทธิภาพทำกำไรภายใต้ภาวะกำลังซื้อยังอ่อนแอ เช่น การเพิ่มสินค้า high margin , ออกสินค้าใหม่หรือคุมปริมาณการใช้ไฟในร้าน
View from fundamental : แนวโน้มการเติบโตของกำไรหลัก 2Q26 จะเพิ่มขึ้น YoY หนุนจากยอดขายและ GM ของ 7-Eleven ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ในระยะกลางถึงยาวจะได้ประโยชน์มากขึ้นจากเงินเฟ้อขาขึ้น จึงแนะนำ BUY ราคาเป้าหมาย 60 บาท
STGT
ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย)
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
ราคาขายได้ปรับขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ค. +35-40% เทียบกับ 1Q26 ปริมาณการขายใน 2Q26 น่าจะทรงตัว หรือดีขึ้นเล็กน้อย QoQ โดยลุกค้าบางรายมีการ wait-and-see แต่คาดจะกลับมาเร่งตัวใน 2H26 เพื่อเติมสต๊อค
View from fundamental : เราประเมินกำไร 1Q26 ที่ 384 ล้านบาทใน 1Q26 จะเป็นจุดต่ำสุดและเร่งตัวขึ้นตลอดทั้งปีจากตลาดผู้ซื้อกลายเป็นตลาดผู้ขาย มีโอกาสทั้งปีที่จะแตะ 1.6-1.7 พันล้านบาทกลับไปปี 2022 สูงกว่าประมาณการกำไรของตลาดปัจจุบันที่ 1.2 พันล้านบาท ราคาหุ้นคู่แข่งอย่าง Top Glove เทรด 40x+ ถ้าอิง Discount ลงมาแค่ 25x ราคาหุ้นน่าจะอยู่แถว 14-15 บาท
HANA
ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
Lamphun EMS โครงการ Phononic AI cooling ยังเดินหน้าตามแผน และมีการเซ็นสัญญาเพื่อเพิ่ม output เท่าตัว อยู่ขั้นตอน qualification คาดจะเสร็จปลาย มิ.ย. น่าจะเริ่มเห็นรายได้ชัดเจนในปี 202Ayutthaya IC: utilization จะดีขึ้นใน 2H26 แต่ยังมีปัญหาการจ้างคน เนื่องจากบริษัทจีนจ่ายมากกว่า
View from fundamental: เรายังมองภาพการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปใน 2Q26-3Q26จากภาพอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัว ซึ่งราคาหุ้นตอบรับประเด็นนี้มามากแล้ว ในขณะที่ AI contribution ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1Q27 ถึงจะพอเห็น Visibility ระยะสั้นยังมีความเสี่ยง Cash balance เรายังคงคำแนะนำ ถือ
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน