Company Note
Osotspa
ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง Margin สูงสุดในรอบหลายปี
เรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ" OSP โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1) ผลประกอบการ 1Q26 ที่แข็งแกร่งกว่าคาด อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นจากการรวมศูนย์โรงงานที่อยุธยาและการบริหาร Supply Chain ที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่รายได้กลุ่มเครื่องดื่มในประเทศเติบโตจากกลยุทธ์ Premiumization และการขยายช่องทาง CVS 2) แนวโน้มการเติบโตจากการรุกสินค้ากลุ่ม Health & Wellness และ Personal Care สู่ระดับ Premium Mass 3) การขยายตลาด CLMV ที่ยังโต และการเริ่มบุกตลาดจีนผ่าน E-Commerce และ 4) Valuation ที่ยังถูก โดยหุ้นซื้อขายที่ PER เพียง 12.4X ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวและมีส่วนลดเทียบกลุ่มอุตสาหกรรม ขณะที่ Dividend Yield ปี 2026F คาดอยู่ที่ 5.3% ซึ่งช่วยรองรับ Downside Risk ได้ดี
กลยุทธ์มุ่ง Premiumization, ขยายตลาดต่างประเทศ และประสิทธิภาพบริหารต้นทุน ผู้บริหารย้ำกลยุทธ์หลัก 3 แกน ได้แก่
การตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศ ผ่านการขยายช่วงราคาสินค้า M-150 ตั้งแต่ 10–20 บาท รวมถึงกลยุทธ์ Premiumization การเปิดตัว M-150 Sparkling Zero Sugar ราคา 20 บาท เจาะกลุ่ม Gen Z
การขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะ CLMV ที่ลาวยังโตระดับ Double-digit แม้พม่าจะมีปัญหาใบอนุญาตการนำเข้าชั่วคราวตั้งแต่เดือน มี.ค.26 และคาดว่าจะกลับมาได้ในเดือน มิ.ย.26 โดยและบริษัทมีแผนลงทุน 100–150 ล้านบาทเพื่อตั้งสายการผลิตการบรรจุน้ำใส่ขวดแก้ว (Filling Line) ในพม่า เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าในระยะยาว คาดจะเริ่มกลางปีหน้า นอกจากนี้ยังเริ่มรุกตลาดจีนผ่าน E-Commerce ใน 2Q26
ประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยบริษัทลงทุน 400–500 ล้านบาทในระบบ Digital และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ Route to Market และการตัดสินใจเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ลดต้นทุน เช่น เปลี่ยนฝาขวดลิโพเป็นสีเงินและเปลี่ยนพลาสติกแรปเป็นกระดาษ
กำไรหลัก 1Q26 ของ OSP เพิ่มขึ้น +19% YoY และ +41% QoQ มาอยู่ที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียน สะท้อนจากทั้งด้านรายได้และการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นสู่ 42.5% (+2.2 ppt YoY, +3.0 ppt QoQ) จากต้นทุนวัตถุดิบทีมีการล็อคราคาปลายปีที่ผ่านมาและประสิทธิภาพการผลิตหลังรวมศูนย์โรงงานที่อยุธยา รายได้กลุ่มเครื่องดื่มในประเทศเติบโต +11% YoY โดยมี M-150 เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก จากกลยุทธ์ Brand Portfolio และกลยุทธ์ Multi-tier Pricing (10,12,15 บาท) เข้าถึงลูกค้าหลากหลาย ขณะที่ SG&A ลดลงจากวินัยการจัดสรรงบการตลาด
แนวโน้ม 2Q26F และทั้งปี 2026F: Momentum ต่อเนื่อง Margin ทรงตัวเหนือ 40%
แนวโน้มผลประกอบการ 2Q26F คาดกำไรเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหรือทรงตัว YoY จากยอดขายในประเทศคาดเพิ่ม ได้แก่ การขยายสินค้า Health & Wellness ออกสินค้าใหม่ M-150 Sparkling Zero Sugar ราคา 20 บาท เจาะกลุ่ม Gen Z รวมถึงผลิตภัณฑ์ Personal Care ที่เน้น Premium Mass ตลอดจนแคมเปญกระตุ้นยอดขายหลังสงกรานต์ การเข้าร่วมงาน THAIFEX (26–30 พ.ค.) เพื่อเปิดตัวสินค้าและต่อยอดตลาดต่างประเทศ ด้านต่างประเทศคาดลดลงในเมียนมาจากเรื่องใบอนุญาติการนำเข้าจะกลับมาได้ในเดือน มิ.ย.26 ด้านต้นทุนบริษัทล็อคราคาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ไว้ถึง พ.ค.-มิ.ย.26 และคาด Gross Margin จะไม่ต่ำกว่า 40% ในขณะที่ SG&A คาดเพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง เราคาดกำไรหลักปี 2026F เติบโต 4% YoY มาอยู่ที่ราว 3.6 พันล้านบาท ขณะที่รายได้รวมปี 2026F คาดอยู่ที่ 2.62 หมื่นล้านบาท (+2.5% YoY) และกำไรสุทธิ 3.63 พันล้านบาท ROE 20.8%
Valuation และคำแนะนำ: ซื้อ — ราคาเป้าหมาย 19.00 บาท Upside 27% พร้อม Yield 5.6%
เราคงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 19.00 บาท อิง PER 2026F ที่ 15.7X ซึ่งเป็นระดับ -0.5SD ของค่าเฉลี่ยในอดีต สะท้อนความเสี่ยงจากต้นทุนและปัจจัยภายนอกไว้แล้ว ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ PER เพียง 12.4X ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ และยังมีส่วนลดชัดเจนเมื่อเทียบกับกลุ่ม F&B ขณะที่ EV/EBITDA 2026F อยู่ที่ 7.1X ซึ่งถูกกว่าค่าเฉลี่ย Dividend Yield ปี 2026F คาดอยู่ที่ 5.3% ในระดับที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนระยะกลาง–ยาว ปัจจัยเร่ง Upside ได้แก่ การขยายตลาดต่างประเทศใน CLMV และอินโดนีเซียที่แข็งแกร่งกว่าคาด การรุกตลาดจีนผ่าน E-Commerce และ Margin ที่ดีกว่าประมาณการจากต้นทุนที่บริหารได้ดี
ความเสี่ยงหลักที่ต้องติดตาม ได้แก่ ราคาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่อาจพุ่งสูงกว่าคาด ความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในพม่า และกำลังซื้อผู้บริโภคที่อาจชะลอตัวจากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม