14 พ.ค. 2569 18:03:33 452
สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(14 พฤษภาคม 2569)---------------โอสถสภา (OSP) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 1,157 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.2% จากปีก่อน (YoY) และ 40.7% จากไตรมาสก่อน (QoQ) หลังปรับโครงสร้างการผลิตภายใน (Operational Excellence) พร้อมขับเคลื่อนกลยุทธ์ "Supply Resilience"ที่บริหารจัดการต้นทุนอย่างยืดหยุ่นและกิจกรรมที่เข้าถึงผู้บริโภครายพื้นที่อย่างแม่นยำ มุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอสินค้ากลุ่มพรีเมียมและนวัตกรรมใหม่ๆ หนุนให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เพิ่มขึ้นแตะระดับ 42.5% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ Chief Executive Officer บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า "ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ สามารถสร้างการเติบโตในธุรกิจหลักอย่างแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยหลักมาจากการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต โดยการรวมศูนย์การผลิตไว้ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในระบบโลจิสติกส์ ส่งผลให้โครงสร้างต้นทุนโดยรวมในปีนี้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญประกอบกับการทำกิจกรรมการตลาดและการส่งเสริมการค้าที่เหมาะสม เน้นผลลัพธ์ วัดผลได้"เจาะลึกความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 :รายได้รวม 6,345 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% YoY และ 7.9% QoQ เมื่อเปรียบเทียบกับปีฐานที่ปรับปรุงด้วยอัตราแลกเปลี่ยนตลาดเพื่อให้สอดคล้องกับปีปัจจุบัน ผลักดันโดยรายได้กลุ่มเครื่องดื่มในประเทศพุ่ง 11.4% YoY โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่เติบโตโดดเด่นถึง 14.7% YoY รับอานิสงส์จากการรุกตลาดพรีเมียม (Premiumization)ผ่านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ อาทิ เอ็ม-150 ฝาทอง สูตรพรีเมียม 12 บาท และการตอบรับที่ดีของกลุ่มเครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพอย่างลิโพวิตัน-ดี น้ำตาล 0% และกลยุทธ์เพิ่มปริมาณจาก 100 มล. เป็น 150 มล. ในราคา 15 บาท มอบความคุ้มค่า (Value for Money) และปริมาณที่จุใจมากขึ้นให้กับผู้บริโภคสร้างสถิติอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin)สูงถึง 42.5% และกำไรปกติพุ่งสูงสุดถึง 1,157 ล้านบาท เป็นประวัติการณ์ เป็นผลสำเร็จจากการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพสูง (Supply Chain Optimization) และจากการรวมศูนย์การผลิตที่ช่วยลดต้นทุนคงที่และเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไรควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและบริหาร (SG&A) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 17.9% YoY และ 19.8% QoQ ผ่านกลยุทธ์การตลาดที่เน้นผลลัพธ์ (ROI-driven) และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาด ครองอันดับ 1 กลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลัง และกลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ นำโดยแบรนด์ซี-วิทและเปปทีน ด้านกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลเติบโต 7.4% YoY โดยแบรนด์เบบี้มายด์ยังคงครองอันดับหนึ่งในกลุ่มสบู่เหลวสำหรับเด็ก สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ของโอสถสภาเดินหน้าสร้างการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะแบรนด์ 'อัลตร้ามายด์' (Ultramild) ที่เติบโตโดดเด่นจากการขยายฐานสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใหญ่ (Adult Segment) อาทิ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น ผลิตภัณฑ์อาบน้ำผู้ใหญ่ รวมถึงแชมพูสูตรอ่อนโยน ซึ่งช่วยยกระดับอัตรากำไรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น"แม้จะเผชิญกับสถานการณ์โลกที่ผันผวน แต่ด้วยความแข็งแกร่งของรากฐานภายในองค์กร การปรับตัวที่รวดเร็วและศักยภาพของทีมงานที่ผลักดันกลยุทธ์ "Supply Resilience" เพื่อรับมือกับปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ผันผวนหรือการขาดแคลนวัตถุดิบ การล็อกราคาวัตถุดิบล่วงหน้า 3-6 เดือน พร้อมเดินหน้าปรับเปลี่ยนวัสดุบรรจุภัณฑ์เชิงรุก ทำให้โอสถสภาเชื่อมั่นว่าผลประกอบการปี 2569 จะเติบโตได้ตามเป้าหมายและเคียงคู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน" นางสาวมุกดา กล่าวด้านบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง ออกบทวิเคราะห์ ระบุว่า บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP รายงานกำไรสุทธิ/หลัก 1Q26 ที่ 1,157 ล้านบาท คิดเป็นกำไรหลักเพิ่มขึ้น 40% YoY และ 74% QoQ มากกว่าที่เราและตลาดคาด 6% และ 10% ตามลำดับ จากอัตรากำไร (โดยงวดนี้เราได้ปรับรายการ ตาม TAS21 ซึ่งเป็นมาตรฐานบัญชีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ที่ใช้เมื่อ 1 ม.ค. แล้ว) โดยรายได้ในฝั่งไทย เติบโตได้ดี แม้ต่างประเทศจะยังลดลง YoY แต่เห็นการฟื้น QoQ และ personal care รายได้โต 7% YoY ส่วน GM เพิ่ม YoY, QoQ รวมทั้ง SG&A/sales ลดลง แนวโน้ม 2Q26 คาดกำไรหลักเพิ่ม YoY จาก GM และ QoQ จากรายได้ อย่างไรก็ดี เรายังคงประมาณการกำไรตามเดิมก่อน เนื่องจากภาพรวมแนวโน้มการ บริโภคยังไม่ดี แต่ยังคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 19 บาท ฟากบริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป(ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า OSP รายงานกำไรสุทธิ 1Q69 ที่ 1.1 พันล้านบาท ยอดขายหดตัวลง y-y แต่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี รวมถึงทำสถิติอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดใหม่ที่ 42.5% จากการรวมศูนย์การผลิต แนวโน้ม 2Q69 คาดเติบโต y-y ต่อเนื่องจากอานิสงส์อากาศร้อนที่หนุนดีมานด์เครื่องดื่มและการล็อกราคาต้นทุนวัตถุดิบไว้ล่วงหน้าเพื่อรักษา Margin ในระดับสูงตลอดครึ่งปีแรก คงราคาพื้นฐานที่ 20.40 บาท แนะนำ “ซื้อ” กำไร 1Q69 หดตัว y-y แต่เพิ่มขึ้น q-q : กำไรสุทธิ 1Q69 อยู่ที่ 1.1 พันล้านบาท ลดลง 8.55% y-y แต่เพิ่มขึ้น 67% q-q ยอดขายหดตัวแต่คุมค่าใช้จ่ายได้ดี : ยอดขายรวมอยู่ที่ 6.3 พันล้านบาท หดตัวลง 7.1% y-y 1.) กลุ่มเครื่องดื่มในประเทศเติบโตแข็งแกร่ง 11.4% y-y โดยเฉพาะเครื่องดื่มบำรุงกำลัง 2.) กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลเติบโต 7.4% y-y จากการรุกตลาดผู้ใหญ่ และการออกสินค้าใหม่ อย่างไรก็ดี 3.) กลุ่มเครื่องดื่มต่างประเทศหดตัวลง 10.6% y-y จากผลกระทบปัญหาขาดแคลนเรือขนส่งสินค้า และปัญหาด้านใบอนุญาตนำเข้าในเมียนมา รวมถึงยอดขายที่หายไปของประเทศกัมพูชา ด้านอัตรากำไรขั้นต้นทำระดับสูงสุดใหม่ที่ 42.5% เพิ่มขึ้น 2.2% y-y จากการรับรู้ผลประโยชน์ของโครงการรวมศูนย์การผลิตที่อยุธยาอย่างเต็มที่ และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ การควบคุมค่าใช้จ่าย SG&A อย่างมีประสิทธิภาพ ลดลงถึง 17.9% y-y จากการทำกิจกรรมการตลาดที่เน้นผลลัพธ์มากขึ้น แนวโน้ม 2Q69 คาดโต y-y : ได้รับปัจจัยหนุนจาก 1.) สภาวะอากาศร้อนต่อเนื่องในประเทศไทยซึ่งหนุนความต้องการเครื่องดื่ม 2.) ประสิทธิภาพการผลิตยังคงอยู่ในระดับสูงจากการรวมศูนย์โรงงาน และ 3.) ต้นทุนวัตถุดิบที่ได้ทำการ Lock ราคาไว้ ทำให้แรงกดดันด้านต้นทุนในไตรมาส 2 ยังมีจำกัด คงประมาณการและราคาพื้นฐาน : เราคงประมาณการกำไรปี 2569 ที่ 3.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% y-y โดยคาดช่วง 1H69 จะสามารถรักษาอัตรากำไรไว้ได้ในระดับสูงต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีต้นทุนมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในช่วง 2H69 แต่คาดบริษัทจะสามารถชดเชยได้ด้วยประสิทธิภาพการผลิตและการควบคุมค่าใช้จ่าย คงราคาพื้นฐานที่ 20.40 บาท แนะนำ “ซื้อ” ปิดท้ายที่ บริษัทหลักทรัพย์ดีบีเอส วิคเคอร์ส เปิดเผยว่า กำไรปกติ 1Q26 ของ OSP เพิ่มขึ้น +19% YoY, +41% QoQ เป็น 1.16 พันล้านบาท สูงกว่าที่เราและตลาดคาดไว้ 7% และ 11% ตามลำดับ การเติบโตที่แข็งแกร่งได้รับแรงหนุนจากยอดขายในประเทศที่โดดเด่น อัตรากำไรขั้นต้นทำสถิติสูงสุดใหม่ และการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ แม้ว่ายอดขายต่างประเทศจะอ่อนตัวลงก็ตามยอดขายรวมลดลง -7% YoY เป็น 6.35 พันล้านบาท จากยอดขายต่างประเทศลดลง -38% YoY แต่ยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น +11% YoY นำโดยยอดขายเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่ฟื้นตัว ส่วนยอดขาย Personal care โต +7% YoYอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ทาสถิติสูงสุดใหม่ที่ 42.5% ใน 1Q26 จากต้นทุนวัตถุดิบลดลง และประสิทธิภาพที่สูงขึ้นคาดกำไร 2Q26F จะยังเติบโต YoY ต่อเนื่อง ขณะที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจเริ่มกดดันผลประกอบการในช่วง 2H26 โดยต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนบรรจุภัณฑ์จะสูงขึ้น ขณะที่ยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้า คงคำแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 22.00 บาท (DCF)
---จบ---
: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์
แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ นักลงทุน กังวลใจ บนสถานการณ์ตะวันออกกลาง ยังตรึงเครียด มีความรุนแรง ราคาน้ำมันในตลาดโลก .....
Hooninside
สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้
ชื่อหรือรหัสของคุณไม่ถูกต้อง
Please, check your email format before submit.
Please, Enter you password.
Please, Enter minimum 3 character.
Please, Enter minimum 6 character.
กรุณากรอกอีเมล์ที่คุณใช้สมัครสมาชิกแล้วกดส่งเมล์