Today’s NEWS FEED

News Feed

HotNews: โค้งแรก STA - STGT กำไรสุดปัง!

385

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (11 พฤษภาคม 2569) ------- บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)STA รายงานงบการเงินรวมไตรมาส1/ 2569 มีกำไรสุทธิ 645.43 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน กำไรสุทธิ 688.68 ล้านบาท


บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)STGT รายงานงบการเงินรวมไตรมาส1/ 2569 มีกำไรสุทธิ 384.06 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน กำไรสุทธิ 424.23 ล้านบาท


บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) STA เปิดเผยว่า บริษัทฯ พลิกทำกำไรสุทธิในไตรมาส 1/2569 ที่ 645.4 ล้านบาท คิดเป็น อัตรากำไรสุทธิร้อยละ 2.4 จากการทยอยฟื้นตัวของทั้งธุรกิจยาง ธรรมชาติและธุรกิจถุงมือยาง ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 2,369.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 307.4 QoQ คิดเป็นอัตรากำไร EBITDA ที่ร้อยละ 8.8

ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ เริ่มทยอยฟื้นตัวในไตรมาส 1/2569 จากการ ฟื้นตัวของธุรกิจยางธรรมชาติตามทิศทางราคายางที่ปรับเพิ่มขึ้น ภายหลัง ได้รับแรงกดดันจากการประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ (US Reciprocal Tariff) ตั้งแต่ไตรมาส 2/2568 ซึ่งส่งผลให้ราคายางในตลาดโลก ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับธุรกิจถุงมือยางกลับมาดำเนินงานได้ ตามปกติภายหลังเหตุการณ์อุทกภัยในช่วงปลายปีก่อน ทั้งนี้ปัจจัยสนับสนุน หลักในไตรมาสนี้ ประกอบด้วย

(1) การฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้นในธุรกิจยางธรรมชาติ โดยอัตรากำไร ขั้นต้นปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 8.7 จากร้อยละ 5.7 ในไตรมาสก่อน

(2) การกลับมาดำเนินงานตามปกติของธุรกิจถุงมือยาง ส่งผลให้อัตรากำไร ขั้นต้นฟื้นตัวมาอยู่ที่ร้อยละ 10.4 จากร้อยละ 7.2 ในไตรมาสก่อน

(3) การเริ่มทยอยรับรู้รายได้ชดเชยค่าเคลมประกันจากเหตุการณ์อุทกภัย บริเวณอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่ส่งผลกระทบต่อโรงงานถุงมือยาง บางแห่งของบริษัทฯ

 

กลุ่มบริษัทศรีตรังมีรายได้รวมในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 26,841.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 QoQ แต่ลดลงร้อยละ 21.9 YoY เป็นผลหลักจากราคาขายและปริมาณ ขายยางที่ลดลง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

• รายได้ยางธรรมชาติ ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 21,358.2 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 79.6 ของรายได้รวม ลดลงร้อยละ 0.3 QoQ และลดลงร้อยละ 23.3 YoY

• รายได้ลดลงเล็กน้อย QoQ เป็นผลจากปริมาณขายที่ลดลงร้อยละ 5.5 QoQ มาอยู่ที่ 341,786 ตัน โดยเป็นยาง EUDR จำนวน 34,942 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 10.2 ของปริมาณขายทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ราคาขายเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 QoQ สอดคล้องกับทิศทางราคายางพาราในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปลายปีก่อน

• รายได้ลดลง YoY จากปริมาณขายที่ลดลงร้อยละ 13.9 YoY เนื่องจากในช่วงปลายปี 2567 มีอุปสงค์เร่งตัวก่อนการบังคับใช้มาตรการ EUDR ตามกำหนดเดิม ส่งผล ให้ปริมาณขายและการรับรู้รายได้ในไตรมาส 1/2568 อยู่ในระดับสูง รวมถึงราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงร้อยละ 10.9 YoY

• รายได้จากการขายตามภูมิศาสตร์ สำหรับไตรมาส 1/2569 ประเทศจีนยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 63.3 ตามมาด้วยตลาดในเอเชียอื่นๆ ที่ไม่รวมจีนและ ไทยร้อยละ 11.5 ตลาดในประเทศไทยที่ร้อยละ 11.1 ตลาดยุโรปร้อยละ 9.0 ตลาดอเมริกาที่ร้อยละ 4.9 และตลาดอื่นๆ อีกร้อยละ 0.3

• อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) เมื่อเทียบกับระดับการเดินเครื่องจักรในสภาวะปกติ (Optimum Capacity) ของโรงงานยางธรรมชาติ รวมทุก ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ยางแท่ง ยางแผ่นรมควัน และน้ำยางข้น ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ร้อยละ 56.1 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 55.1 ในไตรมาสก่อน แต่ลดลงจากร้อยละ 65.9 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

• รายได้ถุงมือยาง ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 5,471.5 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 20.4 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.7 QoQ แต่ลดลงร้อยละ 16.1 YoY

• รายได้เพิ่มขึ้น QoQ จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 QoQ มาอยู่ที่ 9,159 ล้านชิ้น จากการทยอยฟื้นตัวของการดำเนินงานภายหลังได้รับผลกระทบจาก เหตุการณ์อุทกภัยในช่วงปลายปีก่อน และราคาขายเฉลี่ยในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ของถุงมือยางทุกผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 QoQ มาอยู่ที่ USD 18.98/พันชิ้น อย่างไรก็ดี จากการแข็งค่าของเงินบาทร้อยละ 1.8 QoQ ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยในสกุลเงินบาทเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.1 QoQ

• รายได้ลดลง YoY เป็นผลจากราคาขายเฉลี่ยลดลงร้อยละ 15.4 YoY แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยในสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ จะปรับลดลงร้อยละ 9.1 YoY แต่ผลกระทบจาก การแข็งค่าของเงินบาทร้อยละ 7.0 YoY ท าให้ราคาขายเฉลี่ยในสกุลเงินบาทลดลงในอัตราที่มากกว่า รวมถึงปริมาณขายที่ลดลงร้อยละ 0.4 YoY

• อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization rate) ของโรงงงานถุงมือยางในไตรมาส 1/2569 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 84.2 จากร้อยละ 78.2 ในไตรมาสก่อน สะท้อน การกลับมาดำเนินการผลิตได้ตามปกติ และสำหรับไตรมาส 1/2568 อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 79.4

 

 
ด้านบริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)   STGT   เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีผลกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 384.1 ล้านบาท คิดเป็น อัตรากำไรสุทธิร้อยละ 7.0 พลิกจากผลขาดทุน 503.8  ล้านบาท ในไตรมาสก่อน จากการกลับมาดำเนินการผลิตได้ตามปกติภายหลังเหตุการณ์อุทกภัยในช่วง ปลายปี 2568 รวมถึงการรับรู้รำยได้ชดเชยประกันบางส่วน อย่างไรก็ดี กำไร สุทธิปรับลดลงร้อยละ 9.5 YoY จากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงตำมต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีรายละเอียดดังนี้ 


 • รายได้จากการขาย ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 5,485.1  ล้านบาท  เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.1 QoQ จากปริมาณขายและราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เมื่อเทียบกับช่วง เดียวกันของปีก่อน รายได้ลดลงร้อยละ 16.2 YoY จำกรำคำขำยเฉลี ่ยที ่ปรับ ลดลงตำมสถำนกำรณ์รำคำต้นทุนวัตถุดิบที ่ลดลง 


o ปริมาณการขาย ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 9,159 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 QoQ ซึ่งเป็นกำรปรับเพิ่มขึ้นในทุกผลิตภัณฑ์ โดยเป็นการทยอยฟื้นตัว ภายหลังจากเหตุการณ์อุทกภัยรอบอำเภอหำดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็น ที่ตั้งของโรงงำนบำงแห่งของบริษัทในช่วงปลำยปีก่อน ขณะที่ปริมาณาย ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.4 YoY 

 o ราคาขายเฉลี่ยถุงมือยางในทุกผลิตภัณฑ์ในไตรมาส 1/2569 ในสกุล เงินดอลล่าร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 QoQ มาอยู่ที่ USD 18.98/พันชิ้น อย่างไรก็ดี จากการแข็งค่าของเงินบาทร้อยละ 1.8 QoQ ส่งผลให้ราคาขาย เฉลี่ยในสกุลเงินบาทปรับเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.1 QoQ ขณะที่เมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน ราคาขายเฉลี่ยลดลง สอดคล้องกับทิศทางราคาวัตถุดิบน้ำยางที่ลดลง โดยราคาขายเฉลี่ยในสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ปรับ ลดลงร้อยละ 9.1 YoY และเมื่อรวมผลกระทบจากการแข็งค่ำของเงินบาท ร้อยละ 7.0 YoY ทำให้ราคาขายเฉลี่ยในสกุลเงินบาทลดลงร้อยละ 15.4 YoY 


 "ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ จากการกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติภายหลังเหตุการณ์อุทกภัย ในช่วงปลายปีก่อน โดยบริษัทฯ พลิกกลับมามีกำไรสุทธิที่ 384.1 ล้านบาท พร้อมด้วยรายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.1 QoQ ตามการฟื้นตัวของปริมาณขายสู่ 9,159 ล้านชิ้น"  



นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ครั้งที่ 3/2569 ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ได้มีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อการบริหารทางการเงิน ครั้งที่ 2  ของบริษัทฯ โดยมีรายละเอียดดังนี้

โครงการซื้อหุ้นคืน                                     

เรื่อง                                                        : ซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน
วันที่คณะกรรมการมีมติ                                   : 08 พ.ค. 2569
วิธีการซื้อหุ้นคืน                                           : ซื้อหุ้นคืนผ่านตลาดหลักทรัพย์
จำนวนหุ้นซื้อคืน(หุ้น)                                    : 62,100,000
%ของจำนวนหุ้นซื้อคืนต่อจำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว       : 2.17
วงเงินซื้อหุ้นคืน(ล้านบาท)                               : 683.00
วันที่เริ่มต้น - วันที่สิ้นสุดการซื้อหุ้นคืน                  : วันที่ 12 พ.ค. 2569 ถึงวันที่ 07 พ.ย. 2569



 เหตุผลในการซื้อหุ้นคืน เพื่อเป็นการบริหารสภาพคล่องส่วนเกินของบริษัทฯ ให้มีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นต่อสถานะ ทางการเงินที่แข็งแกร่งและศักยภาพในการดําเนินธุรกิจ รวมทั้งเพิ่มอัตราผลตอบแทนที่ดีขึ้นทั้ง ผลตอบแทนให้แก่ส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และอัตรากําไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) 




---จบ---

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

PCE เผยกำไรไตรมาส 2 โต 59.5% เดินหน้าควบคุมต้นทุน-ขยายกำลังผลิต รับดีมานด์อุตสาหกรรมอาหาร

PCE เผยกำไรไตรมาส 2 โต 59.5% เดินหน้าควบคุมต้นทุน-ขยายกำลังผลิต รับดีมานด์อุตสาหกรรมอาหาร

เขียว แดง By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เห็น ตลาดหุ้นเอเชีย เปิดมา ก็แเดง หุ้นไทย ก็แดง เขียว สลับไปมา ระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย .....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้