Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

91

 

ตลาดหุ้นสดใส พร้อม UNWIND ที่กลับมา

 

HORIZON MARKET VIEW
• สงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน ปี 2026 ยืดเยื้อเกือบ 10 สัปดาห์ แต่สัญญาณความขัดแย้งดูเบาลงอย่างมีนัยฯ สังเกตจากราคาน้ำมันดิบ BRENT ไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ และทยอยปรับตัวลดลง ซึ่งรูปแบบคล้ายคลึงกับช่วงวิกฤตพลังงานในอดีต อาทิ สงครามอ่าว (GULF WAR) ปี 1990 และสงครามรัสเซีย – ยูเครน ปี 2022
• ในระยะกลาง (3 – 6 เดือน) ช่วงสงครามผ่อนคลาย ราคาน้ำมันจะทยอยย่อตัวลงต่อเนื่อง แต่ตลาดหุ้นมักจะผันผวนออกข้างก่อน จากการรอดูการส่งผ่านผลกระทบสู่เศรษฐกิจ และกำไรบริษัทจดทะเบียน จึงไม่ง่ายที่จะลงทุนในช่วงนี้ แต่ตลาดจะกลับมาขึ้นได้ดี หากราคาน้ำมันย่อตัวกลับมาอยู่ในระดับปกติ
• นอกจากนี้ ในระยะถัดไปยังมีความเสี่ยงรออยู่ ในความกังวล UNWIND YEN CARRY TRADE สะท้อนจากกระแสข่าวที่มีมากขึ้น บวกกับแนวโน้ม BOJ ปรับขึ้นดอกเบี้ยปีนี้


REGION RADAR
• IONQ (IONQ US) รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/26 โดยมีรายได้อยู่ที่ $64.7 ล้าน +755% YOY (สูงกว่าคาด 30%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ $-0.34 (ต่ำกว่าคาด 39%) หนุนจากคำสั่งซื้อของลูกค้าเอกชนและรัฐบาลมากขึ้น
• DISNEY (DIS US) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปีบัญชี 2026 แข็งแกร่ง โดยมีรายได้อยู่ที่ $2.52 หมื่นล้าน +7% YOY (สูงกว่าคาด 1%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ $1.57 +8% YOY (สูงกว่าคาด 4%) หนุนจากการเติบโตในทุกธุรกิจ อาทิ ธุรกิจภาพยนตร์และธุรกิจสวนสนุก


THAI FOCUS
• แม้มีสงครามในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แต่ SET แข็งแกร่ง -0.3% เพราะ มีน้ำหนักกลุ่มTECH และกลุ่ม COMMO รวมกัน 57% ซึ่งได้อานิสงส์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงมี EARNING SURPRISEถึง 10.7% (จาก 46 บริษัท)
• ส่วนวานนี้มีประกาศตัวเลข CPI เดือน เม.ย. 69 อยู่ที่ +2.89% (สูงสุดในรอบ 38 เดือน) ทำให้คาด กนง. จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม 1.0% จนถึงสิ้นปี เพื่อรอมาตรการการคลัง (เช่น ไทยช่วยไทยพลัส, การเปลี่ยนผ่านพลังงาน) เข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจแทน


SYNAPSE STRATEGY
•สงครามจางไป ประเด็นโยกย้ายเม็ดเงินตามมา จากนโยบายการเงิน UNWIND มากขึ้นหลายประเทศ ทยอยตึงตัว กดดันดอลลาร์อ่อนค่า บาทมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น หนุน FUND FLOW ยังช่วยประคอง SETINDEX
• ประเมินเม็ดเงินน่าสลับขายหุ้นกลุ่มขึ้นแรงในช่วงสงครามได้ประโยชน์บาทอ่อน อย่าง PETRO +24%, ETRON +16% และไหลเข้ากลุ่มหุ้นที่ถูกกดต่ำแทน TOURISM -20%, HELTH -13%, COMM -10%แนะนำ ERW, CENTEL, MINT, BH, BDMS, COM7, CPAXT รวมถึงกลุ่มหุ้นต้นทุนพลังงานรับบาทแข็ง GULF, GPSC, BGRIM

 

HORIZON MARKET VIEW
สงครามเบาลง...แต่ผลกระทบไม่ได้หายไป
สงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน ปี 2026 ยืดเยื้อเกือบ 10 สัปดาห์ แต่สัญญาณความขัดแย้งดูเบาลงอย่างมีนัยฯ สังเกตจากราคาน้ำมันดิบ BRENT ไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ และทยอยปรับตัวลดลง ซึ่งรูปแบบคล้ายคลึงกับช่วงวิกฤตพลังงานในอดีต อาทิ สงครามอ่าว (GULF WAR) ปี 1990 และสงครามรัสเซีย – ยูเครน ปี 2022
ในระยะกลาง (3 – 6 เดือน) ช่วงสงครามผ่อนคลาย ราคาน้ำมันจะทยอยย่อตัวลงต่อเนื่อง แต่ตลาดหุ้นมักจะผันผวนออกข้างก่อน จากการรอดูการส่งผ่านผลกระทบสู่เศรษฐกิจ และกำไรบริษัทจดทะเบียน จึงไม่ง่ายที่จะลงทุนในช่วงนี้ แต่ตลาดจะกลับมาขึ้นได้ดี หากราคาน้ำมันย่อตัวกลับมาอยู่ในระดับปกติ

ในแง่มุมผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจจากแบบจำลอง BECO SHOK พบว่า ภายใต้สมมติฐาน OIL SHOCK $40 ในช่วง 2Q2026 จะทำให้แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของ EU UK จีน และญี่ปุ่น ลดลงราว 0.3–0.4% ในช่วงที่เหลือของปี 2026 ส่วนสหรัฐฯ ลดลงราว 0.1% ขณะที่การส่งผ่านราคาน้ำมันต่อต้นทุนต่าง ๆ จะยังคงอยู่ต่อเนื่องไปตลอดช่วงที่เหลือของปี ก่อนจะเริ่มกลับทิศในปี 2027 โดยสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก


นอกจากนี้ ในระยะถัดไปยังมีความเสี่ยงรออยู่ ในความกังวล UNWIND YEN CARRY TRADE สะท้อนจากกระแสข่าวที่มีมากขึ้น บวกกับแนวโน้ม BOJ ปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบเดือน มิ.ย. 2026 ส่งผลให้ GAP ระหว่าง BOND YIELD ของสหรัฐฯ – ญี่ปุ่น ทั้งอายุ 10 ปี และ 30 ปี มีส่วนต่างแคบลงเรื่อยๆ ทำให้มีโอกาสเห็นเม็ดเงินโยกย้ายไปยังสินทรัพย์ให้ที่ผลตอบแทนสูงกว่าได้

อีกทั้ง ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินญี่ปุ่นแข็งแรง 1-2% ช่วง 11.00 – 13.00 น. เกือบทุกวัน ทำให้เป็นที่สังเกตว่ารัฐบาลญี่ปุ่นอาจใช้เงินราว 34.5 พันล้านดอลลาร์ เข้าแทรกแซงค่าเงินอีกครั้ง และเมื่อพิจารณาสัดส่วนค่าเงินในตะกร้าดอลลาร์ พบว่ามีน้ำหนักราว 14% (สูงสุดเป็นอันดับ 2) ซึ่งมีโอกาสกดดันให้ค่าดอลลาร์อ่อนค่าลงได้


REGION RADAR
IONQ ประกาศปรับเป้ารายได้ทั้งปีขึ้น
IONQ (IONQ US) รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/26 โดยมีรายได้อยู่ที่ $64.7 ล้าน +755% YOY (สูงกว่าคาด 30%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ $-0.34 (ต่ำกว่าคาด 39%) หนุนจากคำสั่งซื้อของลูกค้าเอกชนและรัฐบาลมากขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่เน้นแค่ลูกค้ากลุ่มมหาวิทยาลัย อีกทั้งบริษัทมี BACKLOG เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ $470 ล้าน +554% นอกจากนี้บริษัทได้ปรับเป้าหมายรายได้ทั้งปีขึ้นสู่ระดับ $265 ล้าน (เดิม $230 ล้าน) แนะนำเก็งกำไร DR: IONQ03 แม้หลังประกาศงบคาดราคาหุ้นจะมีการปรับตัวลดลงจากกำไรที่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเติบโตของรายได้ยังแข็งแกร่ง เป็นโอกาสที่ดีในการทยอยสะสม

 


DISNEY เผยผลประกอบการแข็งแกร่งในทุกธุรกิจ
DISNEY (DIS US) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปีบัญชี 2026 แข็งแกร่ง โดยมีรายได้อยู่ที่ $2.52 หมื่นล้าน +7% YOY (สูงกว่าคาด 1%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ $1.57 +8% YOY (สูงกว่าคาด 4%) หนุนจากการเติบโตในทุกธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหนัง +10% YOY ธุรกิจสวนสนุก +7% YOY และธุรกิจกีฬา +2% YOY สำหรับในปีหน้าผู้บริหารคาดกำไรจะยังเติบโตในระดับ DOUBLE-DIGIT นอกจากนี้ บริษัทมีแผนซื้อหุ้นคืนไม่ต่ำกว่า $8,000 ล้านในปีนี้

กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้
วานนี้ (6 พ.ค.) หลังมีรายงานข่าวจาก AXIOS ว่าสหรัฐฯ และอิหร่านใกล้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงถาวร ส่งผลให้ตลาดตอบรับเชิงบวกอย่างมากต่อความคาดหวังว่าสงครามจะสิ้นสุดลง ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงและกลุ่มที่เชื่อมโยงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ (REOPENING) กลับมาคึกคัก โดยกลุ่มหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงในวานนี้ อาทิ กลุ่มทอง +7.4% กลุ่มสายการบิน +5.9% กลุ่มชิป +5.1% และกลุ่มสินค้าหรูหรา +5.0% กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้สำหรับหุ้นกลุ่มทองคำแนะนำ ZIJIN MINING (2899 HK) จากการเป็นผู้นำเหมืองทองคำและทองแดงในจีน กลุ่มท่องเที่ยวแนะนำ MARRIOTT (MAR US) คาดจะได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวที่กลับมาฟื้นตัว กลุ่มชิปแนะนำ TSMC (TSM US) ผู้นำในการผลิตชิปให้บริษัททั่วโลก และกลุ่มสินค้าหรูหราแนะนำ HERMES (RMS FP) จากความต้องการสินค้า LUXURY ที่กลับมาฟื้นตัวในประเทศจีนและบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากจีนค่อนข้างมีนัยสำคัญ

 


โครงสร้างตลาดหุ้นไทยในช่วงสงครามเป็นเช่นไร และทำไมหุ้นอิงนโยบายการคลังถึงน่าสนใจ
ในช่วงที่เกิดสงครามตั้งแต่1 มี.ค. – 6 พ.ค. 26 ตลาดหุ้นไทยถือว่าแกร่ง -0.3% เท่านั้น ซึ่งเป็นแบบนั้น เพราะได้แรงหนุนจากหุ้นบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวขึ้น อาทิ กลุ่มปิโตรเคมี (PETRO), บรรจุภัณฑ์ (PKG) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) รวมถึงน้ำหนักของตลาดหุ้นไทย (MARKET CAP) ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี (ETRON, ICT) และกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (พลังงาน, ปิโตรเคมี, อาหาร, เกษตร) รวม 57%

 

อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ SET มีความแข็งแกร่ง เนื่องจาก EARNING SURPRISE 1Q26 ล่าสุดประกาศมา 46 บริษัท ดีกว่าตลาดคาดถึง 10.7% โดยช่วงไหนที่บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ประกาศงบออกมาแล้วมี EARNING SURPRISE ในทางบวก (กำไรดีกว่าคาด) SET มักจะมีแรงส่งให้วิ่งขึ้นไปได้ (สังเกตจากลูกศรสีเขียวในกราฟ) โดยหากอ้างอิงจากข้อมูลในอดีต กลุ่มอุตสาหกรรมใดที่สามารถทำกำไรได้โตกว่าที่ตลาดคาด (กราฟแกนนอนอยู่ฝั่งขวา) ราคาหุ้นของอุตสาหกรรมนั้นๆในช่วง 5 วันถัดมา มักจะปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น (กราฟแกนตั้งอยู่ฝั่งบน) จนไปกระจุกตัวรวมกันอยู่ในกรอบสีเขียวมุมขวาบน

ส่วนวานนี้มีรายงานเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เดือน เม.ย. 69 +2.89% YOY (สูงกว่าคาด +2.2%) สูงสุดในรอบ 38 เดือน หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง ทำให้การส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้ประกอบการสูงขึ้น ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า เงินเฟ้อไทยที่ยืนอยู่ในระดับสูง ทำให้ทิศทางดอกเบี้ยน่าจะทรงตัวอยู่บริเวณ 1.0% แต่คาดหวังนโยบายการคลังเพิ่มเติม อาทิ ไทยช่วยไทยพลัส, เปลี่ยนผ่านพลังงาน, TFFIF ฯลฯ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในยุควิกฤตพลังงาน รวมถึงความเสี่ยงสงครามคลี่คลายลง

กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้แนะนำหุ้นที่เคยถูกกดดันจากประเด็นสงคราม และได้ประโยชน์จากนโยบายการคลังที่เตรียมเข้ามา อาทิ กลุ่มค้าปลีก(CPALL BJC CPAXT COM7) กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม(CBG OSP ICHI) กลุ่มท่องเที่ยว(MINT AOT CENTEL ERW) กลุ่มนิคม-ก่อสร้าง(CK STECON WHA)

 

SYNAPSE STRATEGY
หาหุ้นรับสงครามผ่อนคลาย หวังเม็ดเงินสลับมาหล่อเลี้ยง
สงครามจางไป ประเด็นโยกย้ายเม็ดเงินตามมา จากนโยบายการเงินหลายประเทศ ทยอยตึงตัว กดดันดอลลาร์อ่อนค่า บาทมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วง 1 – 2 เดือนข้างหน้า หนุน FUND FLOW ต่างชาติที่ซื้อหุ้นไทยอยู่แห่งเดียวในภูมิภาค ยังคงไหลเข้าและช่วยประคอง SET INDEX ต่อ อีกทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าจะช่วยให้ต่างชาติได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม

แม้เม็ดเงิน FUND FLOW ยังมีโอกาสทยอยไหลเข้าต่อ แต่ฝ่ายวิจัยฯ ประเมิน ว่าน่าจะเห็นการขายทำกำไรกลุ่มหุ้นที่ขึ้นแรงในช่วงสงคราม (ช่วง 1 มี.ค.- 6 พ.ค. 69) หุ้นส่งออกเทคฯ ไทยที่ขึ้นมาแรงได้ประโยชน์บาทอ่อน อย่าง กลุ่ม ETRON +16%, PETRO +24% และไหลเข้ากลุ่มหุ้นที่ถูกกดต่ำแทน TOURISM -20%, HELTH -13%, COMM -10%

กลยุทธ์การลงทุนช่วงสั้นระยะ 1 – 2 เดือนข้างหน้าแนะนำทยอยสะสมหุ้นท่องเที่ยว ERW, CENTEL, MINT, หุ้นโรงพยาบาล BH, BDMS, หุ้นอาหารค้าปลีก CBG, COM7, CPAXT รวมถึงกลุ่มหุ้นต้นทุนพลังงานรับบาทแข็งต่อ GULF, GPSC, BGRIM

 

จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์

ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985

สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

รายงานพิเศษ : มหากาพย์คฤหาสน์ ตัน ภาสกรนที และภรรยา ... ศาลฎีกา สั่งรื้อถอนฯ

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ นำเสนอมหากาพย์คฤหาสน์ของ “ตัน ภาสกรนที” และภรรยา...

HotNews: แบงก์ไทยเครดิต เปิดโครงการ “ปั้นให้โต” ยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยสู่ความยั่งยืน

ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เปิดตัวโครงการ "ปั้นให้โต" (Build to Grow)

เหรียญเหนือดวง By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ กรี๊ด ไม่จริงใช่ไหม ไม่อยากเชื่อ....ตำรวจ จับ หลวงพ่อโชติ

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้