สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 28 เมษายน 2569 )-------นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) PTT เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป รวมทั้งสินค้าอื่นๆ ทั่วทุกภูมิภาคในทั่วโลกนั้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ("ปตท.") ในฐานะผู้ประกอบ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทางพลังงานของประเทศ ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการบริหารจัดการให้ประเทศได้เข้าถึง พลังงานได้อย่างเพียงพอและเป็นธรรม
ปตท. จึงขอเรียนชี้แจงถึงมาตรการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อห่วงโซ่พลังงาน รวมทั้งการให้ ความร่วมมือดำเนินการตามนโยบายของภาครัฐ มายังสาธารณชนเพื่อทราบข้อเท็จจริง ดังนี้
1. การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM) จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การขนส่งพลังงานในเส้นทางดังกล่าวหยุดชะงัก ก่อให้เกิดความผันผวนของราคาพลังงานใน ตลาดโลกอย่างรุนแรง ทั้งนี้เพื่อให้การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ การจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน การติดตามและประเมินผลกระทบ ตลอดจนการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและต่างประเทศ รวมทั้งการจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศอย่างมี ประสิทธิภาพตลอด Supply chain ปตท. จึงได้จัดตั้งศูนย์ PTT Incident Command System : PTT ICS และจัด ให้มีการประชุมบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินทุกวันอย่างต่อเนื่องรวมทั้งหมดกว่า 37 ครั้ง จนถึงปัจจุบันและ ยังคงดำเนินการต่อไป จากสถานการณ์ที่ยังไม่คลี่คลาย
2. ระบบการจัดหาน้ำมันดิบ ปตท. บริหารจัดการและกระจายความเสี่ยงในการจัดหาน้ำมันดิบจากหลากหลายแหล่งทั่วโลก ลด การพึ่งพาแหล่งตะวันออกกลาง โดยมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศ แอฟริกาตะวันตก ลาตินอเมริกา และมาเลเซีย ผ่านโครงการ P1 และเครือข่ายของ PTT Trading ทดแทน น้ำมันดิบที่ไม่สามารถจัดหาได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรวมถึงเรือที่ติดค้างอยู่ภายในช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้ โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. สามารถด าเนินการผลิตได้เต็มกำลังและสามารถผลิตน้ำมันส าเร็จรูปทุกประเภทได้ เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ แม้ว่าค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงการ งดการส่งออกตามนโยบายของภาครัฐ โดยได้จัดหาและนำเข้าน้ำมันดิบให้กับโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2569 กว่า 70 เที่ยวเรือ โดยจัดหามาจากตะวันออกกลางประมาณร้อยละ 30 และ จากภูมิภาคอื่นๆ ร้อยละ 70 ซึ่งเรือมีระยะเวลาการเดินทางที่นานขึ้น จึงต้องจัดหาล่วงหน้าจาก 45-60 วัน เป็น 90 วัน ทั้งนี้ เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและช่องแคบกลับมาเปิด อาจเกิดภาวะอุปทานเกินความต้องการ ซึ่งอาจ ทำให้ต้องขายน้ำมันดิบส่วนเกินที่จัดหาเพิ่มเติมไว้ล่วงหน้า ในราคาที่เปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ตลาดโลก ในเวลาต่อมา
3. ประสิทธิภาพของโรงกลั่น ในช่วงที่ผ่านมา โรงกลั่นมีการลงทุนเพื่อเสริมความยืดหยุ่นและความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งเป็นการ ลงทุนล่วงหน้ากว่า 110,000 ล้านบาท ในระหว่างปี 2564 ถึง 2568 ทำให้โรงกลั่นทั้ง 3 แห่งของกลุ่ม ปตท. สามารถปรับเปลี่ยนไปใช้น้ำมันดิบจากแหล่งอื่นได้ทันทีโดยไม่กระทบต่อปริมาณการผลิตและความมั่นคง ด้านพลังงานของประเทศ และดำเนินการกลั่นอย่างเต็มกำลังของโรงกลั่น โดยในช่วงภาวะวิกฤตที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท. เดินเครื่องโรงกลั่นเฉลี่ยกว่าร้อยละ 105 แม้ว่าโรงกลั่นในภูมิภาคจะลดกำลังการกลั่น เนื่องจาก ประสบปัญหาในการจัดหาน้ำมันดิบและมีความเสี่ยงด้านราคาสูงขึ้น พร้อมกันนี้ โรงกลั่นน้ำมันในกลุ่ม ปตท. ยังคงดำเนินการเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันดีเซลให้มากขึ้น เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการในประเทศ ซึ่งทำ ให้ปริมาณผลิตของน้ำมันส าเร็จรูปชนิดอื่น เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันอากาศยาน น้ำมันเตา เพิ่มขึ้นเช่นกัน ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปมีแนวโน้มลดลงจากราคาที่เพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้ทุกโรงกลั่น จำเป็นต้องบริหารจัดเก็บสินค้าคงคลังของผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ ที่เกินความต้องการในประเทศ รวมถึงรับภาระค่าใช้จ่ายด าเนินการต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น
4. การสำรองและบริหารสินค้าคงคลัง ปัจจุบันโรงกลั่นกลุ่ม ปตท. มีสินค้าคงคลังน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบพร้อมใช้สำหรับผลิตสูงกว่า ปริมาณสำรองตามกฎหมายของน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบ โดยช่วงที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีใน ภูมิภาคตะวันออกกลางเริ่มขึ้น ความต้องการน้ำมันดีเซลของประเทศสูงขึ้นจากระดับปกติที่ประมาณ 70 ล้าน ลิตรต่อวัน เป็น 80 - 90 ล้านลิตรต่อวัน ทำให้โรงกลั่นต้องดำเนินการกลั่นอย่างเต็มกำลังของโรงกลั่นตาม นโยบายของภาครัฐ เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ รวมถึงดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ น้ำมันหน้าสถานีบริการขาดแคลนในช่วงแรกของวิกฤต แม้ว่าช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ความต้องการน้ำมัน ในประเทศยังคงแกว่งตัวสูงในระดับประมาณ 30 – 90 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ยังคง ดำเนินการผลิตเต็มที่ ภายใต้ข้อจำกัดการแกว่งตัวของความต้องการรายวันของลูกค้าและความสามารถในการ จัดเก็บน้ำมันคงคลังที่มีอยู่ เพื่อให้ปริมาณน้ำมันดีเซลเพียงพอกับความต้องการในประเทศ
5. การกำหนดราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปให้ลูกค้ากลุ่มต่างๆ ในช่วงสถานการณ์วิกฤติฯ กลุ่ม ปตท. จำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปให้ Jobber ประจำในราคาขายเท่าราคาหน้าสถานีบริการน้ำมันใน พื้นที่ (ไม่รวมภาษีเทศบาล) เพื่อให้สามารถนำน้ำมันสำเร็จรูปไปจำหน่ายต่อประชาชน และลูกค้าปลายทาง (ภาคขนส่ง ภาคเกษตรกรรมและอื่นๆ) ทั่วประเทศภายใต้ระบบการขนส่งและจัดจำหน่ายของลูกค้าเอง (Customer Logistics System) อย่างทั่วถึง
6. การบริหารจัดการทางการเงิน การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและการดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติม อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดซื้อน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นที่ไกลขึ้น มีระยะเวลาขนส่งทางเรือนานขึ้น ส่งผล ให้กลุ่ม ปตท. ต้องสำองสภาพคล่องส่วนเพิ่มจากเงินกู้ธนาคารและมีภาระต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมี นัยสำคัญ โดยประกอบด้วย
• หลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท
• เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ส าหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท
• เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท
รวมภาระสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นกว่า 230,000 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นถึง กว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 7,000 ล้านบาทต่อปี ต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการลดความเสี่ยงของประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน
7. การดำเนินงานและการรายงานข้อมูลอย่างโปร่งใสของกลุ่ม ปตท. กลุ่ม ปตท. ยืนยันว่าไม่มีการกักตุนน้ำมันสำเร็จรูปในช่วงที่ความต้องการในประเทศอยู่ในระดับสูง โดยได้ดำเนินการผลิตและกระจายน้ำมันอย่างเต็มกำลัง พร้อมบริหารจัดการ Supply Chain อย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง และสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ไทย พร้อมทั้งดำเนินการเปิดเผยข้อมูลปริมาณน้ำมันในระบบตลอด Supply Chain ตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบ การผลิตของโรงกลั่น การขนส่งและการกระจายน้ำมัน ไปจนถึงการจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปผ่านเว็บไซต์ของ ปตท. เพื่อให้เกิดความโปร่งใส นอกจากนี้ มีการรายงานแผนและปริมาณการจัดหาและจัดจำหน่ายต่อ หน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง อาทิ ปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน ข้อมูลการนำเข้าและส่งออกน้ำมัน ต้นทุนและ ราคาขาย ปริมาณและสถานที่เก็บน้ำมันที่นำเข้า ซื้อ กลั่น ผลิตได้มา จำหน่ายและที่เหลืออยู่ และปริมาณน้ำมัน คงคลังแต่ละชนิด รวมถึงดำเนินการชำระภาษีสรรพสามิตโดยครบถ้วน
8. การกำกับดูแลกิจการ กลุ่ม ปตท. ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส โดยในระหว่างที่เกิด สถานการณ์วิกฤตข้างต้น บริษัทในกลุ่ม ปตท. ทุกแห่งได้ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการบริหาร จัดการห่วงโซ่อุปทานและการสำรองพลังงาน ส่งผลให้ประเทศผ่านพ้นช่วงวิกฤตมาได้ด้วยดี อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Way of Conduct) และยกระดับความเชื่อมั้นต่อสาธารณชน ปตท. ในฐานะบริษัทแม่ จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้ง "คณะกรรมการตรวจสอบกระบวนการดำเนินงานโรงกลั่นและ การค้าน้ำมันของบริษัทในกลุ่ม ปตท." เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบเชิงลึกตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหา น้ำมันดิบ กระบวนการผลิต การจัดเก็บ ไปจนถึงการจำหน่าย เพื่อยืนยันความถูกต้อง ประสิทธิภาพ และ ความสอดคล้องกับกฎหมายและนโยบายภาครัฐ พร้อมทั้งนำข้อตรวจพบมาปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มี ความเป็นเลิศและโปร่งใสอย่างต่อเนื่องต่อไป
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จึงขอนำเรียนข้อเท็จจริงและการบริหารจัดการของกลุ่ม ปตท. มาให้สาธารณชนทราบในเบื้องต้น โดยหากมีความคืบหน้าอื่นใด บริษัทจะนำเรียนเพิ่มเติมในอนาคต