สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 28 เมษายน 2569 )------- นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) “SCGD” เปิดเผยว่า จากสถานการณ์จากสภาวะความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานไปทั่วโลก คณะกรรมการบริษัทจึงเห็นสมควรอนุมัติการลงทุนที่สำคัญ 2 โครงการของบริษัทย่อยของ SCGD ซึ่งสอดคล้อง กับกลยุทธ์การบริหารฐานการผลิตในระดับภูมิภาคแบบองค์รวม (Regional Optimization) ที่จะทำให้ธุรกิจใน เวียดนามของ SCGD เติบโตได้ต่อเนื่อง ในขณะที่ธุรกิจในประเทศไทยยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดได้อย่าง ยั่งยืน ดังต่อไปนี้
1. โครงการปรับปรุงเทคโนโลยีและเครื่องจักรพร้อมระบบ Automation เพื่อขยายกำลังการผลิตกระเบื้อง เกลซพอร์ซเลน (Glazed Porcelain) ของบริษัท PRIME Pho Yen Joint Stock Company (“Pho Yen”) ประเทศเวียดนาม Pho Yen เป็นบริษัทในเครือของ PRIME Group Joint Stock Company (หรือ “PRIME”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SCGD ถือหุ้นทั้งหมด จะลงทุนปรับเปลี่ยนสายการผลิตจากกระเบื้อง เซรามิกขนาด 6 ล้านตารางเมตรต่อปี เป็นสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนขนาด 6.6 ล้านตารางเมตรต่อปีที่โรงงาน Pho Yen ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ภายใต้งบลงทุนรวมประมาณ 660 ล้านบาท โดย PRIME จะพิจารณาใช้แหล่งเงินทุนภายใน PRIME และมีกำหนดแล้วเสร็จภายในไตรมาส ที่ 2 ปี 2570
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับความต้องการกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่เพิ่มขึ้นในตลาดประเทศ เวียดนามและเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงในอาเซียน โดยอาศัย ศักยภาพด้านต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ เมื่อแล้วเสร็จ PRIME จะมีกำลังการผลิตกระเบื้อง เกลซพอร์ซเลน ดังนี้
2. โครงการรวมศูนย์สายการผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลนและลงทุนติดตั้งสายการผลิตกระเบื้อง เกลซพอร์ซเลนใหม่พร้อมระบบ Automation ในประเทศไทย โดยบริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) (หรือ “SCGCE”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SCGD ถือหุ้นร้อยละ 99 ภายใต้งบลงทุนรวมประมาณ 957 ล้านบาท โดย SCGCE จะพิจารณาใช้แหล่งเงินทุนภายใน SCGD และมีกำหนดแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ปี 2570 โครงการรวมศูนย์สายการผลิตดังกล่าวเป็นการย้ายสายการผลิตจากหลายโรงงานของ SCGCE มารวมอยู่ ในพื้นที่โรงงานเดียวกันเพื่อสามารถเดินกำลังการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดการลดต้นทุน การผลิตต่อหน่วย การลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและการบริหาร พร้อมทั้งยกระดับผลิตภาพในการผลิต (Productivity) อีกทั้งยังสามารถผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Products) มีความหลากหลายและมีขนาดใหญ่มากเพิ่มขึ้น จากการยกระดับเทคโนโลยีการผลิต เพื่อตอบสนองความ ต้องการของตลาดได้อย่างครอบคลุม ส่งผลให้ SCGCE มีความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งและเพิ่มขีด ความสามารถในการแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น
ทั้งนี้ภายหลังการดำเนินโครงการนี้ SCGCE จะมีกำลังการผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลนรวม 44.5 ล้านตารางเมตรต่อปี ซึ่งเป็นระดับกำลังการผลิตที่รองรับความต้องการของตลาดได้อย่างเหมาะสม ทำให้บริษัท ยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดและส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง จากการรวมศูนย์การผลิตดังกล่าว SCGCE คาดว่าจะรับรู้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องรวมประมาณ 679 ล้านบาท โดยส่วน ใหญ่เกิดในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียว (One-time expense) และส่วนใหญ่เป็นรายการที่ ไม่ใช่เงินสด (Non-cash transaction) อย่างไรก็ตาม ภายหลังการพิจารณาผลตอบแทนของโครงการหลังการรับรู้ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้ว โครงการยังคงมีระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) และอัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return: IRR) อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับเกณฑ์การลงทุนของบริษัท ตามประมาณการในปัจจุบัน
การลงทุนดังกล่าวมีขนาดของรายการเท่ากับร้อยละ 4.42 ของมูลค่าสินทรัพย์รวมตามงบการเงินรวมของ SCGD สิ ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยเมื่อรวมกับรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นในระหว่าง 6 เดือน ก่อนวันที่มีการเข้าทำรายการนี้จะเท่ากับประมาณร้อยละ 5.5 ของสินทรัพย์รวมของ SCGD ดังนั้น การรายงาน สารสนเทศข้างต้น จึงไม่เข้าข่ายที่จะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเรื่องการ ได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ และไม่ใช่รายการที่เกี่ยวโยงกัน