สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 24เมษายน 2569)-------------บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-term Rating) ของบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ หรือ BAFS) ที่ 'BBB(tha)' อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ 'F3(tha)' และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนที่ 'BB+(tha)' แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ และอันดับเครดิตของหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิและไม่มีหลักประกันที่ ‘BBB(tha)’
การคงอันดับเครดิตสะท้อนถึงการคาดการณ์ของฟิทช์ว่าแนวโน้มการลดลงของอัตราส่วนหนี้สินยังคงเป็นไปตามที่คาดการณ์ โดยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Net Leverage) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 6.9 เท่าในปี 2568 และฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนดังกล่าวจะลดลงอย่างต่อเนื่องสู่ระดับ 6.5-6.7 เท่าในช่วงปี 2569-2570 ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนที่ลดลงจะช่วยสนับสนุนให้กระแสเงินสดสุทธิกลับมาเป็นบวกตั้งแต่ปี 2569 หลังการก่อสร้างโครงการเชื่อมต่อท่อขนส่งน้ำมันอ่างทอง-สระบุรีของ BAFS มีความคืบหน้าใกล้แล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานจะช้ากว่าที่ฟิทช์เคยคาดไว้ก่อนหน้านี้ จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันอากาศยานปรับตัวสูงขึ้น การปิดน่านฟ้า และการปรับเปลี่ยนตารางบินและเส้นทางบิน ปริมาณเที่ยวบินที่ปรับเปลี่ยนเส้นทางและระยะทางบินที่ยาวขึ้นจะช่วยชดเชยการลดลงของเที่ยวบินตรงไปตะวันออกกลางได้เพียงบางส่วน
อันดับเครดิตของ BAFS ได้รับการสนับสนุนจากสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในธุรกิจเติมน้ำมันอากาศยาน ณ ท่าอากาศยาน 2 แห่งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย การมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันที่จำกัดและการแข่งขันที่จำกัด BAFS ได้รับการต่ออายุสัญญาบริการเติมน้ำมันอากาศยานที่สนามบินภูมิภาค ซึ่งสะท้อนถึงประวัติการต่ออายุสัมปทานที่แข็งแกร่ง ฟิทช์เชื่อว่า BAFS มีสถานะที่ดีและมีความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเพียงพอในการแข่งขันเพื่อขอต่ออายุสัมปทานบริการเติมน้ำมันอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต
ความสามารถในการรองรับหนี้สินเพิ่มเติมอยู่ในระดับต่ำ อัตราส่วนหนี้สินลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป: ฟิทช์คาดการณ์ว่าความสามารถในการรองรับหนี้สินเพิ่มเติมโดยไม่กระทบต่ออันดับเครดิตของ BAFS จะยังคงอยู่ในระดับต่ำในปี 2569 โดย EBITDA Net Leverage ที่ 6.9 เท่าในปี 2568 อยู่ใกล้กับระดับเกณฑ์ 7.0 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ฟิทช์อาจใช้ในการพิจารณาปรับลดอันดับเครดิต อัตราส่วนหนี้สินได้ปรับตัวดีขึ้นจากระดับสูงสุดในปี 2564 จากการฟื้นตัวของปริมาณการใช้น้ำมันอากาศยานและกำไรที่เพิ่มขึ้น ฟิทช์คาดว่า BAFS จะมีกระแสเงินสดสุทธิเป็นบวกตั้งแต่ปี 2569 จากค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนที่ลดลง หลังการก่อสร้างโครงการท่อเชื่อมต่อแล้วเสร็จเป็นส่วนใหญ่ การเติบโตของกำไรในระดับปานกลางยังช่วยสนับสนุนการลดลงของอัตราส่วนหนี้สิน แม้ว่าปัจจัยกดดันจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์จะส่งผลต่อปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยาน
ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนเริ่มลดลงและมีความยืดหยุ่น: ฟิทช์คาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนจะทรงตัวในปี 2569 ที่ประมาณ 800 ล้านบาท ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2570-2571 โครงการท่อขนส่งน้ำมันเป็นภาระค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนหลักในช่วง 12เดือนข้างหน้า ฟิทช์เชื่อว่า BAFS ยังมีความยืดหยุ่นในการเลื่อนการลงทุนที่ไม่จำเป็นออกไป ยกเว้นโครงการท่อเชื่อมต่อ ซึ่งจะช่วยรองรับความไม่แน่นอนของผลประกอบการจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจำกัดการเติบโต: การยกเลิกเที่ยวบิน ราคาน้ำมันอากาศยานที่สูง และการปิดน่านฟ้าที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะจำกัดการฟื้นตัวของอุปสงค์ในปี 2569 ดังนั้น ฟิทช์คาดว่าปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานของ BAFS จะฟื้นตัวเพียงเล็กน้อยมาอยู่ที่ร้อยละ 89 ของระดับก่อนการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัสในปี 2569 (2568: ร้อยละ 88) โดยปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนเส้นทางและระยะทางบินที่ยาวขึ้น จะช่วยชดเชยการลดลงของเที่ยวบินตรงไปตะวันออกกลางได้เพียงบางส่วน กำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 ในปี 2568 ซึ่งโดยรวมสอดคล้องกับที่ฟิทช์คาดการณ์ไว้ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานร้อยละ 6 และรายได้ค่าเช่าที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค
ความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาน้ำมันที่จำกัด: BAFS ไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมัน เนื่องจาก BAFS จะเรียกเก็บเฉพาะค่าบริการเติมน้ำมันจากบริษัทน้ำมันเท่านั้น โดยบริษัทน้ำมันเป็นผู้ขายน้ำมันให้แก่สายการบินโดยตรง นอกจากนี้ ต้นทุนหลักของ BAFS เป็นค่าสัมปทานซึ่งเป็นอัตราที่ตกลงกันก่อนตามสัญญาล่วงหน้า ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรมีความสม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อีกทั้งธุรกิจเติมน้ำมันอากาศยานเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันจำกัด เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ต้องได้รับสัมปทานในการดำเนินธุรกิจ
ความคืบหน้าของโครงการท่อเชื่อมต่อ: โครงการท่อเชื่อมต่ออ่างทอง-สระบุรี ซึ่งดำเนินการก่อสร้างโดยบริษัท บาฟส์ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด หรือ BPT ซึ่งเป็นบริษัทย่อย มีความคืบหน้าแล้วร้อยละ 78 ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 และมีกำหนดเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบในไตรมาส 1 ปี 2570 ท่อเชื่อมต่อระยะทาง 52 กิโลเมตรนี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการขนส่งผ่านท่อของ BAFS และสนับสนุนการเติบโตของส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจขนส่งน้ำมันไปยังภาคเหนือ
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนรายได้จาก บริษัท บาฟส์ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด หรือ BPT ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ BAFS น่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณร้อยละ 13 ในปี 2569 (ร้อยละ 12 ในปี 2568) เนื่องจากปริมาณขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นจะถูกลดทอนด้วยส่วนลดค่าบริการที่เพิ่มขึ้น ฟิทช์คาดว่า BPT จะเริ่มปรับส่วนลดให้น้อยลง เมื่อบริษัทฯ มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณร้อยละ 60 ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นหลังจากโครงการเชื่อมต่อท่อขนส่งน้ำมัน เริ่มดำเนินการในปี 2570 โดยในปี 2568 บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ร้อยละ 39
สถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในธุรกิจเติมน้ำมันอากาศยาน: BAFS เป็นผู้ให้บริการคลังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Depot Service) และเครือข่ายท่อจ่ายน้ำมันอากาศยาน (Hydrant Pipeline Network) แต่เพียงรายเดียว และเป็นผู้ให้บริการหลักในการเติมน้ำมันอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นท่าอากาศยานนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รวมถึงเป็นผู้ให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานแต่เพียงรายเดียว ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งเป็นท่าอากาศยานนานาชาติที่รองรับสายการบินต้นทุนต่ำ BAFS ได้รับการต่ออายุสัญญาบริการเติมน้ำมันอากาศยานที่ท่าอากาศยานสมุย สุโขทัย และตราด เป็นระยะเวลา 25 ปี จนถึงปี 2592
ความเสี่ยงด้านสัมปทานในระยะใกล้: การต่ออายุสัมปทานบริการเติมน้ำมันอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ถือเป็นความเสี่ยงในระยะเวลาอันใกล้ ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ประมาณร้อยละ 10 ของรายได้รวม BAFS ได้ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงเพื่อดำเนินงานต่อภายใต้เงื่อนไขและข้อกำหนดเดิม โดยอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากภาครัฐสำหรับกระบวนการประมูลอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินงานต่อเนื่องได้หลังจากสัญญาปัจจุบันหมดอายุในไตรมาส 4 ปี 2569 ระหว่างที่กระบวนการดำเนินการสัมปทานใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ
ฟิทช์มองว่า BAFS อยู่ในสถานะที่ดีในการได้รับการต่ออายุสัมปทานดังกล่าว เนื่องจากเป็นผู้ประกอบการเพียงรายเดียวที่มีโครงสร้างพื้นฐานระบบท่อจ่ายน้ำมันอากาศยานอยู่แล้ว และมีประสบการณ์การดำเนินงานในธุรกิจเติมน้ำมันอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย การประมาณการณ์ของฟิทช์ใช้สมมติฐานว่า BAFS จะได้รับการต่ออายุสัมปทานดังกล่าวภายใต้เงื่อนไขที่ใกล้เคียงเดิม และหากไม่เป็นไปตามสมมติฐานดังกล่าว อาจส่งผลลบต่ออันดับเครดิต
รายได้ที่สม่ำเสมอจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียน: การขยายธุรกิจไปยังธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของ BAFS น่าจะช่วยสนับสนุนสถานะทางธุรกิจในระยะกลางด้วยกระแสเงินสดที่คงที่ แต่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของแหล่งพลังงาน โครงการพลังงานหมุนเวียนได้รับประโยชน์จากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวที่มีอายุเฉลี่ย 20-25 ปี และคู่สัญญาที่มีความน่าเชื่อถือสูง เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและโครงการพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาร่วมกับบริษัท โกลบอล คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) ฟิทช์คาดว่าธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์จะสร้างรายได้ที่สม่ำเสมออยู่ที่ระดับประมาณ 260-280 ล้านบาทต่อปีให้แก่ BAFS
หุ้นกู้ด้อยสิทธิ: หุ้นกู้ด้อยสิทธิของ BAFS มีอันดับเครดิตต่ำกว่าอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ BAFS ที่ 2 อันดับ เพื่อสะท้อนถึงสถานะด้อยสิทธิซึ่งมีแนวโน้มที่จะต้องรองรับผลขาดทุนที่สูงกว่าปกติ เมื่อเทียบกับหนี้อื่นๆ ของบริษัทฯ โดยหุ้นกู้ด้อยสิทธิดังกล่าวมีส่วนของหนี้ที่คิดเป็นทุน (Equity Credit) ร้อยละ 50 ตามหลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตของฟิทช์ โดยลักษณะที่คล้ายทุนของหุ้นกู้ด้อยสิทธิดังกล่าวประกอบด้วย สถานะด้อยสิทธิเป็นอย่างมาก การมีระยะเวลาไถ่ถอนที่น่าจะเป็น (Effective Maturity) คงเหลือมากกว่า 5 ปี สิทธิของผู้ออกหุ้นกู้ในการเลื่อนการชำระดอกเบี้ย และการกำหนดเหตุผิดนัดมีจำกัด ส่วนของหนี้ที่คิดเป็นทุนถูกจำกัดที่ร้อยละ 50 เนื่องจากดอกเบี้ยที่มีการเลื่อนการชำระจะต้องมีการสะสมเอาไว้ชำระภายหน้า
การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป
ลักษณะของกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของ BAFS มีความคล้ายคลึงกับบริษัท ผลิตไฟฟ้า นวนคร จำกัด (มหาชน) หรือ NNEG (อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ A-(tha)/แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) และบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC (อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ A+(tha)แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ/สถานะเครดิตโดยลำพังที่ a-(tha)) NNEG และ GPSC มีรายได้ที่สม่ำเสมอและสามารถคาดการณ์ได้จากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวที่มีลักษณะสัญญาแบบต้องซื้อหรือจ่าย (Take-or-Pay PPAs) โดยบริษัททั้งสามเผชิญกับความเสี่ยงด้านการแข่งขันที่ต่ำ แต่กระแสเงินสดของ BAFS มีความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยมากกว่า ซึ่งขับเคลื่อนโดยการท่องเที่ยวและการเติบโตของ Gross Domestic Product (GDP) อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนหนี้สินของ BAFS อยู่ในระดับสูงกว่า ตั้งแต่ปี 2563 เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส และการลงทุนขนาดใหญ่ ฟิทช์จึงจัดอันดับ BAFS ต่ำกว่า NNEG และสถานะเครดิตโดยลำพังของ GPSC สองอันดับ
บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGJWD (อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ BBB+(tha)/แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ/สถานะเครดิตโดยลำพังที่ bbb(tha)) ซึ่งเกิดจากการควบรวมกิจการในปี 2566 มีสถานะทางธุรกิจที่อ่อนแอกว่า BAFS เนื่องจากการแข่งขันสูงกว่า แต่มีอัตรากำไรที่ต่ำกว่า อัตราส่วนหนี้สินที่ลดลงของ SCGJWD ช่วยชดเชยสถานะทางธุรกิจที่อ่อนแอกว่า ส่งผลให้ฟิทช์จัดอันดับสถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGJWD ในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ BAFS
สมมติฐานที่สำคัญ
สมมติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ
- ปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับประมาณร้อยละ 89-90 ของระดับก่อนการเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดโคโรน่าไวรัสในปี 2569 - 2570 (2568 อยู่ที่ร้อยละ 88);
- อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ (EBITDA Margin) เพิ่มขึ้นมาที่ระดับร้อยละ 46 ในปี 2569 และ 2570 (2568 อยู่ที่ร้อยละ 46.3);
- ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนประมาณ 0.8 พันล้านบาทในปี 2569 เพื่อการลงทุนสำหรับโครงการเชื่อมต่อท่อเป็นหลัก
- ประมาณการจ่ายเงินปันผลที่ 0.33 บาท ในปี 2569 และ 2570
ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคต
ปัจจัยลบ:
- อัตราส่วน EBITDA Net Leverage ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 7 เท่า อย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยบวก:
- อัตราส่วน EBITDA Net Leverage ลดลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 6 เท่า อย่างต่อเนื่อง
สภาพคล่อง
BAFS มีหนี้เงินกู้จำนวน 1.4 พันล้านบาทที่จะครบกำหนดชำระในปี 2569 ซึ่งประกอบด้วยเงินกู้ระยะสั้นจำนวน 170 ล้านบาท และหนี้เงินกู้ระยะยาวที่ครบกำหนดชำระจำนวน 1.3 พันล้านบาท สภาพคล่องได้รับการสนับสนุนจากเงินสดคงเหลือที่พร้อมใช้และเงินลงทุนสภาพคล่องตามคำจำกัดความของฟิทช์จำนวน 565 ล้านบาท และวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกถอนจำนวน 340 ล้านบาท ฟิทช์ยังคาดว่า BAFS จะยังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้จากธนาคารและตลาดตราสารหนี้ได้เป็นอย่างดี จากสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง
ลักษณะธุรกิจ
BAFS เป็นผู้ให้บริการคลังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน และเครือข่ายท่อจ่ายน้ำมันอากาศยาน และเป็นผู้ให้บริการหลักในการเติมน้ำมันอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 2 แห่ง BAFS มีบริษัทย่อยที่ BAFS ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 76 ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขนส่งน้ำมันทางท่อจากคลังน้ำมันในกรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง และเป็นเจ้าของระบบท่อขนส่งน้ำมันไปยังภาคเหนือรายเดียวของประเทศไทย นอกจากนี้ BAFS ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่มีกำลังผลิตรวม 36 เมกะวัตต์ในประเทศไทยและ 13 เมกะวัตต์ในประเทศญี่ปุ่น