ตลาดหุ้นยังสดใส ตามความหวังการเจรจารอบใหม
HORIZON MARKET VIEW
• ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลง (-1.3%) อยู่ที่ระดับ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สาเหตุหลักจากตลาดคลายกังวลเรื่องสงครามในตะวันออกกลาง หลังมีสัญญาณบวกด้านการทูตระหว่าง อิหร่านและสหรัฐฯ อีกทั้งอิหร่านส่งผู้แทนไปปากีสถาน ขณะที่รองประธานาธิบดีJD VANCE เตรียมเข้าร่วมเจรจา ทำให้ความเสี่ยงเรื่องน้ำมันขาดแคลนลดลง
• แม้น้ำมันจะถูกลง แต่ FED ยังกังวลว่าผลกระทบจากสงครามอาจส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อผ่านต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง ตลาดคาดว่า FED จะคงดอกเบี้ยไว้ที่3.75% ตลอดปี2569 อีกทั้งส่วนต่าง BOND YIELD (10Y-2Y) กลับมาเป็นบวก (>0) สะท้อนว่าตลาดเลิกกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย (RECESSION) จึงมุ่งเป้าไปที่การคุมเงินเฟ้อได้เต็มที่โดยไม่ต้องรีบกระตุ้นเศรษฐกิจ
REGION RADAR
• กลุ่ม ROBOTAXI ของจีนมีความน่าสนใจมากในปี 2026 โดยตั้งแต่ปี2026 จะเริ่มเห็นการเติบโตของธุรกิจ ROBOTAXI อย่างมีนัยสำคัญและเป็นกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลจีน ปรับเพิ่มการเติบโตของตลาด ROBOTAXI ในจีนเพิ่มเติม
• ARM HOLDINGS (ARM US) +5% หลังบริษัทปรับเปลี่ยนกลยุทธ์โดยจะเริ่มผลิตชิป AI ที่ใช้สำหรับ DATA CENTER จากเดิมที่บริษัทเน้นให้เช่าสิทธิทางปัญญา (IP LICENSING) เพียงอย่างเดียว
THAI FOCUS
• รัฐบาลเตรียมการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท และการขยายเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP จากกรอบเดิม 70% เพิ่มเป็น 75%
• การขยายเพดานหนี้ จะเป็นการเพิ่มภาระการจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ย อาจกระทบต่อรายได้ภาครัฐและการจัดทำงบประมาณในปีถัดไป ซึ่งจะจำกัดงบลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศ เสี่ยงต่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว หากการกู้เงินไม่ก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่า และไทยยังมีความเสี่ยงที่ถูกปรับลด CREDITRATING ได้
SYNAPSE STRATEGY
• FUND FLOW ยังไหลออกจากตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะช่วงหลังสงกรานต์ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง 3 วันทำการ มูลค่ารวมสูงถึง 9 พันล้านบาท โดยภาพรวม SET ยังเผชิญ3 แรงกดดันหลักๆ1). ราคาน้ำมันที่ย่อตัวลงต่อเนื่องกดดันหุ้นอิง COMMODITY 2).หุ้น DELTA ยังติด TRADING ALERT อยู่ 3). แรงขายหลังรับปันผล
จากงบปี 2025 ที่จ่ายสูงถึง 5.6 แสนล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 38%
• กลยุทธ์ยาม SET ยังขยับขึ้นยากช่วงนี้ แนะหุ้นรับสงตรามผ่อนคลายBDMS, PR9, GULF, GPSC, BGRIM, AOT,THAI, BA, SJWD
HORIZON MARKET VIEW
ราคาน้ำมันย่อตัวรับแววเจรจาสันติภาพ แต่ FED ยังเบรกแผนลดดอกเบี้ยรอดูท่าที
เช้านี้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงมา 1.3% (อยู่ที่ระดับ 86 เหรียญฯต่อบาร์เรล) สาเหตุหลักมาจากการที่ตลาดคลายความกังวลเรื่องสงครามในตะวันออกกลาง หลังจากมีสัญญาณว่าอิหร่าน พร้อมที่จะนั่งโต๊ะเจรจาสันติภาพกับทางสหรัฐฯ โดยมีเงื่อนไขว่าสหรัฐฯต้องยุติการปิดล้อมอิหร่านเสียก่อน ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดอิหร่านกำลังส่งคณะผู้แทนเดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัดประเทศปากีสถาน เพื่อเตรียมการเจรจา ขณะเดียวกันฝั่งสหรัฐฯ นำโดยรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ (JD VANCE) มีกำหนดบินออกจากสหรัฐฯ ในช่วงค่ำวันจันทร์เพื่อไปร่วมวงเจรจาด้วย ทำให้ความเสี่ยงที่น้ำมันจะขาดแคลนจากภัยสงครามก็ลดลง และราคาน้ำมันดิบทยอยกลับทิศอ่อนตัวลงมาตามกลไก
ถึงแม้น้ำมันจะราคาถูกลงบ้าง แต่ดูเหมือนธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะยังไม่เบาใจ ท่าทีการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ยังดูเหมือนจะชะงักไว้ก่อน เพราะ FED ต้องการรอดูผลกระทบจากสงครามว่าจพส่งผ่านสู่เงินเฟ้อมากน้อยเพียงใด (เพราะสงครามมักทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งแพงขึ้น ซึ่งเป็นตัวการหลักของเงินเฟ้อ) ซึ่งหากอ้างอิง FED WATCH TOOL ตลาดเทน้ำหนักไปในทิศทางว่า FED น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ3.75% ยาวไปตลอดทั้งปี 2569 อีกทั้งส่วนต่าง BOND YIELD 10Y-2Y ของสหรัฐฯ กำลังปรับตัวสูงขึ้นจนพ้นแดนลบ(>0%) สะท้อนว่า ตลาดเลิกกลัวเรื่อง RECESSION แล้ว ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังดูแข็งแกร่ง FEDก็ยิ่งไม่มีความจำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ยเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจ และสามารถเอาหันไปสนใจที่การคุมเงินเฟ้อได้อย่างเต็มที่
REGION RADAR
ปรับเพิ่ม TAM กลุ่ม ROBOTAXI ในจีนขึ้นจากเดิม 25%
กลุ่ม ROBOTAXI ของจีนมีความน่าสนใจมากในปี 2026 โดยตั้งแต่ปี 2026 จะเริ่มเห็นการเติบโตของธุรกิจROBOTAXI อย่างมีนัยสำคัญและเป็นกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลจีน ปรับเพิ่มการเติบโตของตลาดROBOTAXI ในจีนเพิ่มเติม โดยในปีนี้คาดจำนวน ROBOTAXI จีนอยู่ที่ระดับ 1.4 หมื่นคัน (จากเดิม 1.3 หมื่นคัน)และในปี 2035 คาดอยู่ที่ระดับ 3.1 ล้านคัน (เดิม 2.5 ล้านคัน) พัฒนาการของบริษัทต่างๆ ที่ทำได้ดีกว่าเป้าหมายเดิมที่เคยวางไว้
หุ้นในกลุ่ม ROBOTAXI มีความน่าสนใจทั้งหมด 3 ตัว ได้แก่ 1. BAIDU (DR: BIDU80) มีบริษัทลูกชื่อ APOLLOGO ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจ ROBOTAXI ในจีน 2. PONY AI (2026 HK) ผู้เล่นเบอร์ 2 ในจีนที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วคาดการณ์รายได้ในปี 2026-2030 มีการเติบโต CAGR ที่ระดับ 116% และ 3. WERIDE (800 HK) คาดรายได้ปี 2026-2030 เติบโตในระดับ CAGR ที่ 80%
ARM HOLDINGS กำลังรุกธุรกิจผลิตชิป AI สำหรับ DATA CENTER
ARM HOLDINGS (ARM US) +5% โดยบริษัทได้รับ SENTIMENT เชิงบวกจากการที่บริษัทปรับเปลี่ยนกลยุทธ์
โดยจะเริ่มผลิตชิป AI ที่ใช้สำหรับ DATA CENTER จากเดิมที่บริษัทเน้นให้เช่าสิทธิทางปัญญา (IP LICENSING)เพียงอย่างเดียว อีกทั้งบริษัทได้ประกาศความร่วมมือกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง META ในการร่วมพัฒนา AGICPU เพื่อขยายแพลตฟอร์มการประมวลผลของ ARM เข้าสู่การผลิตชิปที่ปรับแต่งมาเพื่อการใช้งานในสเกลระดับมหาศาล
THAI FOCUS
รัฐบาลเตรียมกู้เงินเพิ่ม เสี่ยงกระทบการเติบโตเศรษฐกิจไทยเหนื่อยระยะยาว
ท่ามกลางวิกฤติพลังงานลากยาว ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหนุนให้รัฐบาลออกแผนพยุงเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติมซึ่งนโยบายที่น่าจับตา คือ การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท และการขยายเพดานหนี้สาธารณะต่อGDP จากกรอบเดิม 70% เพิ่มเป็น 75% เพื่อเพิ่มความสามารถในการกู้เงินทั้งนี้ ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 66.1% ภายใต้กรอบเพดานหนี้ 70% คาดรัฐบาลจะยังเหลือรูมในการกู้อีกราว 7.5 แสนล้านบาท (หากเศรษฐกิจไทยไม่เติบโต) และในกรณีที่กรอบเพดานหนี้เป็น 75% จะเปิดช่องกู้ได้เพิ่ม 9.5 แสนล้านบาท รวมเป็น 17 ล้านล้านบาท
เมื่อพิจารณาระดับหนี้สาธารณะ/GDP (2030F) ของไทย (68.9%) แม้จะต่ำกว่าหลายประเทศ อาทิญี่ปุ่น(222.2%), สหรัฐฯ (143.4%), จีน (116.1%), ยุโรป (92.2%) เป็นต้น ซึ่งเป็นประเทศขนาดใหญ่ แต่ยังสูงกว่ามากเมื่อเปรียบเทียบในแถบประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม (30.6%) ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ของบ้านเราอาจมีอุปสรรค เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจยังต่ำกว่าศักยภาพ (IMF คาด GDPไทยปี 2026 โตแค่ 1.5%)ซึ่งการขยายเพดานหนี้สาธารณะเพื่อเพิ่มพื้นที่การคลังในบ้านเรานั้น จะเป็นการเพิ่มภาระการจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ย อาจกระทบต่อรายได้ภาครัฐและการจัดทำงบประมาณในปีถัดไป ซึ่งจะจำกัดงบลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศ เสี่ยงต่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาวหากการกู้เงินไม่ก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่า นอกจากนี้ไทยยังมีความเสี่ยงที่ถูกปรับลด CREDIT RATING หากฐานะทางการคลังในบ้านเราอ่อนแอ เหมือนกับตอนที่ MOODY'S ปรับแนวโน้มเครดิตประเทศไทยจาก STABLE เป็นNEGATIVE ครั้งแรกในรอบ 17 ปีเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2025
SYNAPSE STRATEGY
ตลาดหุ้นไทยยังมีบ่วงหลังสงครามอยู่
FUND FLOW ยังไหลออกจากตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะช่วงหลังสงกรานต์ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง 3 วันทำการ มูลค่ารวมสูงถึง 9 พันล้านบาท
โดยภาพรวม SET ยังเผชิญ 3 แรงกดดันหลักๆ ดังนี้
1). ราคาน้ำมันที่ย่อตัวลงต่อเนื่องกดดันหุ้นอิง COMMODITY ซึ่งเป็นองประกอบใน SET ถึง 1ใน 4 ของขนาดตลาดฯ และ 1 ใน 3 ของขนาดกำไรทั้งหมด
2). หุ้น DELTA ยังติด TRADING ALERT อยู่ กดดันให้หุ้นขึ้นตามหุ้นแม่ อย่าง 2308 TT ที่หลังสงกรานต์ขึ้นมาแล้ว 10% ขณะที่ DELTA –3%
3). แรงขายหลังรับปันผลจากงบปี 2025 ที่จ่ายสูงถึง 5.6 แสนล้านบาท สูงกว่าปีก่อนที่ 4.0 แสนล้านบาทถึง38% และคิดเป็นแรงกดดัน SET INDEX จากการขึ้นเครื่องหมาย XD ถึงใน 5 เดือนแรกของปี 2026 ถึง43 จุด โดยเป็นแรงกดดันในช่วงที่เหลือของเดือน 21 -30เม.ย. ที่ 11.8 จุด และเดือน พ.ค. อีก 5.4 จุด
ทั้ง 3 ส่วนเป็นอุปสรรคที่ทำให้ SET INDEX ในช่วงนี้ขยับขึ้นได้ยาก กลยุทธ์ยาม SET ยังขยับขึ้นยากช่วงนี้แนะหุ้นรับสงตรามผ่อนคลาย BDMS, PR9, GULF, GPSC, BGRIM, AOT, THAI, BA, SJWD
จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์