Company Note
Thai Union Group
คาดกำไร 1Q26F ธุรกิจฟื้นตัว แต่ที่เหลือของปียังมีความเสี่ยงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะราคาปลาทูน่าที่เป็นความเสี่ยงหลัก
TU เป็นผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูป ดำเนินธุรกิจหลักใน 3 กลุ่ม ได้แก่ Ambient Seafood (อาหารกระป๋อง), Frozen & Chill (อาหารแช่แข็ง) และ PetCare (อาหารสัตว์เลี้ยง ผ่าน ITC) โดยมีตลาดสำคัญในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย ภาพรวมธุรกิจปี 2026 เริ่มฟื้นตัวชัดเจน หลังจากการผ่านพ้นปีที่ยากลำบากของกลุ่ม Ambient ในยุโรป การเติบโตแข็งแกร่งของ PetCare และการบริหารต้นทุน SG&A ที่ดีขึ้นหลังโครงการ Transformation (Sonar) สิ้นสุดลง แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากราคาทูน่าที่พุ่งขึ้นสู่ระดับ 2,000 ดอลลาร์ต่อตัน บริษัทมีสต็อกวัตถุดิบถึง 2Q26 ช่วยพยุงผลกระทบในครึ่งปีแรก และอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ลดลงจาก 19% เหลือ 10% เป็นปัจจัยบวกชดเชย เราคงคำแนะนำ "ถือ"
คาดกำไรสุทธิ 1Q26F เติบโต จาก PetCare ที่เติบโตและการลดลงของ SG&A เป็นตัวชู้โรง แม้ Margin กดดันจากภาษีนำเข้า
เราคาดกำไรสุทธิ 1Q26F ที่ 1,175 ล้านบาท (+15% YoY, +16% QoQ) โดยได้แรงหนุนหลักจาก 1) PetCare ที่คาดรายได้เติบโตแข็งแกร่ง 15% YoY จากความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นของลูกค้าแบรนด์ระดับโลกในสหรัฐฯ และการปรับราคาขายที่สูงขึ้น 2) กลุ่ม Frozen คาดเติบโตในระดับ 5% YoY จากความต้องการในธุรกิจ Feed และการปรับราคาชดเชยภาษีนำเข้า 3) ขณะที่ Ambient เติบโตเล็กน้อยคาด +1% YoY โดยมีปัจจัยราคาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ด้านอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) คาดอยู่ที่ 18.1% ลดลง YoY เนื่องจากใน 1Q25 ของปีที่ผ่านมา ยังไม่มีผลกระทบจากภาษีนำเข้า ขณะที่ SG&A/Sales คาดที่ 14.5% ลดลง YoY จากการลดลงของ Transformation Cost หลังโครงการ Sonar สิ้นสุด ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) คาดอยู่ที่ 1,131 ล้านบาท (+25% YoY) และ กำไรหลักคาดที่ 1,165 ล้านบาท (+17% YoY) ถือเป็นสัญญาณที่แข็งแกร่งสำหรับไตรมาส 1 ที่ปกติจะเป็นช่วง Low Season
ผลกระทบจากสงคราม
TU มีสัดส่วนรายได้ไปตะวันออกกลาง 3-4% ของรายได้รวม ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ Ambient ในด้านผลกระทบต่อปริมาณขาย 1) กลุ่ม Frozen ยังไม่เผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อมากนัก เนื่องจากสินค้าหลักเป็นกุ้งจากเอเชียและอุปสงค์ยังทรงตัว แม้มีการปรับราคาในปี 2025 2) กลุ่ม Ambient ได้ประโยชน์จากพฤติกรรมของผู้บริโภคสินค้าอาหารกระป๋องมีความต้องการเพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ 3) กลุ่ม PetCare ยังมีความต้องการสูงจากการเน้นตลาด Premium Pet Food ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมหภาคค่อนข้างน้อย
ด้านต้นทุนเราคาดผลกระทบจากราคาปลาทูน่าที่เพิ่มขึ้นมีต้นเหตุหลักจากสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันและต้นทุนการประมง เดือน มี.ค.26 อยู่ที่ 2,000 เหรียญ เพิ่มขึ้น 25% YoY จากปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 1,600 เหรียญ โดยโครงสร้างต้นทุนของ TU ประกอบด้วยต้นทุนวัตถุดิบ 70% ของต้นทุนรวม (แบ่งเป็นปลาทูน่าสัดส่วน 30%, กุ้ง 20% และอื่นๆ 20% ของต้นทุนรวม) จากการทำ sensitivity ราคาปลาทูน่าที่เปลี่ยนแปลงทุกๆ 100$ กระทบ GPM+/- 1.5%, ส่วนบรรจุภัณฑ์คิดเป็น 11% ของต้นทุนรวม (กระป๋องเหล็กและอลูมิเนียม 7% และพลาสติก 3% ของต้นทุนรวม) จากการทำ sensitivity ราคา packaging เปลี่ยนแปลงทุกๆ 10% กระทบ GPM+/- 0.9% ขณะที่ต้นทุนพลังงานมีสัดส่วนเพียง 1.5% ของต้นทุนรวม
ราคาทูน่าเป็นความเสี่ยงหลักใน 2H26F —ภาษีที่ลดลงและการเจรจาราคาเป็นปัจจัยสำคัญ
แม้ 1Q26F จะให้สัญญาณที่แข็งแกร่ง แต่ความท้าทายหลักในช่วงครึ่งหลังของปีมาจากราคาทูน่าที่พุ่งขึ้น โดย เราคาดว่าผลกระทบของราคาปลาระดับใหม่นี้จะเริ่มสะท้อนเข้าสู่ต้นทุนจริงตั้งแต่ 3Q26F เป็นต้นไป เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีสต็อกสินค้าคงคลังที่สะสมไว้ในระดับสูงตั้งแต่ปลาย 4Q25 ในช่วงที่ราคาปลาอยู่ในระดับที่ต่ำ คาดว่ารองรับได้ถึง Q2 อย่างไรก็ดี บริษัทมีกลไกรับมือหลายประการ ได้แก่ 1) การขอปรับราคากับลูกค้า OEM ซึ่งทบทวนรายไตรมาส และกับลูกค้าในยุโรปผ่านเงื่อนไข Force Majeure จากภาวะสงคราม 2) ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ลดเหลือ 10% เท่ากันทุกประเทศ ช่วยลดความเสียเปรียบในการแข่งขัน 3) ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าในเดือนมีนาคมสู่ระดับ 32.5-33.0 บาท/ดอลลาร์ เป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออก
สำหรับปี 2026F (เรายังไม่ได้รวมผลกระทบจากสงคราม) เราคาดกำไรหลัก 4,298 ล้านบาท ทรงตัว YoY โดยกำไรจากการดำเนินงานคาดเติบโต 4% YoY สู่ระดับ 6,340 ล้านบาท ขับเคลื่อนโดย PetCare ที่เติบโต 8% YoY และ Gross Margin รวมที่คาดทรงตัวที่ 18.9% ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ลดเหลือ 10% PetCare เติบโต 15-20% YoY การสต็อกวัตถุดิบสูง คุ้มครองระยะสั้น
ยังคงคำแนะนำ "ถือ" ติดตามการเจรจาราคาเป็น catalyst หลัก
เราคงคำแนะนำ "ถือ" โดยคงราคาเป้าหมายที่ 14.00 บาท อ้างอิง PER forward 14x ในระดับ PER 26F ปัจจุบันอยู่ที่ราว 11.2x และคาด Dividend Yield ราว 5% ในปี 2026F แนวโน้มระยะกลางยังน่าสนใจ เนื่องจากโครงการ Transformation ทยอยสิ้นสุด ต้นทุน SG&A จะลดลงต่อเนื่อง และธุรกิจ PetCare ยังอยู่ในวัฏจักรการเติบโต ทั้งนี้ต้องติดตามพัฒนาการของราคาทูน่าและความสำเร็จในการเจรจาปรับราคากับลูกค้าเป็นปัจจัยชี้นำทิศทางผลประกอบการในช่วง 2H26F โดยคาดจะเห็นความคืบหน้าอีกครั้งหลังประกาศผลประกอบการ 1Q26F วันที่ 5 พ.ค.26 และ Analyst Meeting วันที่ 6 พ.ค.26