Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

44

 

สงครามกลับมาปะทุ น้ำมันไทยพุ่งทะยาน กด GDP

HORIZON MARKET VIEW
• สงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 34 ยังมีความไม่แน่นอนในการตอบโต้ของสหรัฐฯ หลัง ปธน.ทรัมป์ ประกาศว่า “สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงในช่วง 2–3สัปดาห์ข้างหน้า" ผลักให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง โดยเฉพาะ WTI ดีดตัว 11.4%
• อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นโลกกลับไม่ได้ร่วงตาม โดยวานนี้สหรัฐฯ ทรงตัวราว -0.1% ถึง+0.2% และในเช้านี้เกาหลีใต้ +2.8% ญี่ปุ่น +1.4% อาจกำลังสะท้อนว่าตลาดเริ่มชินชากับกระแสข่าวรายวัน และกำลังคาดหวังกับการยุติสงครามในระยะข้างหน้า หลังเลขาฯUN เรียกร้องสหรัฐ-อิสราเอลยุติสงครามอิหร่าน และยังมี 40 ประเทศทั่วโลกตั้งกลุ่ม
พันธมิตรผลักดันเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
• ทั้งนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามและประเมินเหตุการณ์สงครามต่างๆ อย่างใกล้ชิด ว่าจะยืดยาว และขยายวงกว้างตามการตอบโต้ไปมาระหว่าง 2 ฝ่ายมากขึ้นหรือไม่ ?

 

REGION RADAR
• ปริมาณข่าวสงคราม เริ่มลดน้อยลงในช่วงปลายเดือน มี.ค. 69 แม้จะยังมีเหตุการณ์โจมตีเกิดขึ้นบ้าง สะท้อนว่าความกังวลของนักลงทุนเริ่มคลี่คลาย หนุนแนวโน้มราคาน้ำมันมีโอกาสผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและอยู่ในช่วงเตรียม ปรับฐานลงหรือทรงตัวซึ่งส่งผลบวกต่อตลาดหุ้น
• หุ้นแนะนำ เลือก EXPE06 : นักลงทุนให้น้ำหนักเรื่องราคาน้ำมันขึ้น กับสงครามลดลง ถือเป็น SENTIMENT ที่ดีต่อหุ้น และ PINGAN80: เป็นหุ้นผันผวนต่ำ และ BOND YIELD มีโอกาสปรับตัวขึ้น ส่งผลดีต่อพอร์ตลงทุนของบริษัทประกันที่ถือครองพันธบัตรสูงถึง 70-75%


THAI FOCUS
• ราคาน้ำมันโลกยืนอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ทำให้ล่าสุดมีการประกาศขึ้นราคาดีเซลอีก 3.50 บาทดันราคาพุ่งทะลุ 47 บาท/ลิตร (ก่อนสงครามปะทุอยู่ต่ำกว่า 30 บาท/ลิตร)
• โดย สศช.เปิดฉากทัศน์ดีเซลขึ้น 1 บาท GDP วูบ 0.02% หนักสุดเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ทั้งนี้ในกรณีที่สงครามสิ้นสุดลงภายใน 2 เดือน อาจเห็นเศรษฐกิจไทยขยายตัวราว 1.4% แต่หากสงครามยืดเยื้อยาวนานกว่านั้น อาจเห็นเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่า 1%

 


SYNAPSE STRATEGY
• สถานการณ์สงครามเริ่มคลายตัว (นักลงทุนเริ่มชินชา) และมีวันหยุดยาว 3 วัน ทั้งไทยและสหรัฐฯ ทำให้ดัชนีอาจไม่เหวี่ยงแรงเนื่องจากมีปริมาณการซื้อขายที่แผ่วลง
• กลยุทธ์เน้นเลือกหุ้นรายตัวที่มีปันผลเด่น ที่มีโอกาสได้เม็ดเงินจากTISA เข้ามาหนุน 1. กลุ่มธนาคาร (รับดอกเบี้ยขาขึ้น) KTB, BBL,KBANK 2. กลุ่มรับหน้าร้อน GULF, BGRIM, ICHI, SAPPE 3.กลุ่มพลังงานสะอาด GUNKUL 4. กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์(COMMODITY) CPF, NER, OR, PTT


HORIZON MARKET VIEW
ราคาพุ่งแรง แต่ตลาดหุ้นกลับชินชา
สงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 34 ยังมีความไม่แน่นอนในการตอบโต้ของสหรัฐฯ หลัง ปธน.ทรัมป์ประกาศว่า “สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงในช่วง 2–3 สัปดาห์ข้างหน้า" ผลักให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงโดยเฉพาะ WTI (หมดอายุ MAY26) ดีดตัว 11.4% ยืนเหนือ 111 ดอลลาร์ต่อบาเรล ขณะที่ BRENT (หมดอายุ
JUN26)

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นโลกกลับไม่ได้ร่วงตาม โดยวานนี้สหรัฐฯ ทรงตัวราว -0.1% ถึง +0.2% และในเช้านี้เกาหลีใต้+2.8% ญี่ปุ่น +1.4% อาจกำลังสะท้อนว่าตลาดเริ่มชินชากับกระแสข่าวรายวัน และกำลังคาดหวังกับการยุติสงครามในระยะข้างหน้า หลังเลขาฯ UN เรียกร้องสหรัฐ-อิสราเอลยุติสงครามอิหร่าน และยังมี 40 ประเทศทั่วโลก
ตั้งกลุ่มพันธมิตรผลักดันเปิดช่องแคบฮอร์มุซทั้งนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามและประเมินเหตุการณ์สงครามต่างๆ อย่างใกล้ชิด ว่าจะยืดยาว และขยายวงกว้างตามการตอบโต้ไปมาระหว่าง 2 ฝ่ายมากขึ้นหรือไม่ ?

 


กลยุทธ์หลีกเลี่ยงความผันผวน แนะนำถือเงินสด 30% ของพอร์ต พร้อมกับทยอยสะสมหุ้นปันผลสูงเวลาย่อตัวลงมาตามตลาดฯ อย่าง หุ้นอิงราคา COMMODITY PTT, OR, NER, CPF หุ้นอิงต้นทุนพลังงานหากย่อลึกICHI, GULF, BGRIM, หุ้นพลังงานทดแทน GUNKUL และหุ้นได้ประโยชน์นโยบายการเงินตึงตัวมากขึ้น KTB,BBL

 

REGION RADAR
สัญญาณผ่อนคลายจากสถานการณ์สงคราม สู่โอกาสการลงทุนใน EXPE06 และ PINGAN80ช่วงปลายเดือนก.พ.69 ที่มีความรุนแรงของสงครามตะวันออกกลาง หนุนให้ปริมาณข่าวที่เกี่ยวกับสงคราม (กราฟแท่ง) พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงให้ราคาน้ำมันดิบ (เส้นสีฟ้า) พุ่งทะยานตามขึ้นไป เนื่องจากความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันที่อาจขาดแคลน อย่างไรก็ตามเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางถึงปลายเดือนมี.ค.69จะเห็นว่า กราฟแท่งสีขาวค่อยๆ ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาน้ำมัน (เส้นสีฟ้า)จะยังคงผันผวนอยู่ในระดับสูง สื่อถึงปริมาณข่าวเกี่ยวกับสงครามที่นักลงทุนสนใจลดลง ถือเป็นLEADING INDICATOR ว่าความตึงเครียดของสงครามกำลังคลี่คลายลง โดยตลาดเริ่มคลายความกังวล ทำให้แนวโน้มราคาน้ำมันดิบอาจจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและเตรียมปรับฐานลงในระยะถัดไป แม้วานนี้จะมีการโจมตีของสหรัฐฯต่อสะพานใหญ่สุดในอิหร่านก็ตาม

 


แนวโน้มราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวลดลงหรือทรงตัว ถือเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มที่อ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงานและสภาวะเศรษฐกิจโลก โดย ASPS ชอบหุ้น EXPE06 และ PINGAN80โดยมีรายละเอียด ดังนี้

EXPE06 (อ้างอิงหุ้น EXPEDIA GROUP) อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์สูงสุดกลุ่มหนึ่งเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวลง (ทำให้ต้นทุนตั๋วเครื่องบินถูกลง กระตุ้นการเดินทาง) และเมื่อสงครามคลี่คลาย(ผู้คนมีความมั่นใจในการเดินทางข้ามประเทศมากขึ้น) คาดหวังผลประกอบการที่แข็งแกร่งขึ้นในระยะถัดไปPINGAN80 (อ้างอิงหุ้น PING AN INSURANCE) ประเทศจีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก การที่ราคาน้ำมันไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ จะช่วยลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อของจีนและต้นทุนภาคการผลิต นอกจากนี้ในแง่ของการลงทุนของบริษัทประกัน สภาวะตลาดที่คลายความกังวล หนุนเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้น และออกจากตราสารหนี้ ส่งผลให้ BOND YIELD ปรับตัวขึ้น ส่งผลดีต่อมูลค่าสินทรัพย์และการลงทุนของบริษัทประกันที่ถือ BOND ราว 70-75%ของพอ์ตการลงทุน

 

THAI FOCUS
น้ำมันแพง กำลังแทรกซึมเศรษฐกิจไทยอ่อนแอ
สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ทาง IEA ระบุว่า การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งนี้รุนแรงกว่าวิกฤตน้ำมัน 2ครั้งในทศวรรษ 1970 และผลกระทบสงครามรัสเซีย-ยูเครนต่อก๊าซธรรมชาติรวมกัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทยในฐานะประเทศนำเข้าน้ำมันสุทธิ

ขณะที่ราคาน้ำมันโลกยืนอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ทำให้ล่าสุดมีการประกาศขึ้นราคาดีเซลอีก 3.50 บาทดันราคาพุ่งทะลุ 47 บาท/ลิตร(ก่อนสงครามปะทุอยู่ต่ำกว่า 30 บาท/ลิตร) โดย สศช.เปิดฉากทัศน์ดีเซลขึ้น 1บาท GDP วูบ 0.02% หนักสุดเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ทั้งนี้ในกรณีที่สงครามสิ้นสุดลงภายใน 2 เดือน อาจเห็นเศรษฐกิจไทยขยายตัวราว 1.4% แต่หากสงครามยืดเยื้อยาวนานกว่านั้น อาจเห็นเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่า 1%


ในแง่มุมของทิศทางดอกเบี้ยในช่วง 1H2026 มองว่าน่าจะเห็น กนง. คงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.0% เพื่อรอดูผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง และผลขอการส่งผ่านในการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งก่อน บวกกับเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาน้ำมันคือ COST-PUSH INFLATION ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยแก้ปัญหาด้านอุปทานไม่ได้แต่จะซ้ำเติมเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวให้แย่ลง


SYNAPSE STRATEGY
กลยุทธ์รับมือตลาดหุ้นเมษายน 2026 ในยามนักลงทุนไม่ตอบสนองต่อประเด็นสงครามเท่าอดีต
ช่วงเดือน เม.ย.69 ตลาดหุ้นมีโอกาสผันผวนในระยะถัดไป จากที่เป็นช่วงส่งผ่านต้นทุนพลังงานสู่เศรษฐกิจ และกำไรบริษัทจดทะเบียนให้ลดลง พร้อมกับความเข้มข้นของสภาพคล่องส่วนเกินที่ลดลงตามอย่างไรก็ตามสถานการณ์สงครามในปัจจุบันดูเหมือนจะผ่อนคลายลง หลังนักลงทุนตอบสนองเชิงลบหรือชินชามากขึ้นขึ้นกับประเด็นดังกล่าว บวกกับมีวันหยุดยาวและวันหยุดสำคัญของทั้งตลาดไทยและสหรัฐฯ ทำให้ปริมาณการซื้อขายเบาบางลง และทำให้ดัชนีไม่ผันผวนมากนัก


ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ SELECTIVE โดยเน้นหุ้นปันผล ที่มีโอกาสได้เม็ดเงินจาก TISA เข้ามาหนุน โดยแบ่งออกเป็น 4 ธีมหลักๆ ดังนี้
1. หุ้นได้ประโยชน์นโยบายการเงินเข้มขึ้น KTB, BBL, KBANK
2. หุ้นเข้าสู่ช่วง HIGH SEASON หน้าร้อนที่มีโอกาสร้อนขึ้นกว่าปีก่อน หุ้นโรงไฟฟ้า GULF, BGRIM และหุ้นเครื่องดื่มได้ประโยชน์จากธีมฟุตบอลโลกต่อ ICHI, SAPPE
3. หุ้นพลังงานทางเลือก GUNKUL
4. หุ้นอิงราคา COMMODITY ขยับขึ้น CPF, NER, OR, PTT

 

จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์

ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985

สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

Thebizinsideสื่อใหม่ By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง วันนี้ แสดงความยินดีกับการเปิดตัวสื่อใหม่ Thebizinside เครือ นายกล้วยหอม ออนไลน์ เจ้าของ...

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้