สงครามยังอยู่แต่ความผันผวนตลาดหุ้นลดลง
HORIZON MARKET VIEW
• สงครามสหรัฐฯ - อิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 26 ดูมีความพยายามมากขึ้นในการเจรจาทางการทูต โดยแผนของสหรัฐฯ กำหนดให้อิหร่านต้องรื้อถอนโครงการนิวเคลียร์หลักและลดขีดความสามารถของขีปนาวุธให้ใช้เฉพาะเพื่อการป้องกันตัวเท่านั้น ส่วนอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ ในการยุติสงคราม และยื่นเงื่อนไขใหม่ (เรียกค่าชดเชยและต้องการคุม HORMUZ)
• ในแง่มุมของตลาดหุ้นโลก ดูเต็มไปด้วยความหวังสงครามผ่อนคลาย แม้ข้อเท็จจริงจะยังไม่ชัด หนุนให้ตลาดหุ้นวานนี้ สหรัฐฯ +0.5% ถึง +0.8%, ยุโรป +1.2% ถึง +1.4%, ไทย+3.4%, ญี่ปุ่น +2.9% เป็นต้น อย่างไรก็ตามยังต้องจับตาว่าจะการยกระดับความรุนแรงทางทหารมากขึ้นหรือไม่? หลังกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มีแผนส่งทหารจากกองพลร่มที่ 82 ราว 4,000 นาย ไปยังตะวันออกกลาง (เสริมที่มีอยู่เดิมราว 50,000 นาย)
REGION RADAR
• FIFA WORLD CUP 2026 โดยการแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้จะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน -19 กรกฎาคม โดยมีประเทศสหรัฐฯเม็กซิโก และแคนาดา ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
• กลุ่มเครื่องดื่มเบียร์เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้ ปกติแล้วการแข่งขันฟุตบอลโลกมักจะหนุนปริมาณการบริโภคเบียร์ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ แนะนำเก็งกำไร ANHEUSER-BUSCH INBEV (ABI BB
THAI FOCUS
• ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงจากภาวะสงคราม ทำให้กบน. ประกาศขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด (ดีเซล/เบนซิน) 6 บาท/ลิตร มีผลทันทีเนื่องด้วยกองทุนน้ำมันฯติดลบสะสมกว่า 35,000 ล้านบาท ดีต่อหุ้น PTG OR
• ส่วนค่าไฟงวดใหม่ พ.ค. - ส.ค.69 คาดอยู่ในกรอบ 3.95 –4.59 บาทต่อหน่วย รอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เคาะราคาสุดท้าย
• สภาพัฒน์ฯ ประเมินว่าทุกๆ 1 บาทที่ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น จะฉุดGDP ลดลง 0.02% มองตอนนี้เสี่ยงเกิด STAGFLATION (ของแพงแต่เศรษฐกิจฝืด) เงินเฟ้ออาจพุ่งจากติดลบมาสู่ระดับ 2%
SYNAPSE STRATEGY
• แม้อิหร่านจะปฎิเสธเงื่อนไข 15 ข้อจากสหรัฐ แต่ถือว่าเห็นกระบวนเดินหน้าหาข้อยุติสงครามเพิ่มขึ้นมาอีกก้าว หนุนตลาดหุ้นทยอยฟื้น ด้วยแรงซื้อต่างชาติวานนี้หนาแน่นขึ้น 4.8 พันล้านบาท
• สำหรับกลยุทธ์วันนี้ แนะนำ หุ้น HIGH SEASON หน้าร้อน ที่ย่อตัวลงมาลึกน่าเข้าสะสม โรงไฟฟ้า GULF, BGRIM, GPSC สถานที่ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องดื่ม CPN, HMPRO, CBG, OSP, ICHI
HORIZON MARKET VIEW
ตลาดหุ้นเล่นกับความหวังหยุดยิง แม้ข้อเท็จจริงยังไม่ชัด
สงครามสหรัฐฯ - อิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 26 ดูมีความพยายามมากขึ้นในการเจรจาทางการทูต โดยแผนของสหรัฐฯ กำหนดให้อิหร่านต้องรื้อถอนโครงการนิวเคลียร์หลัก และลดขีดความสามารถของขีปนาวุธให้ใช้เฉพาะเพื่อการป้องกันตัวเท่านั้น ส่วนอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ ในการยุติสงคราม และยื่นเงื่อนไขใหม่ (เรียกค่าชดเชยและ ต้องการคุม HORMUZ)ในแง่มุมของตลาดหุ้นโลก ดูเต็มไปด้วยความหวังสงครามผ่อนคลาย แม้ข้อเท็จจริงจะยังไม่ชัด หนุนให้ตลาดหุ้นวานนี้ สหรัฐฯ +0.5% ถึง +0.8%, ยุโรป +1.2% ถึง +1.4%, ไทย +3.4%, ญี่ปุ่น +2.9% เป็นต้น อย่างไรก็ตามยังต้องจับตาว่าจะการยกระดับความรุนแรงทางทหารมากขึ้นหรือไม่? หลังกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มีแผนส่งทหารจากกองพลร่มที่ 82 ราว4,000 นาย ไปยังตะวันออกกลาง เสริมกำลังทหารสหรัฐฯ ที่มีอยู่เดิมราว 50,000นาย
นอกจากนี้ ระยะถัดไปยังต้องจับตาผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งจะมาพร้อมกับความกังวล RECESSION และกดดันตลาดหุ้น โดย GOLDMAN SACHS ระบุว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐถดถอยใน 12 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้นเป็น 30% (เดิม 25%) จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
REGION RADAR
FIFA WORLD CUP 2026 หุ้นกลุ่มไหนจะได้ประโยชน์
เหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์จะเริ่มเข้าสู่การแข่งขัน FIFA WORLD CUP 2026 โดยการแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้จะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน -19 กรกฎาคม โดยมีประเทศสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยจำนวนการแข่งขันทั้งหมด 104 นัด(จากปกติ 64 นัด) ในส่วนของการเป็นเจ้าภาพการแข่งขัน สหรัฐฯ จะเป็นเจ้าภาพทั้งหมด 78 นัด ขณะที่เม็กซิโกและแคนาดาจะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพประเทศละ 13 นัด
กลุ่มเครื่องดื่มเบียร์เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้ ปกติแล้วการแข่งขันฟุตบอลโลกในช่วงที่ผ่านมามักจะหนุนปริมาณการบริโภคเบียร์ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญจากสถิติในอดีตที่ผ่านมาตลอดการแข่งขันฟุตบอลโลก 7 ครั้งที่ผ่านมา ฝรั่งเศส (1998) เกาหลีใต้และญี่ปุ่น (2002) เยอรมนี (2006) แอฟริกาใต้ (2010) บราซิล (2014) รัสเซีย (2018) และกาตาร์ (2022) พบว่าในปีที่มีการจัดแข่งขันฟุตบอลโลกปริมาณการขายเบียร์จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 3%
ANHEUSER-BUSCH หุ้นเบียร์เบอร์ 1 ของโลก
หุ้นกลุ่มเบียร์เราชื่นชอบ ได้แก่ ANHEUSER-BUSCH INBEV SA/NV (ABI BB) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีพอร์ตแบรนด์ระดับโลก อาทิ BUDWEISER, CORONA, STELLA ARTOIS และMICHELOB ULTRA ครอบคลุมทั้งตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก จุดแข็งของบริษัทคือขนาดธุรกิจที่ใหญ่มาก เครือข่ายจัดจำหน่ายแข็งแกร่ง และพอร์ตแบรนด์ที่หลากหลายตั้งแต่ MASS ถึงPREMIUM
ANHEUSER-BUSCH INBEV (ABI BR) ยังมี MARKET SHARE ของเบียร์ในสหรัฐฯ เป็นเบอร์ 1 ในปริมาณการขายกว่า 36%
THAI FOCUS
น้ำมันพุ่ง-ค่าไฟจ่อขยับ กับโจทย์ที่รัฐบาลต้องรีบแก้ไข
มติล่าสุดจากคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุด เมื่อมีการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด (ทั้งดีเซลและเบนซิน) ถึง 6 บาทต่อลิตร โดยมีผลทันทีตั้งแต่วันที่26 มีนาคม 2026 สาเหตุหลักเกิดจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงก่อนหน้านี้ทำให้กองทุนน้ำมันต้องแบกรับภาระจนติดลบสะสมกว่า 35,000 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลไม่สามารถตรึงราคาได้อีก และต้องยอมปล่อยให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนจริงขึ้นเรื่อยๆเพื่อรักษาสภาพคล่องอีกมุมหนึ่ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เปิดเผยทางเลือก 3 แนวทางสำหรับค่าไฟฟ้างวดเดือนพ.ค.-ส.ค.69 โดยมีเพดานราคาสูงสุดอยู่ที่ 4.59 บาทต่อหน่วย ซึ่งปัจจัยกดดันมาจากเหตุผลเดียวกัน คือ ผลกระทบของสงคราม ซึ่ง กกพ. ได้เสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งกรอบราคาที่วางไว้3.95 – 4.59 บาทต่อหน่วย ซึ่งต้องติดตามว่าสุดท้ายแล้วค่าไฟจะอยู่ที่เท่าไหร่
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. หรือ สภาพัฒน์) ระบุว่า ทุกๆ 1 บาทที่ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น จะฉุด GDP ของไทยให้ลดลงถึง0.02% และได้ประเมินความเสี่ยงในไทยไว้ 3 ระดับ
• กรณีฐาน (BASE CASE) ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 85 เหรียญฯ/บาร์เรล ผลกระทบต่อเงินเฟ้อไทยราว 1%
• กรณีเสี่ยง (RISK CASE) ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 95-105 เหรียญฯ/บาร์เรลราว ผลกระทบต่อเงินเฟ้อไทย 1.9% เสี่ยงเกิดภาวะ STAGFLATION
• กรณีเลวร้าย (WORST CASE) ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย ทะลุ 120 เหรียญฯ/บาร์เรล ผลกระทบต่อเงินเฟ้อไทย สูงเกิน 1-3% เสี่ยงเกิดภาวะ RECESSION (เศรษฐกิจถดถอย)
ส่วนผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนในมุมรายอุตสาหกรรม มีรายละเอียด ดังนี้ (PART 1)
กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง : ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนก่อสร้าง แม้ว่าการใช้น้ำมันดีเซลในงานก่อสร้างทั่วไปจะมีสัดส่วนต่ำมาก ไม่ถึง 1% ของต้นทุนทั้งหมด ยกเว้นงานเสาเข็มที่จะมีสัดส่วนของต้นทุนน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 6% ของต้นทุนก่อสร้าง แต่จะส่งผลทางอ้อมต่อราคาวัสดุหลักเช่น ปูนซีเมนต์ คอนกรีต และเหล็กเส้น ซึ่งรวมกันคิดเป็น 30–40% ของต้นทุนโครงการ โดยค่าขนส่งและต้นทุนพลังงานในการผลิตวัสดุก่อสร้างมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน สำหรับบริษัทรับเหมาฯ ที่รับงานโครงการภาครัฐจะได้รับการชดเชยผ่าน “ค่า K” ที่ปรับตามต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง แต่ผู้รับเหมาในงานภาคเอกชนต้องแบกรับต้นทุนเอง ทำให้หลายบริษัทเลือกกระจายความเสี่ยงด้วยการส่งงานต่อผู้รับเหมาช่วงเพื่อจัดการต้นทุนเฉพาะหน้า
กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นส่งผลต่อธุรกิจวัสดุก่อสร้างเป็นหลักผ่านต้นทุนด้านการขนส่ง ทั้งในส่วนของการขนส่งวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิต และการกระจายสินค้าไปยังจุดขายต่าง ๆเนื่องจากพลังงานที่ใช้ในกระบวนการผลิตส่วนใหญ่เป็นถ่านหิน ชีวมวล (BIOMASS) และก๊าซธรรมชาติซึ่งไม่ได้ผันแปรตามราคาน้ำมันดีเซลโดยตรง สำหรับบริษัทปูนซีเมนต์ แม้จะมีการกำหนดราคาขายหน้าโรงงานอย่างชัดเจน แต่ในกรณีที่มีการจัดส่งสินค้าถึงปลายทางของลูกค้า บริษัทจะคิดค่าขนส่งแยกต่างหาก โดยปรับตามต้นทุนราคาน้ำมันตามเงื่อนไขที่กำหนด
กลุ่ม รพ. : กระทบจำกัด เเม้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจะทำให้ 1)ต้นทุนยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วน 20–25%ของต้นทุน รพ. เพิ่มสูงขึ้น แต่กว่า 80–90% ถูกล็อกผ่านสัญญารายปี รวมถึงการกระจาย SUPPLIERและการเพิ่มสต็อกเป็น 60–90 วัน ช่วยลดความผันผวนระยะสั้นได้ 2)ค่าไฟฟ้าและสาธารณูปโภค แม้ใช้
พลังงานต่อเนื่อง 24 ชม. แต่คิดเป็นเพียง ~2% ของรายได้ สามารถชดเชยด้วยการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นด้านอื่นๆเเทน เช่น การชะลอ ROADSHOW ในต่างประเทศ เเละ 3)อุปสงค์การรักษาพยาบาล แม้อาจมีผลเชิงจิตวิทยาต่อค่าครองชีพและการเดินทาง แต่โอกาสกระทบจำกัด เนื่องจากบริการแพทย์เป็นอุปสงค์ไม่ยืดหยุ่น (INELASTIC DEMAND) โดยเฉพาะโรคเฉียบพลันและเรื้อรังที่ไม่สามารถเลื่อนการรักษาได้
กลุ่มค้าปลีก-ค้าส่ง : ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จะได้รับผลกระทบจาก 1) ต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น, 2) ค่าไฟที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในค่าสาธารณูปโภค โดยในกลุ่มผู้ขายสินค้าอุปโภค บริโภค (BJC, CPALL,CPAXT, CRC) มีค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค 2% - 9% โดย CPALL ค่าใช้จ่ายส่วนนี้มากสุดในกลุ่มตามสาขาที่มีอยู่มากสุดราว 1.6 หมื่นสาขาทั่วประเทศ และ 3) กำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอลง
SYNAPSE STRATEGY
หาหุ้นดับสงคราม และอากาศร้อน
แม้อิหร่านจะปฎิเสธเงื่อนไข 15 ข้อจากสหรัฐ แต่ถือว่าเห็นกระบวนเดินหน้าหาข้อยุติสงครามเพิ่มขึ้นมาอีกก้าว หนุนตลาดหุ้นทยอยฟื้น ด้วยแรงซื้อต่างชาติวานนี้หนาแน่นขึ้น 4.8 พันล้านบาท และเป็นการซื้อสุทธิสะสม 4 ใน 5 วันที่ผ่านมา
ส่วนหุ้นอีก 1 ธีมที่น่าสนใจ คือ หุ้น HIGH SEASON ช่วงหน้าร้อน เนื่องจากปีนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากลานีญาสู่เอลนีโญ ทำให้อากาศมีโอกาสอบอ้าวขึ้นกว่าปีก่อน และจากการพยากรณ์จาก ASMC คาดว่าอากาศในช่วง มี.ค. – พ.ค. 26 ร้อนขึ้นกว่าค่าปกติมาก อีกทั้งบทวิจัยฯ ยังบอกว่าผู้คนมักจะกระหายน้ำขึ้นราว 2.1% ทุกๆ อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นมา 1 องศาเซลเซียส
ดังนั้นกลยุทธ์ช่วงนี้ แนะนำทยอยสะสม หุ้น HIGH SEASON หน้าร้อน ที่ย่อตัวลงมาลึก อย่าง กลุ่มโรงไฟฟ้า GULF, BGRIM, GPSC กลุ่มสถานที่ ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องดื่ม CPN, HMPRO,CBG, OSP, ICHI
จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์